Verbal Communication มีอะไรบ้าง
Verbal Communication มีอะไรบ้าง: สององค์ประกอบหลักในการทำงาน
การเรียนรู้ทักษะ Verbal Communication มีอะไรบ้าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานและลดความขัดแย้ง องค์ความรู้เหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์อันดีในองค์กร บุคลากรที่เข้าใจหลักการสื่อสารย่อมสร้างผลงานที่โดดเด่นและน่าเชื่อถือ ชวนสำรวจรายละเอียดความหมายเพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
เจาะลึกความหมาย Verbal Communication คืออะไรกันแน่
การสื่อสารรูปแบบนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงเพียงแค่การพูดคุยกันต่อหน้าเท่านั้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วระบบการส่งสารด้วยภาษานั้นซับซ้อนกว่าที่คิดมาก อาจกล่าวได้ว่ามีมิติที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่าทฤษฎีทั่วไปในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
Verbal Communication คืออะไร หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า วัจนภาษา คือ การสื่อสารที่ใช้ภาษาถ้อยคำเป็นสื่อกลางในการส่งสารและรับสาร โดยรวมทั้งโครงสร้างของภาษาพูดและภาษาเขียนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกหรือการเอ่ยปากพูดคุย
น่าแปลกใจที่หลายคนมักตัดเรื่องงานเขียนออกไปจากคำจำกัดความนี้ - และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองในช่วงแรกที่ก้าวเข้าสู่สายงานบริหารจัดการองค์กร - ผมเคยหลงคิดว่าการส่งอีเมลเป็นเรื่องของพฤติกรรมทางกายภาพอื่น แต่พอมารู้ความจริงว่ามันจัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบวัจนภาษา มีอะไรบ้าง ก็ทำให้ทัศนคติที่มีต่อการพิมพ์ข้อความแชทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากสถิติภาพรวมพบว่าคนทำงานทั่วไปใช้เวลาราว 70-80% ของวันหมดไปกับการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ โดยสัดส่วนของการใช้วจีภาษานั้นครองพื้นที่มากที่สุดในกิจกรรมการทำงานแต่ละวัน การเรียนรู้โครงสร้างเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีที่น่าเบื่อ แต่มันคือทักษะแห่งการอยู่รอดในสังคมการทำงานอย่างแท้จริง
ประเภท ของ การ สื่อสาร verbal communication แบ่งตามระดับผู้ฟัง
เมื่อเราพิจารณาบริบทของการจัดกลุ่มประเภท ของ การ สื่อสาร verbal communication ตามระดับผู้ฟังอย่างเป็นระบบ จะพบว่าวัจนภาษาถูกจำแนกออกเป็น 4 ระดับขั้นหลัก ซึ่งแต่ละระดับมีพฤติกรรมและการเลือกใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามจำนวนผู้รับสารในเหตุการณ์นั้นๆ
1. การสื่อสารภายในบุคคล (Intrapersonal Communication): เป็นการสื่อสารกับตัวเองในใจผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์หรือทบทวนเรื่องราวต่างๆ โดยใช้ระบบภาษาภายในหัวสมองเพื่อการตัดสินใจ
2. การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication): การสนทนาแบบเผชิญหน้าตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในลักษณะกลุ่มขนาดเล็ก มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและโต้ตอบกลับทันทีทันใด เช่น การสัมภาษณ์งาน
3. การสื่อสารในกลุ่มใหญ่หรือในที่สาธารณะ (Public Communication): การที่ผู้ส่งสารคนเดียวทำการถ่ายทอดข้อมูลไปยังกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่ในสถานที่เดียวกัน โดยผู้รับสารมักมีบทบาทในการโต้ตอบค่อนข้างจำกัด
4. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication): กระบวนการส่งสารจากองค์กรหรือบุคคลผ่านสื่อกลางเทคโนโลยีไปยังผู้รับสารจำนวนมากที่อยู่กระจัดกระจายและไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เช่น ข่าวสารบนเว็บไซต์
สิ่งที่น่าคิดก็คือ ผู้คนกว่า 75% มักยอมรับว่าตนเองมีความกลัวในการสื่อสารระดับที่ 3 หรือการพูดในที่สาธารณะมากที่สุด ความประหม่านี้เกิดจากความกดดันของจำนวนผู้รับสารที่เพิ่มขึ้น
แต่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ พฤติกรรมนี้ฝึกฝนกันได้
รูปแบบของ Verbal Communication แบ่งตามลักษณะการใช้ภาษา
หากลองถอยออกมามองในแง่ของกายภาพและวิธีการแสดงออกของภาษา เราจะสามารถสกัดตัวอย่าง verbal communication ออกมาได้เป็นสองแกนหลักที่เดินคู่ขนานกันไปในโลกแห่งความจริง
แกนแรกคือภาษาพูด (Oral Communication) ซึ่งพึ่งพาคลื่นเสียง น้ำเสียง และจังหวะความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลข้อความอย่างรวดเร็ว ส่วนแกนที่สองคือภาษาเขียน (Written Communication) ที่แปรเปลี่ยนตัวอักษรและสัญลักษณ์ให้กลายเป็นบันทึกถาวรที่สามารถอ่านซ้ำได้ไม่จำกัดครั้ง
การเข้าใจความแตกต่างเชิงลึกของสองสิ่งนี้ จะช่วยลดปัญหาการตีความหมายผิดพลาดในการทำงานยุคดิจิทัลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ภาษาพูด และ ภาษาเขียน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างในการนำไปใช้งานจริงของทั้งสองรูปแบบได้อย่างชัดเจนที่สุด สามารถพิจารณาความแตกต่างผ่านปัจจัยสำคัญได้ดังนี้ครับ
ภาษาพูด (Oral Communication) ⭐
การประชุมทีมประจำสัปดาห์, การโทรศัพท์คุยงาน, การคอลวิดีโอผ่านระบบออนไลน์
สูญหายได้ง่ายตามกาลเวลาหากไม่มีการบันทึกเสียงเอาไว้เป็นหลักฐาน
ใช้น้ำเสียง แววตา และอารมณ์ร่วมในการช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ง่าย
เกิดขึ้นในทันทีทันใด สามารถโต้ตอบและแก้ไขความเข้าใจผิดได้ทันทีระหว่างสนทนา
ภาษาเขียน (Written Communication)
การส่งอีเมลหาลูกค้า, รายงานสรุปยอดขายประจำเดือน, ข้อความแชททาง Line หรือ Slack
คงอยู่ถาวร เป็นหลักฐานเชิงอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือสูงในทางกฎหมายและธุรกิจ
สามารถตรวจสอบ แก้ไข ถ้อยคำให้มีความรัดกุมและเป็นทางการได้ดีกว่า
มีความล่าช้าชะงักงัน ผู้รับสารต้องใช้เวลาในการอ่านและเรียบเรียงคำตอบ
ในการทำงานยุคปัจจุบัน ภาษาพูดมักเหมาะกับการระดมสมองและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อตกลงสำคัญหรือแผนงานขั้นสุดท้าย ควรจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของภาษาเขียนเสมอเพื่อป้องกันการสูญหายหรือการบิดเบือนของข้อมูลในอนาคตวิกฤตแชทสลายใจของกานต์: จากข้อความตัวอักษรสู่การปรับรูปแบบสื่อสารในทีม
กานต์ ผู้จัดการทีมไอทีวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาทีมงานลาออกสูงผิดปกติถึงช่วงกลางปี โดยคนในทีมมักสะท้อนว่าเขามีพฤติกรรมการสั่งงานที่ก้าวร้าวและกดดันผ่านทางข้อความแชทในระบบปิดของบริษัทอยู่เป็นประจำ
เขาพยายามแก้ไขด้วยการพิมพ์ข้อความสั่งงานให้ยาวขึ้นและระบุรายละเอียดทีละข้ออย่างถี่ถ้วนผ่านทางสแล็ก ผลลัพธ์กลับแย่ลงกว่าเดิม - ทีมงานรู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านั้นดูเหมือนการจับผิดและสร้างความตึงเครียดจนไม่มีใครกล้าออกความเห็น
หลังจากเผชิญหน้ากับความตึงเครียดนานสองสัปดาห์ กานต์จึงตระหนักได้ว่าภาษาเขียนล้วนๆ ขาดสิ่งสำคัญคือ น้ำเสียงและเจตนาที่แท้จริง เขาตัดสินใจเปลี่ยนมาเปิดห้องประชุมสั้นๆ 10 นาทีทุกเช้าแทนการพิมพ์ข้อความทิ้งไว้
การปรับมาใช้ภาษาพูดร่วมกับการเปิดโอกาสให้ซักถามส่งผลให้ความเข้าใจผิดพลาดในทีมลดลงอย่างมาก อัตราความพึงพอใจในทีมเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด และกานต์ได้เรียนรู้ว่าความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากการพิมพ์ตัวอักษรให้เยอะที่สุด
ถาม & ตอบด่วน
สับสนระหว่างคำว่า Verbal Communication กับ Non-verbal Communication มีวิธีจำแนกอย่างไร?
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดูที่ระบบภาษาครับ หากการสื่อสารนั้นมีการใช้ถ้อยคำ ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ทางภาษามาประกอบกันเพื่อตีความ จะนับเป็น Verbal ทันที ส่วน Non-verbal หรืออวัจนภาษา จะหมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่น ท่าทาง การแต่งกาย หรือระยะห่างระหว่างบุคคลครับ
ไม่แน่ใจว่าภาษาเขียนนับเป็น Verbal Communication ด้วยหรือไม่?
นับเป็น Verbal Communication แน่นอนครับ เนื่องจากภาษาเขียนสร้างขึ้นบนโครงสร้างและกฎเกณฑ์ของภาษาถ้อยคำเพื่อใช้สื่อความหมาย แทนที่จะเป็นเพียงสัญญาณภาพหรือสัญลักษณ์เปล่าๆ ดังนั้นทักษะการพิมพ์อีเมลจึงจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ
อยากสื่อสารด้วยวาจาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในที่ทำงาน ควรเริ่มต้นอย่างไรดี?
ควรเริ่มต้นจากการเป็นผู้ฟังที่ดีก่อนครับ จากนั้นฝึกสรุปประเด็นสำคัญให้ออกมาเป็นประโยคที่สั้นกระชับ โดยพยายามจำกัดความยาวในการอธิบายแต่ละเรื่องให้อยู่ภายในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ฟังหลุดโฟกัสระหว่างการสนทนา
จดจำอย่างรวดเร็ว
เลือกแกนภาษาให้เหมาะกับเป้าหมายใช้ภาษาพูดเมื่อต้องการความรวดเร็วสร้างความสัมพันธ์ และเปลี่ยนมาใช้ภาษาเขียนเมื่อต้องการความถูกต้องและหลักฐานอ้างอิงรัดกุม
วัจนภาษาไม่ได้มีดีแค่การส่งสารประสิทธิภาพที่แท้จริงขึ้นอยู่กับกระบวนการรับสารและการคิดทบทวนภายในตนเองด้วยเช่นกัน อย่ามุ่งเน้นเพียงแค่การเปล่งเสียงพูด
การสื่อสารทางลายลักษณ์อักษรมักถูกตีความในแง่ลบได้ง่ายกว่าปกติเนื่องจากขาดน้ำเสียงประกอบ ควรเลือกคำเชื่อมที่นุ่มนวลเพื่อลดความขัดแย้ง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต