วัดระดับภาษาอังกฤษ มีกี่ระดับ

106 ครั้งเข้าชม
ระดับภาษาอังกฤษแบ่งตามมาตรฐาน CEFR มี 6 ระดับหลัก ได้แก่ A1 (เริ่มต้น): เข้าใจและใช้สำนวนง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน A2 (พื้นฐาน): สื่อสารเรื่องทั่วไป ใช้ภาษาอย่างง่าย B1 (กลางต้น): เข้าใจใจความหลัก สื่อสารเรื่องคุ้นเคยได้ B2 (กลางสูง): สื่อสารคล่องแคล่ว โต้ตอบได้เป็นธรรมชาติ C1 (สูง): เข้าใจเนื้อหาซับซ้อน ใช้ภาษาได้อย่างยืดหยุ่น C2 (เชี่ยวชาญ): เข้าใจทุกอย่าง สื่อสารได้ละเอียดและแม่นยำ แต่ละระดับบ่งบอกความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ที่แตกต่างกัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับภาษาอังกฤษ มีกี่ระดับ?

จริงๆนะ ฉันงงๆกับเรื่องระดับภาษาอังกฤษเนี่ย เคยเรียนตอน ม.ปลาย ที่โรงเรียนสอนภาษาแถวๆ สุขุมวิท จำราคาไม่ได้แล้ว นานมากแล้ว แต่จำได้ว่ามีแค่สามระดับ เบสิค อินเตอร์มีเดียต แอดวานซ์ จบแค่นั้นเลย ไม่เห็นมี A1 A2 อะไรซับซ้อนแบบนี้เลย ตอนนั้นเรียนแบบเน้นใช้จริง พูดเยอะ ฟังเยอะ สอบก็แบบง่ายๆ ไม่ค่อยมีข้อสอบแกรมม่าเยอะแยะ แบบที่ตอนนี้เค้าฮิตๆ กัน รู้สึกว่าตอนนั้นเรียนสนุกกว่าเยอะเลย

พอมาทำงาน บริษัทส่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ ช่วงปี 2015 อ้าว! เจอระบบ CEFR เต็มๆ A1, A2, B1, B2 ยัน C2 เยอะแยะไปหมด ตอนนั้นงงมาก ต้องไปเรียนปรับพื้นฐานใหม่ เหมือนเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้นใหม่เลย ทั้งที่ความรู้เดิมก็พอมีอยู่ แต่ก็ไม่ตรงกับระบบนี้ไง

สรุปคือ เท่าที่เจอมากับตัวเอง มาตรฐานระดับภาษาอังกฤษมันมีหลายแบบ หลายระบบ ขึ้นอยู่กับสถาบัน หรือหน่วยงานที่เค้าใช้ ไม่ใช่แค่หกแบบอย่างที่เค้าบอกๆ กัน แต่ก็อย่างว่าละ จริงๆแล้วมันก็แค่แบ่งระดับความสามารถเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่า A1 ต้องรู้ทุกอย่างในระดับ A1 มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ งงป่ะ? ฉันก็งงเหมือนกัน.

ระดับภาษาอังกฤษมีกี่ระดับ อะไรบ้าง

หกระดับ

  • A1: พื้นฐาน เริ่มต้นพูดคุยง่ายๆ
  • A2: เบื้องต้น เข้าใจประโยคทั่วไป
  • B1: กลาง สื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน
  • B2: สูงกว่ากลาง เข้าใจเนื้อหาเชิงลึก
  • C1: เชี่ยวชาญ ใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว
  • C2: ระดับสูงสุด เทียบเท่าเจ้าของภาษา

(อ้างอิงกรอบ CEFR ปี 2023) การจำแนกอาจแตกต่างกันไปตามสถาบัน

A1 กับ A2 ต่างกันยังไง ภาษาอังกฤษ

อืมม... A1 กับ A2 มันต่างกันเยอะอยู่นะ... อย่าง A1 เนี่ย มันแบบ... พื้นฐานมากๆ เหมือนเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอะ พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ จำคำศัพท์ได้ไม่กี่คำ ฟังก็แทบไม่รู้เรื่องเลย ถ้าเจอคนพูดเร็วๆ คือ งง หมดเลย

ส่วน A2 มันก้าวหน้าขึ้นมาหน่อย เริ่มเข้าใจประโยคทั่วไปได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่คล่อง พูดได้มากกว่า A1 แต่ก็ยังมีผิดพลาดบ้าง ต้องคิดก่อนพูด บางทีก็ต้องใช้ท่าทางช่วย คือยังไม่สื่อสารได้ลื่นไหลเท่าไหร่ รู้สึกว่ายังต้องพยายามอีกเยอะเลย...

จริงๆ ปีนี้ ฉันลงเรียนภาษาอังกฤษ ระดับ A2 อยู่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง พูดไม่ค่อยได้ ฟังก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่อไปต้องพยายามมากกว่านี้ละนะ

  • A1: พื้นฐานมากๆ พูดประโยคสั้นๆ ง่ายๆ คำศัพท์น้อย ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
  • A2: ดีกว่า A1 เข้าใจประโยคทั่วไปได้บ้าง พูดได้มากกว่าแต่ยังไม่คล่อง ยังมีผิดพลาด
  • B1: คล่องกว่า A2 สื่อสารได้ดีขึ้น เข้าใจประโยคซับซ้อนได้มากขึ้น
  • B2: เก่งกว่า B1 สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจภาษาได้เกือบทุกระดับ

ฉันรู้สึกว่า... มันยากจัง กว่าจะเก่ง ต้องใช้เวลานาน เหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็จะสู้ต่อไปนะ... ง่วงแล้ว ไปนอนดีกว่า...

B1 คือระดับไหน

B1 คือระดับความสามารถทางภาษาที่อยู่ในระดับกลาง ตามกรอบอ้างอิงภาษาส่วนกลางยุโรป (CEFR) นั่นหมายความว่าผู้เรียนระดับนี้มีพื้นฐานภาษาที่มั่นคงพอสมควรแล้ว

คิดง่ายๆ คือ สามารถสื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ท่องจำศัพท์หรือไวยากรณ์ แต่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น เดินทางต่างประเทศเองโดยไม่ง้อล่ามมากนัก

  • การฟัง: เข้าใจสาระสำคัญของบทสนทนาในสถานการณ์ทั่วไป แม้จะมีสำเนียงหลากหลาย แต่ถ้าเป็นภาษาพูดเร็วๆ หรือมีศัพท์เฉพาะทางมากๆ ก็อาจจะงงบ้าง
  • การพูด: สามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วในเรื่องที่คุ้นเคย เช่น การสั่งอาหาร ถามทาง หรือพูดคุยเรื่องทั่วไป อาจมีการลังเลบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมเข้าใจได้ง่าย
  • การอ่าน: สามารถอ่านและเข้าใจข้อความ เช่น บทความข่าว อีเมล หรือจดหมาย ได้โดยไม่ต้องใช้พจนานุกรมมากนัก แต่เอกสารเชิงวิชาการที่ซับซ้อนอาจต้องใช้เวลา
  • การเขียน: สามารถเขียนข้อความง่ายๆ เช่น อีเมล ข้อความ หรือโพสต์สั้นๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และสื่อสารความคิดได้อย่างชัดเจน การเขียนเรียงความเชิงวิชาการยังทำได้ไม่คล่อง

ผมเคยสอบวัดระดับภาษาเมื่อปี 2023 และได้ระดับ B1 ตอนนั้นรู้สึกว่า ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่ก็พอใจระดับหนึ่งแล้ว เพราะอย่างน้อยก็สามารถสื่อสารได้แบบไม่ลำบากมากนัก ส่วนตัวคิดว่า ระดับภาษาเป็นเพียงเครื่องมือ สำคัญกว่าคือ การนำภาษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และอย่าลืมว่า การเรียนรู้ภาษาไม่ใช่เส้นทางตรง มันเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เหมือนการเดินทางมากกว่า มีช่วงที่ราบเรียบ และมีช่วงที่ชัน ต้องค่อยๆ ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง