บุคคลที่มีการจูงใจ (Motivated for Behavior) จะมีลักษณะอย่างไร

0 ครั้งเข้าชม
ลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจ มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าคนทั่วไป 21 เปอร์เซ็นต์ บุคคลกลุ่มนี้จดบันทึกเป้าหมายและวางแผนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ 42 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่มีแรงจูงใจรักษาความต่อเนื่องจนพฤติกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เพื่อบรรลุผลสำเร็จระยะยาว
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจ: สถิติประสิทธิภาพและความสำเร็จ

ลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจ ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จในชีวิตและการทำงานอย่างเป็นระบบ. การทำความเข้าใจพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนจากภายในช่วยให้คุณพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนและก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญในการลงมือทำ. เรียนรู้องค์ประกอบของพลังขับเคลื่อนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นและสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตในระยะยาว.

บุคคลที่มีการจูงใจ (Motivated for Behavior) จะมีลักษณะอย่างไร: ถอดรหัสพฤติกรรมสู่ความสำเร็จ

องค์ประกอบของแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมมักแสดงออกผ่านความมุ่งมั่นที่ชัดเจน ความต่อเนื่องในการกระทำ และการตัดสินใจที่รวดเร็วเมื่อเผชิญกับอุปสรรค โดยลักษณะทั่วไปประกอบด้วยการมีเป้าหมายที่วัดผลได้ การควบคุมอารมณ์ภายใต้แรงกดดัน และความรู้สึกรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความกระตือรือร้นชั่วคราว แต่เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนซึ่งขับเคลื่อนบุคคลให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เรามักพบว่าคนที่มีแรงจูงใจสูงจะมีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าคนทั่วไปถึง 21 เปอร์เซ็นต์ และมักจะเป็นผู้ที่สร้างผลกำไรหรือคุณค่าให้กับองค์กรได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 22 เปอร์เซ็นต์[2] พลังขับเคลื่อนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเสมอไป แต่มันเกิดจากการจัดระเบียบความคิดและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงมือทำอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม มีอุปสรรคเงียบอย่างหนึ่งที่ทำลายแรงจูงใจของคนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว - ผมจะเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของการกำกับตนเองด้านล่างครับ

1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและความเข้มแข็งของพลังขับ

ลักษณะเด่นอันดับแรกของลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจคือความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ อยากทำ แต่รู้แน่ชัดว่า ทำไปเพื่ออะไร เป้าหมายที่ชัดเจนทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศที่ช่วยลดการใช้พลังงานสมองในการตัดสินใจเรื่องยิบย่อย ทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกมีความแม่นยำและทรงพลัง

สถิติระบุว่าคนที่มีการจดบันทึกเป้าหมายและวางแผนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่ากลุ่มที่ไม่จดบันทึกถึง 42 เปอร์เซ็นต์[3] พลังขับเคลื่อนนี้มักจะเข้มข้นที่สุดในช่วงเริ่มต้น แต่บุคคลที่ได้รับการจูงใจอย่างแท้จริงจะสามารถรักษาความเข้มข้นนี้ไว้ได้แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายเดือน ผมเคยพยายามทำโปรเจกต์หนึ่งโดยไม่มีการตั้งเป้าหมายรายวัน ผลคือผมหลงทางอยู่ในกองงานนานกว่า 3 สัปดาห์โดยไม่มีความคืบหน้าเลย ความชัดเจนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่มันคือเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพที่สุด

2. ความพยายามและความต่อเนื่องในพฤติกรรม

ความพยายาม (Persistence) คือเครื่องหมายการค้าของลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจ เมื่อคนอื่นเลือกที่จะหยุดเมื่อเจอความล้มเหลวครั้งแรก คนที่มีแรงจูงใจจะมองว่ามันเป็นข้อมูล (Data) เพื่อปรับปรุงพฤติกรรมในครั้งต่อไป พวกเขาแสดงออกถึงความอดทนต่อความยากลำบากและความสามารถในการรักษาระดับการทำงานให้สม่ำเสมอ

