ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กรมีอะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ได้แก่ การขาดงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม การขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การไม่มีแผนพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจนและต่อเนื่อง พนักงานขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการพัฒนา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร: อุปสรรคสำคัญ 4 ประการ

ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร มักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ประสบความสำเร็จ การรู้เท่าทันปัญหาเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารวางแผนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และเพิ่มศักยภาพของพนักงาน บทความนี้สรุปอุปสรรคหลักที่พบบ่อยเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข

ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กรมีอะไรบ้าง ทำไมถึงไม่สำเร็จเสียที?

การพัฒนาบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ แต่หลายองค์กรกลับพบว่าการลงทุนจัดการฝึกอบรมไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร มักมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อนกว่าเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว

การลงทุนพัฒนาบุคลากรที่ไม่ตรงจุดทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 45,000 บาทต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปีโดยไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นรูปธรรม หลายองค์กรทุ่มงบมหาศาลไปกับการจัดอบรมแต่กลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในการทำงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาการฝึกอบรมพนักงาน มีอะไรบ้าง ที่องค์กรจำนวนมากยังแก้ไขไม่ถูกจุด มีความผิดพลาดร้ายแรงหนึ่งประการที่ส่วนใหญ่ของผู้บริหารมักมองข้าม -[2] ผมจะอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดในหัวข้อการติดตามผลด้านล่าง

สารภาพเลยว่าเมื่อก่อนผมเคยคิดว่าแค่จัดคอร์สอบรมแพงๆ จ้างวิทยากรดังๆ ก็แก้ปัญหาพนักงานขาดทักษะได้แล้ว ผลคือพนักงานบ่นว่าเสียเวลาทำงาน และไม่มีใครนำความรู้มาใช้จริงเลย ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึง ปัญหาการบริหารงานบุคคล ที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขชั่วโมงอบรมมากกว่าผลลัพธ์จริงในการทำงาน

1. ปัญหาด้านนโยบายและผู้บริหารระดับสูง

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและแก้ได้ยากที่สุดมักเริ่มต้นจากระดับบนสุด เมื่อผู้บริหารมองการพัฒนาบุคลากรเป็นเพียงค่าใช้จ่ายประจำปี ไม่ใช่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว

โครงการฝึกอบรมส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้บริหารระดับสูง[3] นโยบายที่เขียนไว้สวยหรูในกระดาษแต่นำไปปฏิบัติจริงไม่ได้ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในแทบทุกอุตสาหกรรม หลายคนคิดว่าปัญหาหลักคืองบประมาณไม่พอ แต่ความจริงแล้ว ต่อให้มีงบไม่อั้น แต่ถ้าผู้นำไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ พนักงานก็จะไม่เห็นความสำคัญอยู่ดี

พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าหัวหน้ายังทำหน้าเบื่อตอนเข้าอบรม หรือเอาแต่นั่งกดโทรศัพท์ตลอดเวลา ลูกน้องก็ไม่เหลือแรงจูงใจที่จะเรียนรู้อะไรหรอก พฤติกรรมของผู้นำคือตัวกำหนดทิศทางที่ชัดเจนที่สุด

ขาดแผนพัฒนาเป็นรายบุคคล

การจับพนักงานทุกคนมาเรียนเนื้อหาเดียวกันแบบเหวี่ยงแห (One-size-fits-all) เป็นวิธีที่ล้าสมัย พนักงานแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้และจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงแตกต่างกัน การไม่มีการวิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรมอย่างจริงจังทำให้เสียทั้งเงินและเวลา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรตั้งคำถามว่า ทำไมการพัฒนาบุคลากรถึงไม่สำเร็จ

2. ปัญหาด้านบุคลากรและแรงจูงใจในการเรียนรู้

พนักงานส่วนใหญ่มักมีภาระงานล้นมืออยู่แล้ว การสั่งให้ไปเข้าร่วมการอบรมเพิ่มเติมจึงมักถูกมองว่าเป็นภาระที่น่ารำคาญมากกว่าจะเป็นโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ

พนักงานจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานประจำอยู่แล้ว[4] การเพิ่มตารางอบรมเข้าไปโดยไม่ปรับลดปริมาณงานลงทำให้เกิดการต่อต้านอย่างหนัก งานก็ต้องทำ. อบรมก็ต้องไป. หัวจะปวด. ผลลัพธ์คือพนักงานแค่นั่งอยู่ในห้องให้ครบชั่วโมงโดยไม่เปิดรับเนื้อหาใหม่ๆ เข้าหัวเลย

บอกตามตรง ผมเคยจัดอบรมทักษะการทำงานเป็นทีมในวันเสาร์และคาดหวังให้ทุกคนมาร่วมกิจกรรมด้วยความร่าเริง มันเป็นความผิดพลาดที่ตลกมาก พอเห็นหน้าตาบูดบึ้งของพนักงาน ผมถึงตระหนักได้ว่าการบังคับให้คนเรียนรู้ในวันที่พวกเขาควรได้พักผ่อน มีแต่จะสร้างความเกลียดชังต่อองค์กรมากขึ้น

3. ปัญหาด้านวิธีการและรูปแบบการฝึกอบรม

รูปแบบการอบรมที่น่าเบื่อและไม่ทันสมัยเป็นตัวฆ่าความกระตือรือร้นชั้นดี การนั่งฟังบรรยายทฤษฎีในห้องสี่เหลี่ยมตลอดแปดชั่วโมงเต็มไม่สามารถตอบโจทย์วิถีการทำงานของคนยุคดิจิทัลได้อีกต่อไป

การอบรมแบบนั่งฟังทางเดียวทำให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้เพียงส่วนน้อยหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์[5] การขาดการนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้การเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับรูปแบบไปสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นขึ้น ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ในเวลาที่พวกเขาพร้อมจริงๆ

4. ปัญหาการขาดการติดตามผลและประเมินผลหลังอบรม

นี่คือความผิดพลาดร้ายแรงที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น: การคิดว่ากระบวนการพัฒนาบุคลากรจบลงเมื่อแจกใบประกาศนียบัตรและถ่ายรูปหมู่เสร็จสิ้น ทั้งที่ความจริงนั่นเพิ่งจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ ปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร

องค์กรที่ไม่มีระบบติดตามผลหลังการอบรมอย่างจริงจังจะสูญเสียทักษะที่พนักงานเพิ่งเรียนรู้มาไปถึงส่วนใหญ่ภายในหนึ่งเดือนแรก[6] การประเมินผลต้องทำอย่างต่อเนื่องและวัดผลสัมฤทธิ์ได้จริง ไม่ใช่แค่การแจกแบบสอบถามให้คะแนนความพึงพอใจต่ออาหารว่างและมุกตลกของวิทยากร

ผมเคยใช้แบบสอบถามระดับความพอใจแบบเดิมๆ มาหลายปี - และมันหลอกตาเรามาตลอด - จนกระทั่งพบว่าคะแนนเต็ม 5 ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานหน้างานที่เปลี่ยนไป เสียเวลาเปล่า. การตั้งตัวชี้วัดที่ผูกกับผลลัพธ์ทางธุรกิจหลังการอบรมคือ แนวทางแก้ไขปัญหาการพัฒนาบุคลากร ที่ตรงจุดที่สุด

เปรียบเทียบรูปแบบการพัฒนาบุคลากร: แบบดั้งเดิม vs ยุคดิจิทัล

การเลือกรูปแบบการอบรมมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการพัฒนาบุคลากร ลองพิจารณาความแตกต่างระหว่างวิธีแบบเก่ากับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

การฝึกอบรมแบบดั้งเดิม (Classroom Training)

• เหมาะกับหัวข้อที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์สูง หรือการฝึกปฏิบัติเครื่องมือเฉพาะทาง

• ต่ำมาก พนักงานทุกคนต้องทิ้งงานประจำเพื่อมารวมตัวกันในเวลาที่กำหนดไว้ตายตัว

• ต้นทุนต่อหัวสูงมาก เนื่องจากมีค่าตอบแทนวิทยากร ค่าสถานที่ และค่าอาหาร

• ทำได้ยาก มักจบลงแค่การทำแบบสอบถามความพึงพอใจตอนเลิกคลาสเรียน

การใช้แพลตฟอร์ม HR Tech และ Microlearning ⭐

• เหมาะสำหรับการพัฒนาซอฟท์สกิล การอัพเดทความรู้ผลิตภัณฑ์ใหม่ และนโยบายบริษัท

• สูงมาก พนักงานสามารถจัดสรรเวลาเรียนเองได้ผ่านสมาร์ทโฟนเพียงวันละ 10-15 นาที

• ประหยัดกว่าอย่างชัดเจนในระยะยาว จ่ายครั้งเดียวพนักงานเข้าถึงเนื้อหาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

• ระบบสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกได้ถึงระดับความเข้าใจ ระยะเวลาการเรียน และผลคะแนนทดสอบ

แม้การอบรมในห้องเรียนจะยังมีข้อดีเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ แต่สำหรับองค์กรที่ต้องการความคุ้มค่าและแก้ปัญหาพนักงานไม่มีเวลา การปรับไปใช้ระบบดิจิทัลและการเรียนรู้แบบสั้นกระชับ (Microlearning) คือทางเลือกที่แก้ข้ออ้างเรื่องภาระงานได้อย่างเด็ดขาด

การแก้ปัญหาการพัฒนาทีมขายของบริษัท Tech Solutions

คุณสมชาย ผู้จัดการฝ่าย HR ของบริษัท IT แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เผชิญปัญหายอดขายตกและพนักงานขายลาออกบ่อย เขาตัดสินใจจัดคอร์สอบรมทักษะการขายราคาแพงให้ทีมงาน 50 คน โดยจัดคิวเชิญทุกคนมาอบรมเต็มวัน หวังว่ายอดขายจะพุ่งขึ้นทันทีหลังจากเรียนจบ

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม พนักงานบ่นอุบว่าเนื้อหาทฤษฎีฝรั่งจ๋าเกินไปและเอามาปรับใช้กับลูกค้าคนไทยแทบไม่ได้ หลังจบการอบรม ยอดขายไม่กระเตื้องขึ้นเลย แถมพนักงานเก่งๆ บางคนยังลาออกเพิ่มเพราะรู้สึกถูกกดดันจากการประเมินผลที่อ้างอิงจากบทเรียนที่ใช้ไม่ได้จริงในสถานการณ์หน้างาน

จุดเปลี่ยนคือตอนที่คุณสมชายตัดสินใจลงไปคุยกับทีมขายทีละคนตอนกินข้าวเที่ยง เขาพบว่าปัญหาไม่ใช่พนักงานพูดไม่เก่ง แต่พวกเขาขาดเทคนิคการตอบข้อโต้แย้งเฉพาะหน้า เขาปรับเปลี่ยนแผนใหม่หมด ยกเลิกคอร์สยาวเหยียด แล้วเปลี่ยนเป็นการแชร์เคสลูกค้าตัวจริงสัปดาห์ละ 15 นาทีตอนเช้าตรู่แทน (Morning Brief)

ภายใน 3 เดือน ยอดการปิดการขายของทีมเพิ่มขึ้น 28% และอัตราการลาออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่สูญเสียเวลาทำงาน บทเรียนนี้สอนเขาว่า การพัฒนาบุคลากรที่ดีต้องเริ่มจากการลงไปฟังปัญหาที่หน้างานจริงๆ ไม่ใช่การยัดเยียดทฤษฎีสำเร็จรูปราคาแพงจากห้องแอร์

ประเด็นที่ควรทราบ

วิเคราะห์ปัญหาที่หน้างานจริงเสมอ

อย่าจัดหลักสูตรอบรมเพียงเพราะเห็นว่ากำลังเป็นกระแส แต่ให้สืบหาจุดอ่อนที่แท้จริงของพนักงานในแผนกนั้นๆ แล้วจัดการเรียนรู้เพื่ออุดช่องโหว่นั้นโดยตรง

อยากเข้าใจโครงสร้างองค์กรให้ลึกขึ้น ลองอ่านเพิ่มเติมที่ องค์กรมีลักษณะอย่างไร
การเรียนรู้ต้องไม่เพิ่มภาระงาน

การลดขนาดเนื้อหาให้สั้นกระชับและเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์พกพาส่วนตัว จะช่วยลดแรงต้านจากพนักงานที่อ้างว่าไม่มีเวลาพัฒนาตัวเองลงได้อย่างมาก

ผู้บริหารต้องทำให้เห็นเป็นประจักษ์

นโยบายการพัฒนาคนจะเกิดขึ้นจริงได้ต่อเมื่อผู้นำระดับสูงลงมือเป็นแบบอย่างเข้าร่วมกิจกรรม และจัดสรรทรัพยากรให้อย่างเพียงพอ

ติดตามผลลัพธ์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

เปลี่ยนวิธีกระบวนการประเมินจากกระดาษสอบถามความรู้สึก ไปสู่การวัดผลสัมฤทธิ์หน้างานและตัวชี้วัดทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

คำถามทั่วไป

กังวลเรื่องงบประมาณและเวลาที่จำกัดในการจัดอบรมพนักงาน ควรเริ่มต้นแก้ปัญหาอย่างไร?

เปลี่ยนแนวคิดจากการเช่าโรงแรมจัดงานใหญ่ๆ มาเป็นการทำ On-the-job training โดยให้รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง การสร้างคลิปวิดีโอสั้นๆ 5 นาทีแชร์ในกลุ่มไลน์บริษัทช่วยประหยัดงบได้จำนวนมากและพนักงานสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องทิ้งงานประจำ [7]

จัดอบรมแล้วแต่พนักงานไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับงานจริงได้เลย มีวิธีแก้ไขไหม?

ต้องเปลี่ยนจากการสอนทฤษฎีมาเป็นการทำโปรเจกต์ (Action Learning) ทันที พนักงานต้องได้รับมอบหมายให้นำสิ่งที่เรียนมาทำเป็นแผนงานส่งภายในหนึ่งสัปดาห์ หัวหน้างานโดยตรงต้องเข้ามามีส่วนร่วมติดตามผล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ HR ฝ่ายเดียว

ไม่รู้จะวัดผลหรือติดตามผลลัพธ์หลังการพัฒนาบุคลากรอย่างไรให้เป็นรูปธรรม?

เลิกใช้วิธีวัดแค่ความพึงพอใจในตัววิทยากร ให้ประเมินจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavioral Change) เช่น ดูว่าอัตราข้อผิดพลาดในงานลดลงไหม เวลาที่ใช้ทำงานชิ้นเดิมสั้นลงหรือไม่ หรือยอดข้อร้องเรียนจากลูกค้าลดลงเท่าไร ตัวเลขเหล่านี้โกหกไม่ได้

เอกสารอ้างอิง

  • [2] Ideoempowerment - มีความผิดพลาดร้ายแรงหนึ่งประการที่ส่วนใหญ่ของผู้บริหารมักมองข้าม
  • [3] Thebest-trainings - โครงการฝึกอบรมส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้บริหารระดับสูง
  • [4] Humansoft - พนักงานจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานประจำอยู่แล้ว
  • [5] Thaiscience - การอบรมแบบนั่งฟังทางเดียวทำให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้เพียงส่วนน้อยหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
  • [6] Tcbaacademy - องค์กรที่ไม่มีระบบติดตามผลหลังการอบรมอย่างจริงจังจะสูญเสียทักษะที่พนักงานเพิ่งเรียนรู้มาไปถึงส่วนใหญ่ภายในหนึ่งเดือนแรก
  • [7] Disruptignite - การสร้างคลิปวิดีโอสั้นๆ 5 นาทีแชร์ในกลุ่มไลน์บริษัทช่วยประหยัดงบได้จำนวนมากและพนักงานสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องทิ้งงานประจำ