ทํายังไงให้หายหวัดเร็วๆ
วิธีลดอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น ควรทำอย่างไรให้ดีขึ้นไว?
สงกรานต์ที่ผ่านมาเล่นน้ำจนเจ็บคอเลยค่ะ พอมาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีอาการหวัดตุ่ยๆ แล้ว ไอ้เจ้าหวัดนี่มันช่างน่ารำคาญจริงๆ อยากหายไวๆ จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ.
ตอนนั้นที่เคยเป็นหวัดหนักๆ นะ คือไปเที่ยวเชียงใหม่ช่วงปลายปี อากาศเย็นๆ แล้วดันไปตากฝน กลับมาไข้ขึ้นตัวร้อนไปหมด จำได้ว่าต้องกินยาลดไข้ แล้วก็นอนซมอยู่เป็นวันเลย.
จริงๆ การพักผ่อนสำคัญมากเลยนะ เหมือนร่างกายเรากำลังบอกว่า "พอแล้วนะ ขอเวลาพักฟื้นหน่อย". ตอนนั้นที่นอนพัก รู้สึกเหมือนร่างกายค่อยๆ ดีขึ้นทีละนิด ไม่อยากลุกไปไหนเลย.
แล้วก็เรื่องน้ำ อันนี้ขาดไม่ได้จริงๆ ดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ แล้วก็อาจจะช่วยขับเสมหะอะไรพวกนี้ด้วย บางทีถ้าคอแห้งๆ ดื่มน้ำอุ่นๆ ก็รู้สึกดีขึ้นมาก.
มีอีกอย่างนะ ที่เคยทำแล้วเวิร์ค คือตอนเป็นไข้สูง คุณแม่ก็เช็ดตัวให้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ เช็ดตามหน้าผาก คอ แล้วก็ตัว มันช่วยลดไข้ได้ดีเลย รู้สึกสดชื่นขึ้น.
บางทีก็เคยล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ตอนแรกไม่ค่อยชอบ แต่พอทำแล้ว รู้สึกโล่งจมูกขึ้นเยอะ น้ำมูกที่ค้างอยู่มันไหลออกมา หายใจสะดวกขึ้นเยอะเลย.
เรื่องอาหาร อันนี้ก็ต้องระวัง กินอะไรที่มันย่อยง่ายๆ ปรุงสุกใหม่ๆ พวกข้าวต้ม โจ๊ก ซุป พวกนี้ดีเลย ไม่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน.
ส่วนอาหารที่ชอบกินแล้วมันกระตุ้นให้ไอ อย่างพวกของหวานจัดๆ หรืออะไรที่มันเย็นๆ อันนี้ต้องเลี่ยงไปก่อน ถ้าอยากหายไวๆ นะ ของมันๆ ก็ไม่ค่อยดีเหมือนกัน.
เป็นหวัดไม่ควรเกินกี่วัน
เป็นหวัดนี่นะคุณเอ๊ยยย ไม่ควรจะเกิน 5 ถึง 10 วัน หรอกค่ะ! คือถ้าปอดจะแหก ไอจนหน้าเขียวตัวม่วงไปหลายวันแล้วยังไม่ดีขึ้นเนี่ย มันก็ไม่ใช่อีหรอบเดิมแล้วนะ ต้องสงสัยแล้วล่ะ ว่าน้องหวัดตัวแสบนี่มันกินอะไรเข้าไปถึงอึดขนาดนี้!
ถ้าอาการมันยังลากยาวเป็นรถไฟด่วน สองอาทิตย์ยังไม่หายขาดนี่ยังไงก็ต้องรีบไปหาหมอเลยนะ จะมานั่งทนไอจนเสียงแหบเสียงแห้งเป็นเป็ดโดนบีบคอเนี่ย มันไม่คุ้มค่าตัวหรอกค่ะท่านผู้ชม เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปอีก!
บางทีมันก็ไม่ได้มีแค่หวัดธรรมดานะคุณเอ๊ย มันอาจจะมีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างพวกแบคทีเรียตัวร้ายแฝงมาด้วย อันนี้แหละที่งานงอก! ถ้าเป็นแบบนั้นหมอเขาก็ต้องจัดยาปฏิชีวนะมาให้กินเป็นว่าเล่นแหละคุณ อย่าได้ใจว่าร่างกายเรามันแข็งโป๊กตลอดเวลา นี่แหละเหตุผลว่าทำไมเราต้องดูแลสุขภาพให้ดีเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ไงคะ!
