E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? รวม 4 รูปแบบที่คุณควรรู้
E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง มีทั้งหมด 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การเรียนรู้แบบสด (Synchronous) ที่เรียนพร้อมกัน, การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Asynchronous) ที่เรียนเมื่อไหร่ก็ได้, การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended) ที่รวมทั้งสองแบบ, และการเรียนรู้ผ่านสังคม (Social Learning) ที่เน้นการแบ่งปันระหว่างผู้เรียน
E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? สรุปจบในที่เดียว
E-learning สามารถแบ่งประเภทหลักๆ ได้ 4 รูปแบบการเรียน e-learning ตามเวลาเรียนและวิธีการนำเสนอ คือ 1. การเรียนแบบสด (Synchronous) 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Asynchronous) 3. การเรียนแบบผสมผสาน (Blended) และ 4. การเรียนรู้ผ่านสังคม (Social Learning) ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกันไป
ตลาดการเรียนรู้ออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว - นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ - การบังคับให้ทุกคนมานั่งหน้าจอพร้อมกันไม่ใช่คำตอบเสมอไป [2]
เจาะลึก 4 รูปแบบการเรียน E-learning ยอดฮิต
การเข้าใจรูปแบบของ E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง จะช่วยให้คุณออกแบบการเรียนรู้ได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นครูผู้สอนหรือคนจัดอบรมในบริษัทก็ตาม
1. การเรียนรู้แบบสด (Synchronous E-learning)
นี่คือการเรียนรู้แบบสด (Synchronous) ซึ่งหากจะอธิบายว่า การเรียนรู้แบบสดคืออะไร มันคือการจำลองห้องเรียนปกติมาไว้บนหน้าจอ ทุกคนต้องออนไลน์พร้อมกันและเรียนไปพร้อมกันผ่านโปรแกรมอย่าง Zoom หรือ Google Meet ข้อดีคือผู้เรียนสามารถถามตอบกับผู้สอนได้ทันที - ซึ่งเหมาะมากกับเนื้อหาที่ซับซ้อน - แต่มันก็มีข้อเสียคือขาดความยืดหยุ่น
การจัดคลาสแบบนี้ใช้พลังงานสูงมาก. สูบพลังสุดๆ. ผมเคยสอนคลาสแบบนี้ติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ผลคือปวดหลังและตาพร่าไปหมด ความสนใจของผู้เรียนมักจะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากผ่านไป 45 นาทีแรก คุณต้องมีกิจกรรมคั่นแทบจะตลอดเวลาเพื่อดึงคนไว้
2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Asynchronous E-learning)
รูปแบบนี้มอบอิสระสูงสุด ผู้สอนเตรียมเนื้อหาไว้ล่วงหน้า (วิดีโอ บทความ แบบทดสอบ) และผู้เรียนสามารถเข้ามาเรียนตอนไหนก็ได้ ข้อมูลชี้ว่าองค์กรที่ใช้ระบบนี้สามารถลดเวลาในการฝึกอบรมลงได้ 40-60% เพราะพนักงานไม่ต้องรอเวลาให้ตรงกัน [3]
มันเวิร์กมาก. แต่มันก็ต้องอาศัยวินัย. คนที่ไม่มีวินัยมักจะดองบทเรียนไว้จนวันสุดท้าย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์คือการอัดวิดีโอการสอนในห้องเรียนมาลงเว็บ - แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิดมหันต์ - การทำแบบนั้นไม่ได้ช่วยดึงดูดความสนใจเลย ในความเป็นจริง การแบ่งเนื้อหาเป็นคลิปสั้นๆ คลิปละไม่เกิน 5 นาทีได้ผลดีกว่าคลิปยาว 1 ชั่วโมงมาก
3. การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning)
หากถามว่า blended learning คืออะไร มันคือการเรียนแบบผสมผสานที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการเรียนในห้องเรียนแบบเดิมอย่างเดียว[4] เป็นการดึงข้อดีของการเรียนด้วยตนเอง (ทฤษฎี) มารวมกับการพบปะผู้สอน (ปฏิบัติหรือถามตอบ)
หลายคนบอกว่าวิธีนี้ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน - และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง - เพราะมันแก้ปัญหาความน่าเบื่อของการดูวิดีโอเพียงอย่างเดียว และประหยัดเวลาการจัดคลาสสด คุณให้ผู้เรียนไปดู vdo มาก่อน แล้วใช้เวลาที่เจอกันเพื่อทำเวิร์กชอปเท่านั้น
4. การเรียนรู้ผ่านสังคม (Social and Collaborative Learning)
เรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น วิธีนี้เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากกว่าการรับฟังทฤษฎีฝ่ายเดียว มักใช้ผ่านกระดานสนทนา โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มในแพลตฟอร์มต่างๆ ผู้เรียนสามารถจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น 25-60% เมื่อเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่มีการปฏิสัมพันธ์และแบ่งปันความรู้กันเทียบกับการเรียนแบบนั่งฟังเฉยๆ [5]
ไขข้อข้องใจ ระบบ LMS กับ CMS ต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ?
จำข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ผมพูดถึงตอนต้นได้ไหม? นั่นคือการเลือกใช้แค่ระบบ CMS เพื่อเก็บไฟล์วิดีโอ แล้วหวังว่ามันจะเป็น E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ที่สมบูรณ์แบบ มันเป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายโครงการล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า
หลายคนไม่แน่ใจว่า ระบบ lms กับ cms ต่างกันอย่างไร ในทางปฏิบัติ? พูดง่ายๆ คือ CMS (Content Management System) เน้นแค่การจัดการเนื้อหาบทเรียนเป็นหลัก เหมือนตู้เก็บเอกสาร คุณแค่เอาไฟล์ไปวางไว้ให้คนมาโหลด ส่วน LMS (Learning Management System) คือระบบบริหารจัดการเรียนรู้ที่มีเครื่องมือครบครัน ตั้งแต่การลงทะเบียน ติดตามความก้าวหน้า ไปจนถึงการจัดสอบและออกใบประกาศนียบัตร
องค์กรจำนวนมากเลือกใช้ระบบ LMS ในการจัดการอบรมพนักงาน เพราะมันช่วยประเมินผลได้จริงว่าใครเรียนจบแล้วบ้าง[6] หรือใครสอบตกหัวข้อไหน ถ้าคุณอยากวัดผลได้และต้องการพัฒนาคนอย่างจริงจัง คุณต้องใช้ LMS ไม่ใช่แค่ CMS
เปรียบเทียบรูปแบบการเรียน E-learning หลัก
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น นี่คือการเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ E-learning ในแต่ละรูปแบบการเรียนแบบสด (Synchronous)
• ต่ำ - ผู้เรียนต้องเข้าเรียนตามตารางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
• สามารถทำเวิร์กชอปหรือทดสอบความเข้าใจได้ทันทีในคลาส
• สูงมาก - สามารถถามคำถามและรับคำตอบได้แบบเรียลไทม์
• เหมาะกับหัวข้อที่ต้องมีการอภิปราย ถกเถียง หรือสอนการใช้โปรแกรมซับซ้อน
การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Asynchronous)
• สูงมาก - ผู้เรียนสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้เองตลอด 24 ชั่วโมง
• มักใช้แบบทดสอบอัตโนมัติ (Quiz) ท้ายบทเรียน
• ต่ำ - ต้องฝากคำถามไว้ผ่านช่องทางอื่นและรอการตอบกลับ
• เหมาะกับเนื้อหาทฤษฎีพื้นฐาน การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ หรือกฎระเบียบต่างๆ
⭐ การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning)
• ปานกลาง - ยืดหยุ่นในส่วนของทฤษฎี แต่ต้องจัดเวลาให้ตรงกันในส่วนปฏิบัติ
• ครอบคลุมทั้งการทดสอบทฤษฎีแบบอัตโนมัติและการประเมินทักษะปฏิบัติ
• สูง - มีช่วงเวลาให้ซักถามได้อย่างเต็มที่ในคลาสพบปะ
• เหมาะกับการพัฒนาทักษะที่ต้องการทั้งความรู้พื้นฐานและการลงมือปฏิบัติจริง
สำหรับผู้เริ่มต้นหรือองค์กรทั่วไป การเรียนด้วยตนเอง (Asynchronous) มักจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายและประหยัดต้นทุนที่สุด แต่หากคุณต้องการผลลัพธ์สูงสุดในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียน การใช้รูปแบบผสมผสาน (Blended) จะช่วยปิดจุดอ่อนของระบบอื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบการแก้ปัญหาอบรมพนักงานใหม่ของบริษัทไอทีในกรุงเทพฯ
ก้อย HR ของบริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต้องจัดอบรมพนักงานใหม่ 50 คนทุกเดือน เธอเจอปัญหาพนักงานเบื่อและจำเนื้อหาไม่ได้ เพราะใช้วิธีบรรยายแบบ Synchronous ผ่านวิดีโอคอลแบบยาวๆ ติดต่อกันครึ่งวัน
ตอนแรก เธอพยายามบังคับให้ทุกคนเปิดกล้องและคอยสุ่มถามคำถามเพื่อดึงความสนใจ แต่พนักงานก็ยังเงียบและดูอึดอัด ผลลัพธ์คือคะแนนสอบหลังเรียนเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แถมบางคนแอบหลับหน้าจอ
ก้อยตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางอย่างสิ้นเชิงมาใช้ระบบ Asynchronous โดยแบ่งเนื้อหาเป็นคลิปสั้นๆ คลิปละ 5-10 นาที และให้พนักงานเข้ามาเรียนเวลาไหนก็ได้ภายในสัปดาห์แรกของการทำงาน จากนั้นค่อยนัดประชุมสดสั้นๆ เพียง 30 นาทีเพื่อถามตอบ
ผลปรากฏว่า อัตราการสอบผ่านเพิ่มขึ้นเป็น 92% และพนักงานใหม่พร้อมเริ่มงานเร็วขึ้น 1 สัปดาห์ ความเครียดของทั้งคนสอนและคนเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ก้อยเรียนรู้ว่าการบังคับให้คนมานั่งฟังนานๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
คุณอาจสนใจ
ความสับสนระหว่างการเรียนแบบสด (Synchronous) และการเรียนย้อนหลัง (Asynchronous) ควรเลือกแบบไหน?
ไม่มีแบบไหนดีที่สุดเสมอไป หากเนื้อหาของคุณเป็นทฤษฎีพื้นฐานที่ตายตัว ให้ใช้ Asynchronous เพื่อประหยัดเวลา แต่ถ้าเป็นหัวข้อที่ต้องระดมสมองหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้เลือกใช้ Synchronous จะดีกว่า
ไม่แน่ใจว่า LMS และ CMS มีความแตกต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ?
CMS ทำหน้าที่เหมือนแฟ้มเก็บเอกสาร ให้คนมาโหลดไฟล์ไปอ่าน ส่วน LMS ทำหน้าที่เหมือนโรงเรียน คือเก็บเนื้อหาได้ด้วย และยังติดตามผล บันทึกคะแนน รวมถึงตรวจสอบได้ว่าผู้เรียนใช้เวลาในแต่ละบทเรียนนานแค่ไหน
กังวลว่าการเรียนออนไลน์แบบผสมผสานจะทำได้ยากในองค์กรขนาดเล็ก?
จริงๆ แล้วองค์กรเล็กทำได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำ คุณสามารถเริ่มง่ายๆ โดยให้พนักงานอ่านคู่มือหรือดูคลิปสั้นๆ ด้วยตนเองก่อน (Asynchronous) จากนั้นค่อยนัดประชุมทีมผ่านวิดีโอคอล 15 นาทีเพื่อสรุปประเด็น (Synchronous) ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบราคาแพงเลย
ไม่รู้ว่าจะเริ่มเลือกประเภท E-learning อย่างไรให้เหมาะสมกับเนื้อหาบทเรียน?
ให้เริ่มประเมินจากวัตถุประสงค์หลัก หากต้องการแค่แจ้งข้อมูลข่าวสาร ใช้รูปแบบ Asynchronous หากต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือฝึกทักษะใหม่ ควรใช้รูปแบบ Blended Learning เพื่อให้มีการฝึกปฏิบัติร่วมด้วย
คู่มือดำเนินการทันที
ยืดหยุ่นเวลาด้วย Asynchronousการปล่อยให้ผู้เรียนจัดการเวลาเองช่วยเพิ่มอัตราการเรียนจบถึง 65% เหมาะมากสำหรับเนื้อหาพื้นฐานที่ไม่ต้องถามตอบทันที
การผสมผสานช่วยให้จำเนื้อหาได้ดีขึ้นกว่า 40% เพราะได้ทั้งอิสระในการเรียนทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริงกับผู้สอน
วัดผลได้ต้องพึ่ง LMSองค์กรที่ต้องการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจังกว่า 75% เลือกใช้ระบบ LMS แทนที่จะเป็นแค่ที่เก็บไฟล์อย่าง CMS เพื่อการติดตามผลที่จับต้องได้
แหล่งอ้างอิง
- [2] Extension - ตลาดการเรียนรู้ออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าอัตราการเรียนจบหลักสูตรเพิ่มขึ้นถึง 65% เมื่อผู้เรียนสามารถเลือกเวลาเรียนเองได้
- [3] Devlinpeck - ข้อมูลชี้ว่าองค์กรที่ใช้ระบบนี้สามารถลดเวลาในการฝึกอบรมลงได้ 40-60% เพราะพนักงานไม่ต้องรอเวลาให้ตรงกัน
- [4] Devlinpeck - การเรียนแบบผสมผสานช่วยเพิ่มความเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้มากกว่า 40% เมื่อเทียบกับการเรียนในห้องเรียนแบบเดิมอย่างเดียว
- [5] Shiftelearning - ผู้เรียนสามารถจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น 25-60% เมื่อเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่มีการปฏิสัมพันธ์และแบ่งปันความรู้กันเทียบกับการเรียนแบบนั่งฟังเฉยๆ
- [6] Scoop - องค์กรกว่า 75% เลือกใช้ระบบ LMS ในการจัดการอบรมพนักงาน เพราะมันช่วยประเมินผลได้จริงว่าใครเรียนจบแล้วบ้าง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต