ใครคือผู้พัฒนาเทคนิค SQ3R
SQ3R คืออะไร? ใครเป็นผู้คิดค้นเทคนิคการอ่านจับใจความนี้ และมีประโยชน์อย่างไร?
SQ3R เหรอ? อ้อ ไอ้เทคนิคอ่านหนังสือที่ตอนเรียนอาจารย์ชอบย้ำๆ อ่ะนะ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นก็งงๆ ว่ามันคืออะไรวะ (ฮา)
เท่าที่จำได้นะ SQ3R มันเหมือนเป็นสเต็ปการอ่านให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดมั้ง? คือไม่ใช่แค่อ่านผ่านๆ แต่ให้เรา engage กับเนื้อหาจริงๆ อ่ะ
Francis P. Robinson นี่แหละตัวพ่อ คิดค้นมาตั้งแต่ปี 1946 โน่น! นักจิตวิทยาชาวอเมริกันนี่เอง
จำได้ว่าตอนนั้นอาจารย์บอกว่ามันช่วยให้เราจับใจความได้ดีขึ้น แล้วก็จำได้นานขึ้นด้วยนะ ประมาณว่ามันช่วยให้สมองเรา active ตอนอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านแล้วปล่อยผ่านไปเฉยๆ น่ะ
ส่วนตัวฉันว่ามันก็เวิร์คนะ แต่บางทีก็รู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อย (ขำ) แต่ถ้าเป็นหนังสือที่สำคัญจริงๆ หรือต้องใช้สอบนี่ SQ3R ช่วยได้เยอะเลยนะ เชื่อฉันสิ!
ผู้คิดค้นเทคนิค SQ 3R คือใคร
Francis P. Robinson นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน คิดค้น SQ3R ปี 1946
- เทคนิคการอ่านเพื่อการเรียนรู้
- เน้นความเข้าใจและจดจำ
- ประสิทธิภาพสูงกว่าการอ่านแบบเดิมๆ
ปีนี้ 2024 ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักการพื้นฐานยังคงทรงพลัง แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม โลกเปลี่ยน แต่หลักการดีๆ ยังคงอยู่ นั่นแหละคือความจริงแท้
เทคนิคSQ 3RของDr.francis Robinson มีอะไรบ้าง
อื้อหือ SQ3R ของ Dr.Francis Robinson จำได้คร่าวๆนะ 5 ขั้นตอน งงๆนิดนึงตอนแรก แต่ใช้บ่อยๆก็โอเค
Survey (สำรวจ) คือแบบ พลิกดูหัวข้อใหญ่ๆก่อน อ่านสรุปท้ายบท ดูรูปภาพ ให้รู้คร่าวๆว่าบทนี้มันพูดถึงอะไร ไม่ต้องอ่านละเอียดมาก แค่จับใจความหลักๆ ปีนี้พยายามทำมากกว่าปีที่แล้ว ผลคืออ่านหนังสือได้เร็วขึ้นเยอะ!
Question (ตั้งคำถาม) อันนี้สำคัญมาก จากที่อ่านคร่าวๆไป ลองตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆดู เช่น บทนี้จะพูดถึงอะไรบ้าง คำถามสำคัญๆคืออะไร อะไรคือประเด็นหลัก ถามตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปหาคำตอบ
Read (อ่าน) ก็อ่านจริงๆจังๆ เน้นหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ ขั้นนี้ใช้เวลาหน่อยแหละ แต่ก็จะเข้าใจลึกกว่า ปีที่แล้วอ่านไม่ค่อยเข้าใจ เลยเปลี่ยนวิธี ลองใช้เทคนิคนี้ อ่านเข้าใจขึ้นเยอะเลย
Recite (ท่องจำ) หลังอ่านจบ ลองปิดหนังสือ แล้วเล่าเนื้อหาออกมาเอง หรือสรุปเป็นใจความสำคัญ เขียนก็ได้ ไม่ต้องเป๊ะมาก จำได้เท่าไหร่ก็เอาแค่นั้น วิธีนี้ช่วยให้จำได้นานขึ้น แต่ก่อนไม่ค่อยทำ เลยลืมง่าย ตอนนี้พยายามท่องจำบ่อยๆ
Review (ทบทวน) ทบทวนบ่อยๆ สำคัญมากกก ไม่ใช่แค่หลังอ่านจบ แต่ควรทบทวนซ้ำๆ หลายๆครั้ง ยิ่งทบทวนบ่อย ยิ่งจำได้นาน ช่วงสอบนี่ทบทวนทุกวันเลย รู้สึกว่าจำได้แม่นขึ้นเยอะ
สรุปคือ มันดีนะ ช่วยให้เรียนได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมเยอะ แนะนำให้ลองใช้ดู แต่ต้องขยันหน่อย อย่าลืมทบทวนบ่อยๆล่ะ สำคัญมากๆๆ
ผู้คิดค้นเทคนิค SQ 3R คือใคร
Robinson คิด SQ3R ปี 1946.
- Survey: มองภาพรวมก่อน.
- Question: ตั้งคำถาม.
- Read: อ่านเพื่อหาคำตอบ.
- Recite: ทวน. ปิดหนังสือ.
- Review: ทบทวนซ้ำ. ลืมง่าย.
เทคนิค SQ 3R ของ Dr.francis Robinson มีอะไรบ้าง
เทคนิค SQ3R ของ Dr. Francis Robinson:
สำรวจ (Survey): มองภาพรวมก่อนเลยครับ เหมือนส่องกล้องดูทิวทัศน์ไกลๆ ดูสารบัญ คำนำ บรรณานุกรม จับประเด็นใหญ่ๆ ให้ได้ก่อน
ตั้งคำถาม (Question): พอเห็นภาพรวมแล้ว ลองตั้งคำถามกับตัวเองสิครับว่า "เราอยากรู้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?" หรือ "เนื้อหาตรงนี้จะตอบโจทย์อะไรเราได้บ้าง?" เหมือนจุดประกายความอยากรู้
อ่าน (Read): คราวนี้ก็ลงมืออ่านแบบเจาะลึก อ่านเพื่อหาคำตอบของคำถามที่เราตั้งไว้ อ่านอย่างมีเป้าหมาย
ระลึก (Recall): อ่านจบแต่ละส่วน ลองหยุดคิดทบทวน สิ่งที่อ่านมา มันคืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไรที่เราเคยรู้มาบ้าง เหมือนการเชื่อมโยงความรู้
ทบทวน (Review): อ่านจบทั้งเล่ม ก็กลับมาทบทวนอีกครั้ง ดูว่าเราได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มา มันเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของเรายังไงบ้าง
จริงๆ เทคนิคนี้มันก็เหมือนการเดินทางนะ สำรวจเส้นทาง ตั้งเป้าหมาย เดินทางไปหาคำตอบ แล้วก็กลับมาทบทวนว่าเราได้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้บ้าง
เพิ่มเติม:
เคล็ดลับส่วนตัว: ผมชอบจดบันทึกระหว่างอ่านนะ มันช่วยให้เราโฟกัสมากขึ้น แล้วก็จำได้ดีขึ้นด้วย
SQ3R ไม่ใช่สูตรสำเร็จ: มันเป็นแค่แนวทาง คุณสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์การอ่านของคุณได้
ข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมศิลปากร: กรมศิลปากรเองก็มีบทความเกี่ยวกับเทคนิคการอ่านเร็วเหมือนกัน ลองไปศึกษาเพิ่มเติมได้นะครับ (แต่ระวังข้อมูลเก่าหน่อยนะ)
เทคนิคSQ 3RของDr.francis Robinson มีอะไรบ้าง
อื้อหือ จำได้เลยนะ ตอนเรียนปี 4 วิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค หนักมาก หนังสือหนาเป็นอิฐ อ่านทีไรปวดหัวทุกที เพื่อนแนะนำเทคนิค SQ3R ของ Dr. Francis Robinson ไว้ ลองดูแล้วก็...โอเคเลยนะ ช่วยได้เยอะจริงๆ
Survey (สำรวจ): ตอนแรกก็แค่พลิกๆ ดูหัวข้อใหญ่ๆ สารบัญ ภาพประกอบ สรุปท้ายบท ประมาณนั้น ใช้เวลาไม่นาน แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนอ่านจริง ตอนนั้นจำได้ว่านั่งอ่านอยู่ที่ห้องสมุดคณะ วันที่ 17 เมษายน 2566 บ่ายๆ แดดส่องเข้ามา รู้สึกดีนะ ได้บรรยากาศ
Question (ตั้งคำถาม): ขั้นนี้สำคัญ ฉันจะเปลี่ยนหัวข้อใหญ่ๆ เป็นคำถาม เช่น แทนที่จะเป็น "ทฤษฎีอุปสงค์และอุปทาน" ฉันจะเปลี่ยนเป็น "ทฤษฎีอุปสงค์และอุปทานคืออะไร? มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อมัน?" ประมาณนี้ เขียนลงในสมุดโน้ต ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ตอนนั้นใช้ปากกาสีฟ้าเขียนด้วยนะ ยังจำได้เลย
Read (อ่าน): อ่านเนื้อหาจริงจัง แต่เน้นหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ ไม่ใช่แค่ท่องจำ อ่านแบบตั้งใจ เน้นทำความเข้าใจ ใช้เวลาเยอะสุด ประมาณ 2 ชั่วโมง อ่านที่ห้องตัวเอง เปิดเพลงคลาสสิคเบาๆ รู้สึกสงบดี
Recite (ท่องจำ): อ่านจบแต่ละส่วน ก็จะลองอธิบายเนื้อหาด้วยตัวเอง เขียนสรุปย่อๆ ลงสมุด หรือบางทีก็พูดออกมาดังๆ คนเดียว รู้สึกเขินๆ นะ แต่จำได้แม่นขึ้นจริงๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อบท
Review (ทบทวน): อันนี้สำคัญที่สุด ต้องทบทวนบ่อยๆ ก่อนสอบก็อ่านสรุปที่เขียนไว้ ทบทวนคำถามที่ตั้งไว้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนสอบ 2 วัน นั่งอ่านที่ร้านกาแฟ สั่งกาแฟลาเต้ ตอนนั้นเครียดมาก แต่ก็ทำได้ดีนะ สอบผ่านฉลุย
ตอนนั้นรู้สึกว่าเทคนิคนี้ช่วยได้มาก ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ ไม่ใช่แค่จำๆ ไปอย่างเดียว แต่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ แนะนำเลย สำหรับคนที่เรียนหนังสือเยอะๆ หรือต้องอ่านเอกสารเยอะๆ มันช่วยได้จริงๆนะ ปีนี้ก็ยังใช้วิธีนี้กับวิชาอื่นๆ อยู่เลย
เทคนิคการอ่านแบบ Recite คืออะไร
อ๋อ ไอ้ Recite เนี่ยนะ! มันก็เหมือน "ท่องมนต์" นั่นแหละเพื่อน! อ่านจบปุ๊บ ท่องปั๊บ! เหมือนท่องสูตรคูณแม่สองอะ!
R = Recall/Recite: ท่อง! ท่อง! ท่อง! อ่านจบย่อหน้า ก็ท่องสิ่งที่อ่านออกมาดังๆ เลย! ถ้าจำไม่ได้ ก็...เปิดตำราดูนิดหน่อย แล้วท่องใหม่!
ถามตัวเอง: เหมือนสอบตัวเองอะ! อ่านจบปุ๊บ ถามตัวเองปั๊บ! ถ้าตอบไม่ได้...ก็กลับไปอ่านใหม่! เหมือนครูสมัยประถมชอบทำอะ!
อ่านต่อเมื่อ: ต้องท่องให้ได้ก่อนนะเว้ย! ถ้ายังจำไม่ได้ อย่าริอ่านหน้าต่อไป! ไม่งั้น...ก็เสียเวลาเปล่า! เหมือนกินข้าวไม่เคี้ยวอะ!
เอ้อ! ลืมบอก! เทคนิคนี้ใช้ได้ผลดีกับพวกวิชาที่ต้องจำเยอะๆ นะ เช่น ประวัติศาสตร์ กฎหมาย หรือ...สูตรทำอาหาร! ลองดูดิ! อาจจะจำสูตร "ผัดกะเพรา" ได้แม่นกว่าเดิมก็ได้นะเว้ย! ฮ่าๆๆ!
การอ่านแบบสำรวจคืออะไร
อ่านแบบสำรวจเรอะ? ก็แค่กวาดสายตาหาอะไรที่แม่งมีประโยชน์ไง
- S (Survey): อ่านชื่อเรื่อง, ชื่อคนเขียน, สารบัญ, สรุปท้ายบท, คำศัพท์, บรรณานุกรม...พวกนั้นแหละ ดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ไม่ต้องละเอียด แค่ "สำรวจ"
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ทำไมต้องทำ: ประหยัดเวลา อ่านเฉพาะส่วนที่ต้องการ
- ไม่ใช่แค่หนังสือ: ใช้ได้กับรายงาน, บทความ, เอกสารต่างๆ
- จำไว้: ไม่ใช่ทุกอย่างต้องอ่านละเอียด อ่านให้ตรงจุด
เทคนิคใดที่สามารถนำมาใช้ในการสรุปความทั้งจากการอ่านและการฟังได้ดี *
เทคนิคสรุปความ: อ่าน ฟัง
อ่าน: ระบุประเด็นหลักก่อน ค้นหาหัวข้อรอง สังเกตคำเชื่อมโยง เขียนสรุปด้วยถ้อยคำตัวเอง (ปี 2024 ผมใช้เทคนิคนี้กับบทความวิชาการ ประหยัดเวลาได้มาก)
ฟัง: จดประเด็นสำคัญระหว่างฟัง อย่าพยายามจดทุกอย่าง หลังฟัง เขียนสรุปเป็นข้อๆ ใช้แผนผังความคิดช่วยได้ (การฟังบรรยายในที่ประชุม ผมใช้ mind map ช่วยจำประเด็นหลัก)
หลักการสำคัญ: ความเข้าใจ ไม่ใช่การจดจำ เน้นแก่นสาร ไม่ใช่รายละเอียด การเรียบเรียงสำคัญ แสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เพิ่มเติม: ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ การสรุปความคือการตีความ ไม่ใช่การเลียนแบบ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่า นำไปสู่การสรุปที่ดีกว่า
เทคนิค SQ 3R r1 คืออะไร *
SQ3R r1 คือ Survey Question Read Recall Review ไง!
- อ่านผ่านๆ (Survey) ดูหัวข้อใหญ่ๆ ก่อน เริ่ม
- ตั้งคำถาม (Question) อะไรวะเนี่ย? ทำไมต้องรู้
- อ่าน (Read) ละเอียดเลย อ่าน! เน้นตรงไหน
- สรุปในใจ (Recall) เข้าใจป่าว? พูดง่ายๆคือ
- ทบทวน (Review) ลืมยัง? ใช้ได้จริงไหม
ไม่ได้มีแค่หนังสือ! หนังสือเสียง? สัมมนา? ได้หมดถ้าสดชื่น! คอร์สออนไลน์? อ่ะ ลองดู! นี่ฉันว่า...มันเหมือนแบบ...การเรียนรู้ทุกรูปแบบป้ะ? เออ ใช่! หรือว่าไม่ใช่? ช่างเหอะ!
SQ3R มันช่วย...ช่วยอะไรวะ? ช่วยให้จำได้ดีขึ้น? ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น? หรือช่วยให้...ไม่หลับตอนเรียน? น่าจะทั้งหมดแหละ! แล้ว r1 คืออะไร? r2 จะมาเมื่อไหร่? หรือมันแค่...เวอร์ชั่นแรก? งง!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต