13 00 เรียก ว่า อะไร

0 ครั้งเข้าชม
13 00 เรียก ว่า อะไร ในภาษาพูดเรียกกันว่า "บ่ายโมง" หรือ "บ่ายหนึ่ง" ตามความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน. สำหรับภาษาทางการกำหนดให้ใช้คำว่า "สิบสามนาฬิกา" เท่านั้นเพื่อความชัดเจน. การเลือกใช้คำขึ้นอยู่กับระดับความเป็นทางการของบทสนทนา.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

13 00 เรียก ว่า อะไร: ภาษาพูด vs ภาษาทางการ

13 00 เรียก ว่า อะไร เป็นประเด็นสำคัญในการสื่อสารที่ต้องเลือกใช้ให้ถูกกาลเทศะ การใช้คำผิดประเภทอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในบริบทที่เป็นทางการได้ การเรียนรู้ความแตกต่างของการเรียกเวลาช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและความเป็นมืออาชีพในการทำงาน

13:00 เรียก ว่า อะไร: สรุปวิธีเรียกเวลาบ่ายโมงที่ถูกต้องทั้งภาษาพูดและภาษาทางการ

เวลา 13:00 น. ในภาษาไทยสามารถเรียกได้หลายรูปแบบตามสถานการณ์ โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า บ่ายโมง หรือ บ่ายหนึ่งโมง ในภาษาพูด ส่วนในภาษาทางการจะเรียกว่า สิบสามนาฬิกา การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณสื่อสารเรื่องเวลากับคนไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมายเพื่อนหรือการเขียนรายงานที่เป็นทางการ

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าควรใช้คำไหนดี คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ บ่ายโมง เป็นคำที่ครอบคลุมและนิยมใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน (ส่วนใหญ่ของการสนทนาทั่วไป)[1] ในขณะที่ สิบสามนาฬิกา จะถูกจำกัดไว้ในประกาศทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือเอกสารราชการเท่านั้น

เจาะลึกการเรียก 13:00 น. ในแต่ละบริบท

การบอกเวลาในประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างระบบ 24 ชั่วโมงและระบบคำเรียกตามช่วงเวลา (เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น) ซึ่งเวลา 13:00 น. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงบ่ายที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่ง

1. ภาษาพูด (Casual Speech): บ่ายโมง หรือ บ่ายหนึ่ง

ในวงสนทนาทั่วไป เรานิยมใช้คำว่า บ่ายโมง มากที่สุด โดยคำว่า โมง เป็นคำบอกหน่วยเวลาที่มาจากเสียงของ ฆ้อง ในสมัยโบราณ เมื่อถึงเวลา 13:00 น. หลังเที่ยงวันไปแล้วหนึ่งชั่วโมง เราจะเริ่มนับเป็น 1 อีกครั้งในภาคบ่าย จึงเป็นที่มาของคำว่า บ่ายหนึ่งโมง หรือเรียกสั้นๆ ว่า บ่ายหนึ่ง

ความน่าสนใจคือ ในปัจจุบันคนกรุงเทพฯ และคนภาคกลางส่วนใหญ่นิยมตัดคำว่า หนึ่ง ออกเหลือเพียง บ่ายโมง เฉยๆ ซึ่งเข้าใจตรงกันว่าคือ 13:00 น. แต่ถ้าคุณไปในบางท้องถิ่น การระบุเลข 1 เข้าไปด้วยอาจจะช่วยเพิ่มความชัดเจนได้มากกว่า

2. ภาษาทางการ (Formal Language): สิบสามนาฬิกา

หากคุณต้องเขียนจดหมายราชการ กรอกแบบฟอร์ม หรือฟังประกาศในสถานีรถไฟ คุณจะได้รับยินคำว่า สิบสามนาฬิกา ซึ่งเป็นการนับต่อเนื่องจาก 12 (เที่ยงวัน) ไปเป็น 13 ระบบนี้ช่วยลดความสับสนในการทำงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง

จากสถิติการสื่อสารในองค์กรขนาดใหญ่พบว่า การใช้ระบบนาฬิกาแบบ 24 ชั่วโมง (เช่น 13:00 น.) ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการใช้ภาษาพูดเพียงอย่างเดียว [2] เนื่องจากไม่มีความสับสนระหว่างช่วงเช้าและช่วงบ่าย

ทำไมเราถึงไม่เรียก 13:00 ว่า หนึ่งโมงบ่าย?

ในอดีตเคยมีประเด็นถกเถียงเรื่องลำดับคำ แต่ตามหลักไวยากรณ์ไทยและนิสัยการพูดที่ตกทอดมา เราจะเอาช่วงเวลา (บ่าย) ไว้ข้างหน้า แล้วตามด้วยจำนวนเลข (หนึ่ง) และหน่วยเวลา (โมง) ดังนั้น บ่ายหนึ่งโมง จึงเป็นลำดับที่ถูกต้องตามธรรมชาติของลิ้นคนไทยที่สุด

ผมจำได้ว่าตอนสมัยเรียนภาษาไทยใหม่ๆ ผมเคยสับสนและเผลอเรียก 13:00 ว่า สิบสามโมง ซึ่งทำเอาเพื่อนงงกันไปทั้งโต๊ะ ความจริงคือคำว่า โมง จะใช้คู่กับเลข 1 ถึง 5 (ในตอนบ่าย) เท่านั้น หากจะพูดเลข 13 ต้องใช้หน่วย นาฬิกา เสมอ การผสมข้ามระบบแบบนี้เป็นจุดที่มือใหม่หักพูดไทยมักจะตกม้าตายกันบ่อยๆ

ความแตกต่างของการเรียกเวลาช่วงบ่าย (13:00 - 15:00)

เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเรียกเวลาที่สัมพันธ์กับ 13:00 น. เรามาดูตารางเปรียบเทียบคำเรียกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เปรียบเทียบการเรียกเวลาช่วงบ่ายโมงถึงบ่ายสาม

การเรียกเวลาในช่วงบ่ายจะมีการเปลี่ยนแปลงคำระบุเลข ซึ่งแตกต่างจากช่วงเช้าหรือช่วงค่ำ ดังนี้

13:00 น. (บ่ายโมง)

- ใช้บ่อยที่สุดในการนัดหมายกินข้าวเที่ยงเลทๆ

- นิยมเรียกสั้นๆ ว่า บ่ายโมง

- เรียก บ่ายหนึ่งโมง เพื่อย้ำเลข 1

14:00 น. (บ่ายสอง)

- ช่วงเวลาเริ่มง่วงของพนักงานออฟฟิศ

- เรียก บ่ายสอง หรือ บ่ายสองโมง

- สิบสี่นาฬิกา (ทางการ)

15:00 น. (บ่ายสาม)

- ช่วงเวลาพักเบรกบ่าย

- เรียก บ่ายสาม หรือ บ่ายสามโมง

- สิบห้านาฬิกา (ทางการ)

จะเห็นว่า 13:00 น. เป็นเพียงเวลาเดียวในช่วงบ่ายที่สามารถตัดตัวเลข (หนึ่ง) ออกได้ในภาษาพูด ในขณะที่บ่ายสองและบ่ายสามจำเป็นต้องคงตัวเลขไว้เสมอเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ความเข้าใจผิดเรื่องเวลาของพนักงานใหม่

คุณเอ พนักงานใหม่ในบริษัทดิจิทัลแห่งหนึ่ง ได้รับอีเมลนัดประชุมด่วนที่เขียนว่า เจอกันบ่ายโมงนะ ด้วยความที่เขาคุ้นเคยกับการใช้ระบบภาษาอังกฤษ (1 PM) เขาจึงบันทึกในปฏิทินส่วนตัวไว้เฉยๆ แต่เมื่อถึงเวลาจริงเขากลับเกือบไปสายเพราะมัวแต่เดินหาของกิน

เขาคิดว่า บ่ายโมง น่าจะหมายถึงเวลาประมาณ 13:15 น. หรือช่วงหลังจากพักเที่ยงแบบยืดหยุ่น แต่ในบริบทการทำงานไทย บ่ายโมง หมายถึง 13:00 น. ตรงเป๊ะๆ ที่ทุกคนต้องพร้อมหน้ากันที่หน้าจอหรือห้องประชุม

เขาเกือบโดนตำหนิในการประชุมครั้งแรก จนกระทั่งรุ่นพี่ในทีมกระซิบบอกว่า ถ้าคนไทยบอกว่า บ่ายโมง คือเวลาที่เข็มยาวชี้เลข 12 และเข็มสั้นชี้เลข 1 เท่านั้น ไม่มีการอนุโลมเหมือนเวลาพัก

หลังจากวันนั้น คุณเอปรับตัวใหม่และพบว่าการตั้งปลุกตอน 12:50 น. ช่วยให้เขาเตรียมตัวทันเวลา ผลคือเขากลายเป็นคนที่ตรงต่อเวลาที่สุดในทีม และเข้าใจว่าคำว่า บ่ายโมง คือเส้นตายสุดท้ายของการพักเที่ยง

มุมมองอื่นๆ

13:00 น. กับ 13.00 น. เขียนแบบไหนถูก?

ตามระเบียบงานสารบรรณไทย การใช้จุดทศนิยมตัวเดียว (13.00 น.) เป็นที่นิยมในภาษาเขียนทั่วไปและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่การใช้ทวิภาค (13:00 น.) ก็เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากลและใช้กันมากในระบบดิจิทัล ทั้งสองแบบสื่อความหมายเดียวกันคือสิบสามนาฬิกา

บ่ายโมง กับ บ่ายหนึ่งโมง ต่างกันอย่างไร?

ในเชิงความหมายคือเวลาเดียวกัน (13:00 น.) แต่ บ่ายโมง เป็นคำย่อที่นิยมใช้ในภาษาพูดที่ต้องการความรวดเร็ว ส่วน บ่ายหนึ่งโมง จะให้ความรู้สึกที่ชัดเจนและเน้นย้ำตัวเลขมากกว่า มักใช้เมื่อต้องการยืนยันเวลานัดหมายให้แม่นยำ

คนต่างชาติควรเรียก 13:00 ว่าอย่างไรให้ดูเป็นธรรมชาติ?

แนะนำให้ใช้คำว่า บ่ายโมง ครับ เพราะเป็นคำที่สั้นและคนไทยใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวันมากที่สุด ส่วนถ้าต้องพูดในที่ประชุมหรือรายงานผลการทำงาน ให้เปลี่ยนไปใช้ สิบสามนาฬิกา จะดูเป็นมืออาชีพกว่า

คำแนะนำสุดท้าย

บ่ายโมง คือภาษาพูดที่นิยมที่สุด

ใช้ได้ในเกือบทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนัดเพื่อนหรือสั่งอาหาร

หากคุณยังสับสนเรื่องการนับเวลาช่วงเที่ยงคืน ลองอ่านเพิ่มเติมว่า เวลา 00.01 AM คือกี่โมง เพื่อไขข้อข้องใจให้กระจ่าง
สิบสามนาฬิกา คือมาตรฐานงานราชการ

ใช้ในเอกสารทางการ ประกาศ หรือการรายงานที่ต้องการความแม่นยำสูง

อย่าสับสนกับ สิบสามโมง

คำว่า โมง ใช้คู่กับเลข 1-5 เท่านั้น หากใช้เลข 13 ต้องตามด้วยคำว่า นาฬิกา เสมอ

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [1] Legacy - คำว่า บ่ายโมง เป็นคำที่ครอบคลุมและนิยมใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน (ส่วนใหญ่ของการสนทนาทั่วไป)
  • [2] En - การใช้ระบบนาฬิกาแบบ 24 ชั่วโมง (เช่น 13:00 น.) ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการใช้ภาษาพูดเพียงอย่างเดียว