น้ำตาลอะไรอันตรายสุด

56 ครั้งเข้าชม
น้ำตาลอะไรอันตรายสุด คือ HFCS (น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง) เพราะงานวิจัยพบว่า HFCS ทำให้น้ำหนักตัวและไขมันหน้าท้องเพิ่มมากกว่าน้ำตาลทราย และฟรุกโตสยังเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

น้ำตาลอะไรอันตรายสุด? งานวิจัยชี้ HFCS ทำให้น้ำหนักเพิ่มและเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่กว่าการบริโภคน้ำตาลทราย

การบริโภคน้ำตาลโดยไม่รู้ประเภทและผลเสียส่งผลร้ายต่อสุขภาพ น้ำตาลอะไรอันตรายสุด เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยเพราะน้ำตาลแต่ละชนิดให้ผลต่อร่างกายต่างกัน การทำความเข้าใจน้ำตาลที่เป็นอันตรายช่วยให้คุณเลือกบริโภคอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและมะเร็ง อ่านบทความนี้เพื่อรู้ผลวิจัยสำคัญ.

คำตอบสั้นๆ: ฟรุกโตสคือตัวการอันตรายที่สุด

ฟรุกโตส (Fructose) โดยเฉพาะในรูปของน้ำเชื่อมข้าวโพด (HFCS) คือน้ำตาลที่อันตรายต่อร่างกายมากที่สุด คำตอบนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำตาลชนิดอื่นปลอดภัย แต่เป็นเพราะกระบวนการย่อยฟรุกโตสในร่างกายแตกต่างจากน้ำตาลชนิดอื่นอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเรากินฟรุกโตส ร่างกายจะไม่นำไปใช้เป็นพลังงานโดยตรงเหมือนกลูโคส แต่มันถูกส่งไปที่ตับและเปลี่ยนเป็นไขมัน (ไตรกลีเซอไรด์) ได้ง่ายมาก ไขมันเหล่านี้จะสะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ โรคอ้วน โรคหัวใจ และเบาหวานชนิดที่ 2 งานวิจัยพบว่าระดับกรดยูริกที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันพอกตับได้ถึง 3% และในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ บางส่วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคน้ำเชื่อมข้าวโพดมากเกินไป [2]

ทำไมฟรุกโตสถึงแตกต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น?

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราต้องแยกน้ำตาลออกเป็นสองประเภทหลัก: กลูโคสและฟรุกโตส น้ำตาลทรายที่เรากินกันทุกวัน (ซูโครส) ก็คือการจับตัวกันของกลูโคสและฟรุกโตสอย่างละครึ่ง ดังนั้นเมื่อเรากินของหวาน ร่างกายจึงได้รับทั้งสองชนิดนี้พร้อมกัน

เส้นทางของกลูโคส: พลังงานเพื่อร่างกาย

กลูโคสมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเรา ร่างกายทุกส่วนโดยเฉพาะสมองและกล้ามเนื้อสามารถนำกลูโคสไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ทันที ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะส่งสัญญาณให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน เพื่อนำน้ำตาลไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ส่วนเกินจะถูกเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อในรูปของไกลโคเจน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่มีประโยชน์

เส้นทางของฟรุกโตส: ตรงดิ่งสู่ตับ

ฟรุกโตสกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันแทบจะไม่กระตุ้นอินซูลินและไม่ถูกนำไปใช้เป็นพลังงานโดยตรง ฟรุกโตสเกือบทั้งหมดที่เรากินจะถูกส่งตรงไปที่ตับเพื่อประมวลผล หากเรากินฟรุกโตสในปริมาณน้อย ตับก็จัดการได้ แต่ถ้ากินมากเกินไป ตับจะเปลี่ยนฟรุกโตสส่วนเกินให้เป็นไขมัน (กระบวนการนี้เรียกว่า de novo lipogenesis) ไขมันเหล่านี้จะถูกขับออกจากตับในรูปของไตรกลีเซอไรด์และสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงในตับเองด้วย

ระงับสัญญาณความอิ่ม

ฟรุกโตสยังรบกวนระบบการทำงานของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเลปตินซึ่งทำหน้าที่บอกสมองว่าร่างกายอิ่มแล้ว การบริโภคฟรุกโตสปริมาณสูงจะไประงับการหลั่งเลปติน ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอิ่มและกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้มันยังไม่ไปลดระดับเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) เหมือนกับกลูโคสอีกด้วย

น้ำเชื่อมข้าวโพด (HFCS): ฟรุกโตสในรูปแบบเข้มข้น

HFCS หรือน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงคือสิ่งที่นักโภชนาการหลายคนมองว่าเป็นภัยร้ายของอุตสาหกรรมอาหาร มันถูกพัฒนาขึ้นเพราะต้นทุนถูกกว่าน้ำตาลทรายมาก ให้ความหวานมากกว่า (หวานกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 1.2 เท่า) [3] และเป็นของเหลวทำให้ผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย ปัจจุบัน HFCS แฝงตัวอยู่ในอาหารแทบทุกชนิดที่เราซื้อตามร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่ น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง เครื่องดื่มชูกำลัง ไปจนถึงซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด ขนมขบเคี้ยว และแม้แต่นมผงสำหรับเด็ก

ผลการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจพบว่า แม้จะให้แคลอรีเท่ากัน หนูที่กิน HFCS มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าหนูที่กินน้ำตาลทรายอย่างมีนัยสำคัญ[4] นอกจากนี้เซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยังชอบใช้ฟรุกโตสเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงการเติบโต[5] อีกด้วย

แล้วน้ำตาลชนิดอื่นๆ ล่ะ อันตรายน้อยกว่าหรือเปล่า?

คำตอบสั้นๆ คือ ไม่มีน้ำตาลชนิดไหนดีต่อร่างกายถ้ากินเกินจำเป็น แต่กลไกการทำลายของฟรุกโตสรุนแรงและตรงจุดกว่า

น้ำตาลทราย (ซูโครส)

ซูโครส 1 โมเลกุลประกอบด้วยกลูโคสและฟรุกโตสอย่างละครึ่ง เมื่อกินเข้าไป ร่างกายจะแตกตัวออกทันที จึงได้รับผลเสียครึ่งหนึ่งจากฟรุกโตสที่แฝงอยู่นั่นเอง

น้ำผึ้ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปี๊บ

น้ำตาลทางเลือกเหล่านี้ยังคงมีฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบหลัก (น้ำผึ้งมีฟรุกโตสประมาณ 40%) แม้จะมีวิตามินและแร่ธาตุบ้าง แต่ปริมาณน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณที่เรากิน ดังนั้นถ้ากินมากก็ให้โทษไม่ต่างจากน้ำตาลทราย

น้ำตาลจากผลไม้ทั้งผล

ข้อแตกต่างสำคัญคือ ผลไม้ทั้งผลมีกากใยอาหารสูง ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและทำให้รู้สึกอิ่ม นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบ ดังนั้นการกินผลไม้ทั้งผลจึงปลอดภัยกว่าการดื่มน้ำผลไม้คั้นหรือกินฟรุกโตสสังเคราะห์มาก

เท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอดี? ปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวัน

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 12 ช้อนชา (50 กรัม) สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี [6] และควรลดให้เหลือเพียงครึ่งเดียว (3 ช้อนชา) เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ

สำหรับคนไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าเราบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 20-25 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 4 เท่า ปริมาณที่เหมาะสมอาจแบ่งตามช่วงวัยได้ดังนี้: เด็กเล็ก (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกิน 5 ช้อนชา, วัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วไปไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา, ส่วนผู้ที่ใช้แรงงานมากหรือนักกีฬาอาจกินได้ถึง 8 ช้อนชาต่อวัน [8]

เปรียบเทียบชนิดน้ำตาล: ผลกระทบต่อร่างกาย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบน้ำตาลแต่ละชนิดแบบ side-by-side กัน

ตารางด้านล่างนี้จะช่วยเปรียบเทียบน้ำตาลแต่ละชนิดเพื่อให้เห็นผลกระทบต่อร่างกายและระดับความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น:

เรื่องจริงจากชีวิต: เมื่อฟรุกโตสทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

คุณสมศักดิ์ พนักงานออฟฟิศวัย 34 ปี ในกรุงเทพฯ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเสี่ยงโรคตับ เพราะเขาไม่ดื่มเหล้าเลย แต่ผลตรวจสุขภาพประจำปีกลับพบว่าเขามีภาวะไขมันพอกตับขั้นต้นและไตรกลีเซอไรด์สูงกว่าปกติ 2 เท่า

ย้อนดูพฤติกรรมพบว่า สมศักดิ์ดื่มชาเย็นวันละ 2 แก้ว และน้ำอัดลมอีก 1 กระป๋องเป็นประจำ แถมยังชอบกินขนมขบเคี้ยวระหว่างวันเพราะคิดว่า ของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่าเป็นไร เขาตกใจเมื่อคำนวณดูพบว่าเขาได้รับน้ำตาลเพิ่มจากเครื่องดื่มเหล่านี้วันละเกือบ 20 ช้อนชา โดยแทบไม่รู้ตัว

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อภรรยาชวนเขาลดหวานไปด้วยกัน สัปดาห์แรกคือหายนะ สมศักดิ์ปวดหัวหงุดหงิดตลอดเวลาและรู้สึกเหมือนร่างกายขาดอะไรไป เขาเกือบจะยอมแพ้และกลับไปดื่มชาเย็น แต่ภรรยาแนะนำให้ค่อยๆ ลดทีละน้อย: ชาเย็นเปลี่ยนเป็นชามะนาวไม่หวาน น้ำอัดลมเปลี่ยนเป็นโซดา และพกผลไม้สดติดโต๊ะทำงานไว้กินแทนขนม

ผ่านไป 3 เดือน สมศักดิ์ตรวจเลือดซ้ำ ผลปรากฏว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ[9] น้ำหนักลดไป 5 กิโลกรัม และอัลตราซาวนด์ตับพบว่าไขมันพอกตับลดลง เขารู้สึกสดชื่นขึ้น ไม่เพลียตอนบ่าย และที่สำคัญคือความอยากของหวานลดลงจนแทบไม่เหลือ สิ่งที่เคยดูเหมือนทรมานกลายเป็นนิสัยใหม่ที่เขาภูมิใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เพื่อให้เข้าใจเรื่องการบริโภคน้ำตาลแฝงและแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดียิ่งขึ้น เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยไว้ดังนี้:

สรุป: รู้ทันน้ำตาล เลือกกินเป็น ชีวิตยืนยาว

ฟรุกโตสโดยเฉพาะในรูปแบบน้ำเชื่อมข้าวโพด คือน้ำตาลที่อันตรายที่สุดเพราะมันหลอกสมองและทำลายตับโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกกินของหวานไปตลอดชีวิต แค่รู้เท่าทันและเลือกกินอย่างฉลาดก็พอ

เริ่มจากลดเครื่องดื่มหวานๆ เลือกกินผลไม้ทั้งผลแทนน้ำผลไม้ และลองอ่านฉลากก่อนซื้ออาหารแปรรูป ที่สำคัญอย่าลืมว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ทำสม่ำเสมอ ดีกว่าการหักดิบแล้วเลิกกลางทาง สุขภาพดีไม่ได้เกิดจากการอดอาหาร แต่มันเกิดจากการเลือกกินอย่างมีสติ

Key Takeaways: ข้อควรจำก่อนปิดหน้านี้

สรุปประเด็นสำคัญและข้อควรปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีจากการเลือกบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน:

เปรียบเทียบชนิดน้ำตาลกับผลเสียต่อสุขภาพ

ตารางนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำตาลแต่ละชนิดส่งผลต่อร่างกายต่างกันอย่างไร เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกบริโภคได้อย่างชาญฉลาด

กลูโคส

กระตุ้นอินซูลินและเลปติน ทำให้รู้สึกอิ่ม

เซลล์ทั่วร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที

ตับเก็บเป็นไกลโคเจน (ไม่เป็นพิษโดยตรง)

ฟรุกโตส

ไม่กระตุ้นเลปติน ทำให้รู้สึกไม่ค่อยอิ่ม

เฉพาะตับที่ประมวลผลได้

เปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ เสี่ยงไขมันพอกตับ

น้ำเชื่อมข้าวโพด (HFCS)

ทำให้อ้วนลงพุงมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่นที่แคลอรีเท่ากัน

เหมือนฟรุกโตส แต่เข้มข้นและดูดซึมเร็ว

ก่อให้เกิดไขมันสะสมรุนแรง เสี่ยงมะเร็งตับ

น้ำตาลทราย (ซูโครส)

ผสมระหว่างการกระตุ้นและไม่กระตุ้นเลปติน

แตกตัวเป็นกลูโคสและฟรุกโตส

ครึ่งหนึ่งของผลเสียจากฟรุกโตส

จะเห็นว่าฟรุกโตสและ HFCS มีผลเสียต่อตับและระบบเผาผลาญรุนแรงที่สุด ในขณะที่กลูโคสส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด น้ำตาลทรายเป็นลูกผสมที่ให้ผลเสียครึ่งหนึ่งจากฟรุกโตส ดังนั้นการเลี่ยง HFCS และลดฟรุกโตสโดยรวมคือหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี

คุณสมศักดิ์: ชัยชนะของคนลดหวานที่ไม่ทรมาน

คุณสมศักดิ์ พนักงานออฟฟิศวัย 34 ปี ในกรุงเทพฯ ไม่ดื่มเหล้า แต่ผลตรวจสุขภาพกลับพบไขมันพอกตับและไตรกลีเซอไรด์สูงเป็น 2 เท่าของค่าปกติ เขาไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

สมศักดิ์ติดชาเย็นวันละ 2 แก้ว และน้ำอัดลมอีก 1 กระป๋องเป็นประจำ นั่นคือน้ำตาลเกือบ 20 ช้อนชาต่อวันที่เขาได้รับโดยไม่รู้ตัว เขาพยายามลดหวานแบบหักดิบ สัปดาห์แรกปวดหัว หงุดหงิด จนเกือบถอดใจ

ภรรยาแนะนำให้ค่อยเป็นค่อยไป: เปลี่ยนชาเย็นเป็นชามะนาวไม่หวาน น้ำอัดลมเป็นโซดา และพกผลไม้สดติดโต๊ะไว้กินแทนขนม ความอยากของหวานค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติ

3 เดือนต่อมา สมศักดิ์ตรวจเลือดอีกครั้ง ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 40% น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม และไขมันพอกตับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกสดชื่น ไม่เพลียตอนบ่าย และที่สำคัญคือไม่รู้สึกทรมานกับการกินอีกต่อไป

เรียนรู้เพิ่มเติม

น้ำตาลจากผลไม้กับน้ำเชื่อมข้าวโพดต่างกันยังไง?

ผลไม้ทั้งผลมีกากใยอาหารซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและทำให้อิ่มเร็ว นอกจากนี้ยังมีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดโทษของฟรุกโตส ในทางกลับกัน น้ำเชื่อมข้าวโพดเป็นฟรุกโตสเข้มข้นที่ไม่มีใยอาหาร ร่างกายดูดซึมเร็วและส่งตรงไปทำลายตับ

กินผลไม้รสหวานมากๆ เช่น ทุเรียน หรือลำไย จะอันตรายไหม?

ถ้ากินในปริมาณพอดี เช่น วันละ 1-2 ชิ้น ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ากินทั้งผลหรือกินเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้น เพราะผลไม้เหล่านั้นมีฟรุกโตสสูงเช่นกัน

หากคุณกังวลเรื่องสุขภาพและต้องการรู้แหล่งที่มาของรสหวาน ลองศึกษาว่า น้ำตาลฟรุกโตสมีอยู่ในอะไรบ้าง เพื่อการป้องกันที่ดียิ่งขึ้นครับ

อ่านฉลากโภชนาการยังไงให้รู้ว่ามีน้ำตาลแฝง?

ให้ดูที่ 'น้ำตาล' ในตารางข้อมูลโภชนาการ และจำไว้ว่า 4 กรัม เท่ากับ 1 ช้อนชา ส่วนชื่อที่ลงท้ายด้วย 'ose' เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด (corn syrup) เดกซ์โทรส มอลโตส ก็ล้วนเป็นน้ำตาลทั้งนั้น

ถ้าอยากลดน้ำตาล ควรเริ่มยังไงดี?

เริ่มจากเครื่องดื่มก่อน เพราะเป็นแหล่งน้ำตาลที่มองไม่เห็นชัดที่สุด ลองลดความหวานจาก 100% เหลือ 50% หรือเปลี่ยนจากชาเย็นเป็นชามะนาวไม่หวาน จากนั้นค่อยๆ ลดขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูปทีละเล็กละน้อย อย่าหักดิบเดี๋ยวเพราะจะทำให้ท้อและเลิกกลางทาง

สรุปบทความ

ฟรุกโตส (HFCS) คือตัวร้าย

น้ำตาลชนิดนี้ถูกส่งไปที่ตับโดยตรงและเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่าย เป็นสาเหตุหลักของไขมันพอกตับและโรคอ้วนลงพุง

น้ำตาลทุกชนิดอันตรายถ้าเกินพอดี

ไม่ว่าจะน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลมะพร้าว ถ้ากินเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ผลไม้ทั้งผลปลอดภัยกว่าน้ำผลไม้

กากใยในผลไม้ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและเพิ่มความอิ่ม ควรกินผลไม้แทนการดื่มน้ำผลไม้คั้น

เครื่องดื่มคือกับดักน้ำตาลที่มองไม่เห็น

น้ำอัดลม ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นแหล่งน้ำตาลฟรุกโตสปริมาณสูง การลดเครื่องดื่มหวานเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

เอกสารสำหรับอ้างอิง

  • [2] Endocrine - ในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ บางส่วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคน้ำเชื่อมข้าวโพดมากเกินไป
  • [3] Healthline - HFCS หรือน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงถูกพัฒนาขึ้นเพราะต้นทุนถูกกว่าน้ำตาลทรายมาก ให้ความหวานมากกว่า (หวานกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 1.2 เท่า)
  • [4] Pubmed - ผลการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจพบว่า แม้จะให้แคลอรีเท่ากัน หนูที่กิน HFCS มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าหนูที่กินน้ำตาลทรายอย่างมีนัยสำคัญ
  • [5] Petcharavejhospital - เซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยังชอบใช้ฟรุกโตสเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงการเติบโต
  • [6] Who - องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 12 ช้อนชา (50 กรัม) สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
  • [8] Who - เด็กเล็ก (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกิน 5 ช้อนชา, วัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วไปไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา, ส่วนผู้ที่ใช้แรงงานมากหรือนักกีฬาอาจกินได้ถึง 8 ช้อนชาต่อวัน
  • [9] Ucsf - ไตรกลีเซอไรด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