ในการตั้งเป้าหมายระยะยาว เช่น การลดน้ำหนักหรือการเรียนทักษะใหม่ พบว่ามีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถรักษาพฤติกรรมให้ต่อเนื่องจนบรรลุผลสำเร็จได้ตลอดทั้งปี[4] ความต่อเนื่องนี้มักเกิดจากการสร้าง ความคุ้นชิน จนพฤติกรรมนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ มากกว่าการใช้แรงฮึดเพียงอย่างเดียว การที่ใครคนหนึ่งสามารถตื่นมาวิ่งตอนตี 5 ได้ทุกวันแม้ในวันที่ฝนตก ไม่ได้แปลว่าเขามีพลังวิเศษ - เขาแค่มีการจูงใจที่หยั่งรากลึกเกินกว่าจะยอมแพ้ต่อสภาพอากาศ

3. การกำกับตนเองและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

ลักษณะของบุคคลที่มีการจูงใจจะมีทักษะการกำกับตนเอง (Self-regulation) ที่ยอดเยี่ยม พวกเขารู้วิธีจัดลำดับความสำคัญและหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่อาจทำให้เสียสมาธิ พฤติกรรมนี้รวมถึงการกล้าปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายหลัก แม้กิจกรรมนั้นจะให้ความเพลิดเพลินในระยะสั้นก็ตาม

มาถึงอุปสรรคเงียบที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นครับ: ความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (Decision Fatigue) คือตัวการที่ทำลายแรงจูงใจของคนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเราต้องตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยตลอดทั้งวัน พลังงานสมองจะหมดลงก่อนที่เราจะได้ทำเรื่องสำคัญ คนที่มีแรงจูงใจสูงจะแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้าง กิจวัตร (Routine) เพื่อลดจำนวนการตัดสินใจในแต่ละวันลง ทำให้พวกเขายังมีแรงจูงใจเหลือเฟือสำหรับพฤติกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ

นอกจากนี้ ความรับผิดชอบ (Accountability) ก็เป็นปัจจัยสำคัญ พวกเขาจะไม่โทษปัจจัยภายนอกเมื่อพฤติกรรมไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ในทางตรงกันข้าม พวกเขาจะกลับมาตรวจสอบแผนการทำงานของตนเองและปรับปรุงใหม่ ความเชื่อที่ว่า เราคือผู้กุมชะตาชีวิตตนเอง คือแกนกลางที่ทำให้แรงจูงใจไม่ดับมอดไปง่ายๆ

ความแตกต่างของพฤติกรรม: แรงจูงใจภายใน vs แรงจูงใจภายนอก

แรงจูงใจทั้งสองรูปแบบขับเคลื่อนพฤติกรรมได้เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวและความยั่งยืนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)

- สูงมาก ไม่จำเป็นต้องมีใครมาบังคับหรือให้รางวัลก็สามารถทำต่อเนื่องได้

- เกิดจากความพึงพอใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความสุขขณะที่ได้ลงมือทำ

- ส่งผลดีต่อความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation)

- ต่ำกว่า หากรางวัลหายไป พฤติกรรมมักจะหยุดลงทันที

- เกิดจากรางวัล คำชม การเลื่อนตำแหน่ง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำโทษ

- เหมาะกับงานที่เป็นกิจวัตรหรืองานที่ต้องใช้แรงกายเป็นหลัก

แรงจูงใจภายในมีความแม่นยำในการทำนายประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าแรงจูงใจภายนอกถึง 3 เท่า[5] อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงการผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน เช่น การทำงานที่รัก (ภายใน) และการได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม (ภายนอก) จะช่วยสร้างพฤติกรรมที่สมดุลที่สุด

เส้นทางการเป็นนักเขียนของ กานต์: จากความล้มเหลวสู่ความสำเร็จ

กานต์ พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ วัย 30 ปี ฝันอยากเป็นนักเขียนนิยาย แต่เขามักจะล้มเลิกกลางคันเพราะเหนื่อยจากงานประจำและคิดว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์พอ หลังจากเขียนได้เพียง 3 บท เขาก็หยุดไปนานกว่า 6 เดือน

ครั้งแรกที่เขากลับมาพยายามใหม่ เขาบังคับตัวเองให้เขียนวันละ 2,000 คำทันทีหลังจากเลิกงาน ผลคือเขาหมดไฟภายในเวลาเพียง 5 วัน เพราะร่างกายอ่อนเพลียเกินไปและงานที่เขียนออกมาก็ไม่มีคุณภาพ

กานต์ตระหนักว่าเขาตั้งเป้าหมายที่ฝืนธรรมชาติเกินไป เขาจึงปรับแผนใหม่โดยเขียนเพียงวันละ 300 คำในตอนเช้าก่อนเริ่มงาน 30 นาที เพื่อใช้ช่วงเวลาที่สมองสดชื่นที่สุดและไม่กดดันตัวเองจนเกินไป

หลังจากทำต่อเนื่อง 10 เดือน กานต์เขียนต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์ ความต่อเนื่องนี้ทำให้เขานอนหลับดีขึ้นและมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก เปลี่ยนจากคนที่เคยล้มเลิกเป็นนักเขียนที่มีผลงานเป็นของตนเองได้สำเร็จ

คำแนะนำอื่นๆ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีแรงจูงใจจริงๆ หรือแค่เห่อตามกระแส?

สังเกตจากพฤติกรรมหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ หากคุณยังคงลงมือทำแม้ในวันที่ไม่มีอารมณ์อยากทำ หรือมีความพยายามหาทางออกเมื่อเจอปัญหา นั่นคือสัญญาณของแรงจูงใจที่แท้จริง แต่ถ้าความอยากทำหายไปพร้อมกับความตื่นเต้นในวันแรก แสดงว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว

ถ้าเป็นคนเบื่อง่าย จะสร้างแรงจูงใจให้ต่อเนื่องได้อย่างไร?

ลองใช้กฎ 5 นาที โดยบอกตัวเองว่าจะทำสิ่งที่เบื่อเพียง 5 นาทีเท่านั้น บ่อยครั้งที่อุปสรรคคือการเริ่มต้น เมื่อผ่าน 5 นาทีแรกไปได้ แรงเฉื่อยจะพาคุณทำต่อจนจบ นอกจากนี้การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมก็ช่วยลดความจำเจได้

แรงจูงใจภายนอก เช่น เงินเดือน สามารถทำลายแรงจูงใจภายในได้ไหม?

เป็นไปได้ หากบุคคลรู้สึกว่ารางวัลนั้นมาในรูปแบบของการควบคุม (Control) มากกว่าการสนับสนุน ความรู้สึกสนุกในงานอาจลดลง ดังนั้นควรโฟกัสที่การพัฒนาทักษะมากกว่าผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

หากคุณต้องการทำความเข้าใจกลไกภายในเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้ที่ ลักษณะสําคัญของแรงจูงใจ มีอะไรบ้าง ครับ

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์

เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าความเร็ว

พฤติกรรมที่ทำอย่างต่อเนื่องแม้เพียงวันละเล็กน้อย ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการโหมทำอย่างหนักในระยะสั้นแล้วหยุดไป

สร้างสภาพแวดล้อมที่ลดการใช้พลังงานสมอง

การจัดระเบียบกิจวัตรประจำวันช่วยลด Decision Fatigue ซึ่งเป็นศัตรูเงิบของแรงจูงใจ ทำให้คุณเหลือพลังงานไว้ทำเรื่องสำคัญ

เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นบทเรียน

บุคคลที่ถูกจูงใจจะมองความล้มเหลวเป็นข้อมูลเพื่อการปรับปรุง ไม่ใช่เหตุผลในการยอมแพ้

อ้างอิง

  • [2] C-suiteanalytics - คนที่มีแรงจูงใจสูงมักจะเป็นผู้ที่สร้างผลกำไรหรือคุณค่าให้กับองค์กรได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 22 เปอร์เซ็นต์
  • [3] Dominican - คนที่มีการจดบันทึกเป้าหมายและวางแผนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่ากลุ่มที่ไม่จดบันทึกถึง 42 เปอร์เซ็นต์
  • [4] Driveresearch - สถิติระบุว่ามีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถรักษาพฤติกรรมให้ต่อเนื่องจนบรรลุผลสำเร็จได้ตลอดทั้งปี
  • [5] Agileleanhouse - แรงจูงใจภายในมีความแม่นยำในการทำนายประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าแรงจูงใจภายนอกถึง 3 เท่า