13.00 เรียกว่าอะไร

212 ครั้งเข้าชม
คำถามที่ว่า 13.00 เรียกว่าอะไร ในระบบเวลาไทยคือบ่ายโมง. เวลาดังกล่าวอ่านว่าสิบสามนาฬิกาตามรูปแบบราชการที่เป็นมาตรฐาน. การเรียกบ่ายโมงช่วยให้เข้าใจตรงกันในชีวิตประจำวัน.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

13.00 เรียกว่าอะไร? บ่ายโมงและวิธีอ่านที่ถูกต้อง

ผู้คนมักสงสัยว่า 13.00 เรียกว่าอะไร ในการนับเวลาแบบไทยทั่วไป. การเข้าใจวิธีเรียกที่ถูกต้องช่วยลดความสับสนในการสื่อสารประจำวันและนัดหมายสำคัญ. มาร่วมเรียนรู้หลักการบอกเวลาที่ถูกต้องเพื่อความแม่นยำในการใช้งานร่วมกัน.

13.00 เรียกว่าอะไร ในภาษาไทยและบริบทต่างๆ

เวลา 13.00 เรียกว่าอะไร ในภาษาพูดทั่วไปเรียกว่า บ่ายโมง ส่วนในภาษาทางการหรือภาษาเขียนที่เป็นทางการจะเรียกว่า สิบสามนาฬิกา การเลือกใช้คำเรียกจะขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังคุยกับใครและอยู่ในสถานการณ์ไหนเพื่อให้การสื่อสารชัดเจนที่สุด

การบอกเวลาในประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก - ซึ่งแตกต่างจากระบบสากลส่วนใหญ่ - เพราะเราผสมผสานทั้งระบบ 24 ชั่วโมง ระบบ 12 ชั่วโมง และระบบภาษาชาวบ้านเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน เอาเข้าจริง ระบบบอกเวลาของไทยเรามีความซับซ้อนจนบางครั้งคนไทยเองก็ยังเกาหัว โดยเฉพาะเมื่อต้องสลับไปมาระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียนในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ดูเหมือนง่าย แต่ก็มีจุดผิดพลาดจุดหนึ่งที่คนจำนวนมากมักจะใช้สับสนเมื่อเทียบเวลาระบบนี้กับระบบสากล (ซึ่งผมเองก็เคยทำพลาดบ่อยๆ ตอนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ) ซึ่งความสับสนนี้อาจทำให้พลาดนัดสำคัญได้เลยทีเดียว ผมจะขออธิบายรายละเอียดการใช้งานและวิธีเรียกคำนี้ให้กระจ่างในเนื้อหาส่วนถัดไป

ภาษาพูด กับ ภาษาทางการ ต่างกันอย่างไร

เมื่อเรามองไปที่หน้าปัดนาฬิกาในช่วงกลางวันและเห็นตัวเลขบอกเวลา 13.00 น คือกี่โมง สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของคนไทยส่วนใหญ่คือคำว่า บ่ายโมง คำนี้เป็นภาษาพูดที่ทรงอิทธิพลและใช้กันแพร่หลายที่สุดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การนัดเพื่อนกินข้าวเที่ยงไปจนถึงการคุยงานแบบไม่เป็นทางการในออฟฟิศ

พูดกันตามตรง คำว่า บ่ายโมง เป็นคำที่สั้น กระชับ และสื่อความหมายได้ทันทีว่าคือการเริ่มต้นช่วงบ่าย วันไหนที่คุณนัดใครไว้ตอนบ่ายโมง ทุกคนจะเข้าใจตรงกันโดยอัตโนมัติว่าคือเวลานี้ ไม่มีใครคิดว่าเป็นเวลาอื่นแน่นอน

แต่ในทางกลับกัน เมื่อคุณต้องก้าวเข้าสู่โลกของเอกสาร ราชการ การบิน หรือการนัดหมายที่เป็นทางการมากๆ คำว่า บ่ายโมง จะถูกตัดออกไปทันที และถูกแทนที่ด้วยคำว่า สิบสามนาฬิกา ประเทศไทยเราประกาศใช้คำว่า นาฬิกา เป็นมาตราบอกเวลาอย่างเป็นทางการมานานกว่า 100 ปีแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับระบบเวลาสากลแบบ 24 ชั่วโมงที่ใช้กันทั่วโลก

การใช้คำว่า สิบสามนาฬิกา ช่วยตัดปัญหาเรื่องความกำกวมออกไปจนหมดสิ้น เพราะในระบบ 24 ชั่วโมง ตัวเลข 13 จะมีอยู่เพียงแค่ครั้งเดียวในหนึ่งวัน ไม่เหมือนกับระบบเลข 1 บนหน้าปัดนาฬิกาแบบเข็มที่มีสองรอบ

ข้อถกเถียงยอดฮิต: บ่ายโมง หรือ บ่ายหนึ่งโมง คำไหนถูกต้อง

เคยสังเกตไหมว่าบางคนรอบตัวคุณเรียกเวลานี้ว่า บ่ายหนึ่งโมง ในขณะที่บางคนยืนยันว่าจะเรียกแค่ บ่ายโมง เฉยๆ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้กับคนรุ่นใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ถ้าจะให้สรุปแบบเข้าใจง่ายที่สุด ทั้งสองคำนี้สามารถใช้สื่อสารได้เข้าใจตรงกันทั้งคู่ แต่มีความนิยมและระดับความรู้สึกที่แตกต่างกันนิดหน่อย คำว่า บ่ายโมง คือคำดั้งเดิมที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและใช้กันมากที่สุด เนื่องจากภาษาไทยมักจะชอบตัดคำให้สั้นลงเพื่อความสะดวกในการออกเสียง

ในขณะที่คำว่า บ่ายหนึ่งโมง มักจะถูกใช้ในบริบทที่ต้องการเน้นย้ำตัวเลขให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือในบางกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการล้อไปกับคำว่า บ่ายสองโมง บ่ายสามโมง เพื่อให้เกิดโครงสร้างคำที่ล้อตามกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ในพจนานุกรมหรือความคุ้นเคยเชิงวัฒนธรรม การพูดว่า บ่ายโมง เฉยๆ จะฟังดูเป็นธรรมชาติและลื่นหูมากกว่าในบทสนทนาทั่วไป

ความสับสนเมื่อต้องแปลงเวลา 13.00 น. เป็นระบบสากล

นี่คือจุดที่คนไทยมักจะทำพลาดบ่อยที่สุดเมื่อต้องสื่อสารเรื่องเวลากับชาวต่างชาติ หรือเมื่อต้องตั้งค่าปฏิทินในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ระบบบอกเวลาสากลที่นิยมใช้อีกระบบคือระบบ 12 ชั่วโมง ซึ่งจะแบ่งวันออกเป็นสองช่วง คือช่วงก่อนเที่ยงและช่วงหลังเที่ยง โดยใช้สัญลักษณ์ตัวย่อภาษาอังกฤษเข้ามาช่วยระบุ

ตอนที่ผมเริ่มทำงานในบริษัทต่างชาติใหม่ๆ ผมเคยนัดประชุมเวลา 13.00 น. แต่ดันพิมพ์อีเมลแจ้งเพื่อนร่วมงานต่างชาติไปว่า 1 AM ผลคือวันนั้นไม่มีใครมาเข้าร่วมประชุมเลยแม้คนเดียว เพราะฝรั่งเข้าใจตรงกันว่าผมนัดเวลาตีหนึ่งของวันใหม่ นึกแล้วยังขำในความเปิ่นของตัวเองไม่หาย แต่มันก็เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ

จำไว้ให้ขึ้นใจ เวลา 13.00 น. เมื่อแปลงเป็นระบบ 12 ชั่วโมง จะต้องใช้คำว่า 1 PM เท่านั้น ตัวย่อ PM หมายถึงเวลาหลังเที่ยงวันเป็นต้นไป ส่วนคำว่า 1 AM นั้นหมายถึงตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาช่วงเช้ามืด การเขียนหรือจำสลับกันเพียงตัวอักษรเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตจากเวลากลางวันแสกๆ ให้กลายเป็นกลางดึกได้ทันที

วิธีเขียนเวลา 13.00 น. ให้ถูกต้องตามหลักภาษา

การเขียนบอกเวลาก็มีความสำคัญไม่แพ้การพูด โดยเฉพาะการเขียนในจดหมายธุรกิจ อีเมลนัดหมาย หรือเอกสารรายงานต่างๆ ในประเทศไทยมีรูปแบบการเขียนที่ยอมรับกันทั่วไปอยู่สองรูปแบบหลักๆ

รูปแบบแรกคือการเขียนโดยใช้อักษรย่อ น. นำหน้าด้วยจุดทศนิยม เช่น 13.00 น. ซึ่งอักษรย่อนี้ย่อมาจากคำว่า นาฬิกา รูปแบบนี้เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ถูกต้องตามระเบียบงานสารบรรณและนิยมใช้ในหนังสือราชการไทยทั้งหมด

รูปแบบที่สองคือการใช้เครื่องหมายทวิภาค หรือจุดสองจุดแยกชั่วโมงและนาทีออกจากกัน เช่น 13:00 น. รูปแบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากระบบดิจิทัลและคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเอกสารทางธุรกิจทั่วไปและอีเมล เพราะให้อารมณ์ที่ดูทันสมัยและอ่านง่ายบนหน้าจอดิจิทัล

เปรียบเทียบการเรียกเวลา 13.00 น. ในแต่ละรูปแบบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์ เราลองมาเปรียบเทียบคำเรียกเวลานี้ในบริบทที่แตกต่างกัน

ภาษาพูดทั่วไป (บ่ายโมง)

ห้ามใช้ในหนังสือราชการหรือเอกสารสัญญาที่เป็นทางการ

เข้าใจง่าย เป็นธรรมชาติ กระชับ ไม่รู้สึกห่างเหิน

ใช้คุยกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงานในชีวิตประจำวัน

ภาษาทางการ (สิบสามนาฬิกา)

ถ้าเอาไปใช้พูดในชีวิตประจำวันจะฟังดูแข็งทื่อและไม่เป็นธรรมชาติ

มีความแม่นยำสูง ป้องกันความสับสนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ใช้ในหนังสือราชการ การประกาศข่าว เอกสารกฎหมาย และงานพิธีการ

ระบบสากลย่อ (1 PM)

ระวังเขียนสลับกับ 1 AM ซึ่งหมายถึงเวลาตีหนึ่ง

เป็นมาตรฐานสากลที่คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน

ใช้ติดต่อสื่อสารภาษาอังกฤษ นัดหมายชาวต่างชาติ ตั้งค่าอุปกรณ์ไอที

Bottom line คือ หากคุณต้องการความสะดวกและเป็นกันเองในการสนทนา คำว่า บ่ายโมง คือคำตอบที่ดีที่สุด แต่ถ้าต้องการความถูกต้องแม่นยำในเนื้อหางานหรือเอกสาร การใช้รูปแบบระบบ 24 ชั่วโมงอย่าง สิบสามนาฬิกา หรือเขียนว่า 13.00 น. จะปลอดภัยและดูเป็นมืออาชีพที่สุด

บทเรียนเรื่องเวลาของกานต์ในการนัดหมายลูกค้าสำคัญ

กานต์ พนักงานขายรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ต้องนัดหมายลูกค้าชาวต่างชาติเพื่อเซ็นสัญญาธุรกิจครั้งสำคัญผ่านทางอีเมล เขาต้องการนัดเวลาช่วงบ่ายหลังจากที่ลูกค้าทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

กานต์เขียนข้อความนัดหมายในอีเมลภาษาอังกฤษระบุเวลาว่า 1 AM เพราะเขาจำสับสนระหว่างเลข 1 บนหน้าปัดนาฬิกากับการนับเวลาช่วงบ่าย โดยคิดไปเองว่าเลข 1 ตัวแรกของบ่ายคือช่วงแรกของวัน

เช้าวันรุ่งขึ้น ลูกค้าส่งอีเมลตอบกลับมาด้วยความฉงนว่าทำไมต้องนัดประชุมตอนตีหนึ่ง กานต์ตื่นตระหนกและรีบเช็กข้อมูลทันที จึงตระหนักได้ว่าระบบเวลาของไทยทำให้เขาเข้าใจผิดและพิมพ์หน่วยเวลาสากลสลับกันอย่างสิ้นเชิง

หลังจากกานต์รีบส่งอีเมลขออภัยและแก้ไขเวลาเป็น 1 PM การนัดหมายก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่าการระบุเวลาในบริบทสากลต้องรอบคอบและห้ามประมาทเด็ดขาด

หากคุณยังสงสัย ลองดูคำตอบเกี่ยวกับ 13.00 pm คือกี่โมง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น

ขั้นตอนถัดไป

แยกแยะบริบทการใช้งานให้ชัดเจน

ใช้คำว่า บ่ายโมง ในบทสนทนาทั่วไปเพื่อความเป็นกันเอง และใช้ สิบสามนาฬิกา หรือ 13.00 น. ในงานเขียนที่เป็นทางการ

ห้ามใช้หน่วยเวลาระบบสากลสลับกัน

เวลา 13.00 น. เท่ากับ 1 PM เสมอ อย่าเผลอเขียนเป็น 1 AM เพราะความหมายจะเปลี่ยนเป็นเวลาตีหนึ่งทันที

รูปแบบอักษรย่อตามมาตรฐานไทย

การเขียนเวลาในรูปแบบภาษาไทยที่ถูกต้องและเป็นทางการตามระเบียบงานสารบรรณคือการใช้ตัวย่อ น. ไว้ข้างหลังตัวเลขเสมอ

คำตอบด่วน

13.00 น คือกี่โมงกันแน่

เวลา 13.00 น. คือเวลาบ่ายโมงตรงของช่วงกลางวัน โดยนับเป็นชั่วโมงแรกหลังจากผ่านเที่ยงวันมาแล้วในระบบการบอกเวลารูปแบบ 24 ชั่วโมง

บ่ายโมง เขียนยังไง ให้ถูกต้องในจดหมายราชการ

ในการเขียนหนังสือหรือเอกสารทางราชการไทย จะต้องเขียนโดยใช้คำว่า สิบสามนาฬิกา หรือใช้ตัวเลขในรูปแบบ 13.00 น. เท่านั้น ไม่สามารถใช้คำว่าบ่ายโมงในเอกสารเหล่านี้ได้

ทำไมภาษาไทยถึงเรียกเวลานี้ว่า บ่ายโมง ไม่เรียก บ่ายหนึ่งโมง

คำว่า บ่ายโมง เป็นการกร่อนเสียงและตัดคำตามธรรมชาติของภาษาไทยเพื่อให้พูดได้ง่ายขึ้น โดยคำว่า โมง ย่อมาจากเสียงฆ้องที่ใช้ตีบอกเวลาในอดีต ซึ่งคำว่าบ่ายโมงจะละคำว่า หนึ่ง ไว้ในฐานที่เข้าใจ