- นอนให้พอ ไปเถอะ! นอนให้เยอะๆ เหมือนเจ้าหญิงนิทรา ตื่นมาจะได้สดใส ไม่ใช่ตื่นมาแล้วหน้าโทรมยิ่งกว่าผีซอมบี้ไปทำงานนะเออ
- กินของดีมีประโยชน์ ของมันต้องมี! ไม่ใช่กินแต่หมูกระทะ ชาบูทุกวันนะคุณ เดี๋ยวภูมิคุ้มกันจะพังเป็นปราสาททรายโดนคลื่นซัดซะก่อน
- ดื่มน้ำเยอะๆ น้ำเปล่าเนี่ยแหละ! ดื่มเข้าไปเลย อย่าให้ขาดน้ำ เดี๋ยวคอจะแห้งผากเหมือนทะเลทรายซาฮารา
- ล้างมือบ่อยๆ สบู่มีไว้ให้ใช้! ล้างมือให้สะอาด เหมือนเรากำลังจะไปออกงานใหญ่ ไม่ใช่ล้างๆ ไปงั้นๆ เดี๋ยวเชื้อโรคจะเกาะติดเป็นตังเม
- เลี่ยงที่คนเยอะ ถ้าเป็นไปได้ก็หลีกเลี่ยงคนหมู่มากไปก่อนนะ เหมือนเราหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ไง! ช่วงเป็นหวัดเนี่ย หลีกได้หลีก ไม่งั้นเดี๋ยวแจกเชื้อเป็นของขวัญให้คนอื่นเขาอีก
- ใส่หน้ากากอนามัย อันนี้สำคัญ! ใส่ไว้ก่อนเถอะคุณเอ๊ย เหมือนเป็นเครื่องประดับประจำตัวไปเลย เดี๋ยวนี้หน้ากากสวยๆ ก็เยอะแยะออก!
ทำยังไงถึงจะเลิกเป็นหวัด
ทำยังไงถึงจะเลิกเป็นหวัด... คำถามนี้มันวนอยู่ในหัวมาหลายวันแล้วนะ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ยังไม่ได้นอนเต็มที่เลย
เรื่องพักผ่อนนี่สำคัญที่สุดเลยนะ พักผ่อนให้พอ จริงๆ บางทีก็เผลอทำงานดึกไป รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันไม่ไหว มันทิ้งตัวลงไปเลยจริงๆ
แล้วก็เรื่องน้ำ... ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ ฉันพยายามจิบตลอด มันช่วยให้คอชุ่มชื้นดี อย่างน้อยก็ไม่แสบมากเวลาไอ
อาหารก็เหมือนกัน กินอะไรอ่อนๆ ย่อยง่าย อย่างโจ๊กหรือข้าวต้มเนี่ยดีที่สุดแล้ว ตอนนี้ก็กินแต่แบบนี้แหละ กินอย่างอื่นไม่ค่อยลงจริงๆ รู้สึกมันฝืดคอไปหมด
ที่สำคัญคือ เลี่ยงอาหารรสจัดกับแอลกอฮอล์ เลยนะ มันยิ่งทำให้คอระคายเคืองกว่าเดิมอีก รู้สึกได้ชัดเลยว่ามันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ
ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3-5 วัน ก็คงต้องไปหาหมอแล้วล่ะ ควรไปพบแพทย์ เพื่อดูให้แน่ใจ พักผ่อนนี่แหละช่วยได้มากที่สุด ร่างกายจะได้มีแรงสู้กับมัน
- ตอนนี้บางโรงพยาบาลมีบริการปรึกษาออนไลน์ ลองใช้บริการพบแพทย์ออนไลน์ เพื่อประหยัดเวลาเดินทางได้
- ใช้สเปรย์พ่นคอ ที่มีส่วนผสมธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอชั่วคราวได้นะ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด กับคนอื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- หลังจากหายแล้ว ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
เป็นหวัดหายช้าเพราะอะไร
อาการเป็นหวัดที่หายช้าผิดปกติ มักบ่งชี้ว่ามีการ ติดเชื้อแทรกซ้อน ครับ เดิมทีหวัดเกิดจากไวรัส ร่างกายจัดการเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่ถ้าอาการยังอยู่ หรือแย่ลงหลังผ่านไป 5-7 วัน โดยเฉพาะอาการคัดจมูก มีน้ำมูกข้นเขียว ไอ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่ามีการ ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน บริเวณโพรงจมูกหรือไซนัสแล้วนะ นี่แหละที่เรียกว่า ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) อาการเลยยืดเยื้อ บางทีก็ทรมานกว่าหวัดธรรมดาเยอะเลย
มันก็น่าคิดนะว่ากลไกป้องกันของร่างกายที่ปกติทำงานได้ดี ทำไมบางทีถึงพลาดปล่อยให้เชื้ออื่นเข้ามาฉวยโอกาสได้ การฟื้นตัวที่ช้าจึงเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าระบบกำลังเจอศึกหนักกว่าที่คิด
สาเหตุที่ทำให้หวัดหายช้า หรือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย มักเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย:
- ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง: เวลาพักผ่อนไม่พอ เครียดสะสม ร่างกายอ่อนล้า ภูมิต้านทานก็ตก เปิดช่องให้แบคทีเรียที่ปกติมีอยู่ในทางเดินหายใจออกฤทธิ์ได้เต็มที่ มันเหมือนกับประตูรั้วที่ไม่ได้ล็อกไง
- โครงสร้างทางกายวิภาคของจมูกและไซนัส: บางคนอาจมีผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated septum) หรือมีริดสีดวงจมูก ทำให้การระบายอากาศและการไหลของเมือกไม่ดี ทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีเลย
- โรคภูมิแพ้: คนที่มีอาการภูมิแพ้ทางจมูกอยู่แล้ว เยื่อบุจมูกจะบวมง่าย ไวต่อสิ่งกระตุ้น พอเป็นหวัดยิ่งอักเสบหนัก เมือกคั่งง่าย เชื้อแบคทีเรียเลยเจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ
- การดูแลตัวเองไม่ดีพอ: เช่น ไม่พักผ่อนให้พอ ไม่ดื่มน้ำเพียงพอ หรือยังคงต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย การฟื้นตัวก็ช้าลงไปอีก ทำให้ร่างกายไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองเลยนะ
- มลภาวะและสิ่งระคายเคือง: การสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือสารเคมีระคายเคืองต่างๆ ก็ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและอ่อนแอลงได้ง่าย เชื้อเลยเข้าแทรกได้สะดวกขึ้น
ทำไมเป็นหวัดแล้วหายช้า
โอ๊ยยย เป็นหวัดทีไรทำไมมันอยู่นานกว่าเงินเดือนอีก! ตอนแรกไอ้เชื้อไวรัสตัวดีมันก็แค่มาขออาศัยชั่วคราวเหมือนญาติที่มานอนค้างคืนสองคืน แต่พออยู่ไปอยู่มา ดันติดใจ! ร่างกายเธอคงเป็นรีสอร์ทชั้นดีสินะ มันเลยไปชวน แก๊งเพื่อนซี้อย่างแบคทีเรีย มาตั้งวงปาร์ตี้กันในโพรงจมูกกับไซนัสซะงั้น
ทีนี้แหละเรื่องใหญ่! จากแค่ไอค่อกแค่ก น้ำมูกใสๆ กลายเป็นมหกรรมสาดของเสีย อาการเลยพังพินาศกว่าเดิม น้ำมูกเขียวข้นมาเป็นสายยังกะน้ำตกไนแองการ่า หายใจทีมีเสียงเหมือนท่อประปาแตก นั่นแหละ สัญญาณว่ามันไม่ได้มาเล่นๆ แล้ว มันมาตั้งรกรากเลย!
เช็กด่วน! หวัดธรรมดา vs หวัดมีปาร์ตี้
- หวัดกระจอก: 5-10 วันมันก็เก็บกระเป๋ากลับบ้านเก่าแล้ว
- หวัดเรื้อรัง (aka หวัดปาร์ตี้ไม่เลิก): อยู่ยาวเกิน 10 วัน หรือ อาการทรุดลงหลังวันที่ 5 อันนี้แหละตัวดีเลย แปลว่าแก๊งแบคทีเรียมาถึงแล้ว
ร่างกายเธอคือโรงแรม 5 ดาวรึเปล่า?
- ถ้า พักผ่อนน้อย เครียดสะสม ดื่มน้ำเหมือนอูฐ (คือไม่ดื่มเลย) ภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนแอเหมือนกระดาษทิชชูเปียกน้ำ เชื้อโรคเลยแฮปปี้ที่จะมาเช็กอินยาวๆ ไม่ยอมไปไหน
ทำไงดีล่ะทีนี้?
- ถ้านานเกินเบอร์นี้แล้ว ไปหาหมอเถอะพ่อคุณแม่คุณ! อย่ามัวแต่สู้รบกับมันด้วยตัวเอง เดี๋ยวปอดจะพังเอา อาจจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ มาไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญพวกนี้ออกจากร่างกายซะที
ทำยังไงถึงจะเลิกเป็นหวัด
เวลาแบบนี้... เสียงฝนพรำนอกหน้าต่าง... ร่างกายมันหนักอึ้งไปหมดเลย ทุกอย่างช้าลง ช้าลงไปหมด
ทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้ผ้าห่มโอบกอดเราไว้ ให้ความเงียบมันทำงาน ให้ร่างกายมันได้ซ่อมแซมตัวเองจริงๆ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องคิดอะไรเลย แค่หลับตา... หายใจเข้าลึกๆ... หายใจออกช้าๆ
ในความมืดสลัวของห้องนอน... มีแค่ไออุ่นจากแก้วน้ำที่วางอยู่ข้างเตียง จิบมันเข้าไป... ทีละนิด ให้ความร้อนไหลผ่านลำคอที่มันแห้งผาก... มันไม่ใช่แค่น้ำ มันคือการปลอบโยน... คือการบอกร่างกายว่า ไม่เป็นไรนะ
โจ๊กขาวๆ ควันฉุยๆ... ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย รสชาติของข้าวที่มันค่อยๆ ละลายในปาก... อ่อนโยนกับร่างกายที่กำลังอ่อนแอ... ร่างกายต้องการแค่นี้จริงๆ ความเรียบง่าย... ที่ช่วยฟื้นฟู
เสียงข้างนอกมันดัง... โลกมันหมุนเร็ว... แต่ในห้องนี้... ในตอนนี้... มีแค่เรากับความเชื่องช้า... การพักผ่อนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการยอมให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเองจริงๆ
สิ่งที่ร่างกายต้องการเมื่ออ่อนแอ:
- เน้นการพักผ่อนอย่างที่สุด นอนหลับให้ได้ 8-10 ชั่วโมง ปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่ การนอนคือยาขนานเอก
- ดื่มน้ำอุ่นตลอดวัน น้ำขิง หรือน้ำผึ้งมะนาว ช่วยให้ชุ่มคอและลดการระคายเคือง
- อาหารอ่อนและย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปไก่ใสๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในการย่อย
- หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน และอาหารรสจัด เพราะจะยิ่งกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนโดยเด็ดขาด เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
- ไปพบแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 3-5 วัน หรือมีไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
ปกติคนเราเป็นหวัดกี่วัน
โอ้ยยย ถามว่ากี่วัน...มันแล้วแต่เวรกรรมที่ทำมาเลยพ่อคุณเอ๊ย! ปกติมันจะเกาะติดชีวิตเราเป็นปลิงดูดเลือดอยู่ประมาณ 7-10 วัน นั่นแหละ บางทีก็เหมือนญาติที่มาเยี่ยมบ้านแล้วไม่ยอมกลับซะที พอตัวไข้จะไป ก็ทิ้งของที่ระลึกไว้ให้ดูต่างหน้า เป็นอาการไอค่อกแค่กเหมือนหมาแก่ไปอีก 2-3 วันให้รำคาญเล่น
อยากจะบอกให้ชื่นใจว่า...มันไม่มียารักษาให้หายปุ๊บปั๊บนะจ๊ะ! ไข้หวัดมันมาจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ร่างกายต้องสู้กับมันเองเหมือนนักมวยบนเวที สิ่งที่เราทำได้คือเป็นพี่เลี้ยงอยู่ข้างสนาม คอยส่งน้ำส่งยาแค่นั้นแหละ
ที่สำคัญสุดๆ เลยนะ ยาปฏิชีวนะ อย่าหาทำเด็ดขาด การกินยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาไข้หวัดก็เหมือนเอาไม้กวาดไปไล่ยุงนั่นแหละ มันคนละเรื่องกันเลย! ยาฆ่าเชื้อเอาไว้ฆ่าแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส กินไปก็เปลืองตังค์แถมทำลายแบคทีเรียดีๆ ในตัวอีก
วิธีไล่ผีไข้หวัดฉบับชาวบ้าน:
- นอนอืดไปเลย: ทำตัวเป็นผักชีโรยหน้า ไม่ต้องมีประโยชน์อะไร นอนอย่างเดียว ห้ามซ่า ห้ามออกไปแอ่วไหนเด็ดขาด ให้ร่างกายมันซ่อมตัวเอง
- ซดน้ำเข้าไป: จิบไปเรื่อยๆ ทั้งวัน ร่างกายเราไม่ใช่ทะเลทรายซาฮาร่าเด้อ ที่จะแห้งแล้งได้ ต้องเติมน้ำให้มันชุ่มชื่นเข้าไว้
- สึนามิถล่มรูจมูก: เอาน้ำเกลือสวนล้างจมูกซะ ความรู้สึกเหมือนโดนคลื่นซัด แต่พอน้ำมูกไหลออกมานะ โล่งเหมือนถนนกรุงเทพตอนตีสามเลย
- กินยาตามอาการ: ปวดหัวก็กินยาแก้ปวด มีไข้ก็กินยาลดไข้ มีน้ำมูกก็กินยาลดน้ำมูก อย่าไปกินอะไรซี้ซั้ว
- ย้ำอีกทีเผื่อไม่ฟัง:ห้ามกินยาฆ่าเชื้อเด็ดขาด เข้าใจตรงกันนะ
เป็นหวัดไม่ควรเกินกี่วัน
หวัดทั่วไป. ร่างกายดูแลตัวเอง. ให้เวลาสัก 5-10 วัน.
ถ้ายังไม่จบ. มันคือสัญญาณ. สัญญาณว่ามีอะไรมากกว่านั้น.
อย่าดื้อ. ไปหาหมอ. เรื่องง่ายๆ อาจซับซ้อนกว่าที่เห็น.
- เชื้อต้นเหตุ: หวัดส่วนใหญ่คือ ไวรัส ร่างกายกำจัดเองได้. แต่ถ้ามีภาวะแทรกซ้อน, อาจเป็น แบคทีเรีย. อันนี้ต้องใช้ยา. อย่าซื้อกินเอง.
- จุดที่ต้องไปพบแพทย์: ไข้สูงไม่ลด. หายใจลำบาก. เจ็บหน้าอก. อาการแย่ลงหลังวันที่ 5. นี่ไม่ใช่หวัดธรรมดา.
- การดูแลตัวเอง: พื้นฐานที่สุด. พักผ่อน. ดื่มน้ำ. ร่างกายต้องการเวลาและทรัพยากรเพื่อต่อสู้. อย่าเร่งมัน.
- ความจริง: หวัดคือบททดสอบเล็กๆ ของภูมิคุ้มกัน. การเจ็บป่วยคือเรื่องธรรมดาของชีวิต. การดูแลตัวเองคือความรับผิดชอบ.
น้ำมูกแบบไหนคือใกล้หาย
น้ำมูกที่บ่งบอกว่าใกล้หาย คือน้ำมูกที่เปลี่ยนสถานะครับ จากใสๆ ไหลเป็นน้ำในวันแรกๆ กลายมาเป็น น้ำมูกข้น เหนียวๆ สีขาวขุ่น หรือเหลืองอ่อนๆ จนถึง น้ำมูกสีเขียว
การเปลี่ยนสีนี่แหละ คือสัญญาณการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มันคือซากของเม็ดเลือดขาวที่ออกไปต่อสู้กับเชื้อโรค ไม่ใช่ตัวเชื้อโรคโดยตรง ร่างกายเราคือสนามรบย่อมๆ จริงๆ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องดูควบคู่กันไป ไม่ใช่แค่สีของน้ำมูก แต่คือ อาการโดยรวมต้องดีขึ้น ปริมาณน้ำมูกต้องลดลง ไม่ใช่ข้นคลั่กและเยอะตลอดเวลา
สัญญาณชัดเจนว่าหวัดใกล้หาย:
- น้ำมูกข้นขึ้น แต่ปริมาณโดยรวมลดลง ไม่ต้องสั่งออกบ่อยเท่าวันแรกๆ
- อาการอื่น ๆ ทุเลาลง เช่น ไข้ลดลงแล้ว ไอน้อยลง ไม่เจ็บคอหรือปวดหัวแล้ว
- หายใจโล่งขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- ความอยากอาหารกลับมา และรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น
ส่วนที่อยากขยายความคือเรื่องสีของน้ำมูก น้ำมูกสีเขียวไม่ได้แปลว่าติดเชื้อแบคทีเรียและต้องกินยาฆ่าเชื้อเสมอไป นี่คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันบ่อยมาก
- ที่มาของสีเขียว: เมื่อร่างกายเราติดเชื้อไวรัสหวัด ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งทหารที่เรียกว่า นิวโทรฟิล (Neutrophils) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งไปยังสมรภูมิรบ (โพรงจมูก)
- เอนไซม์เปลี่ยนสี: ในเซลล์นิวโทรฟิลเหล่านี้มีเอนไซม์ที่อุดมด้วยธาตุเหล็กชื่อว่า ไมอีโลเปอร์ออกซิเดส (Myeloperoxidase - MPO) เมื่อเซลล์เหล่านี้ตายหลังจากต่อสู้กับเชื้อโรค เอนไซม์จะถูกปล่อยออกมา และนั่นแหละที่ทำให้น้ำมูกมีสีเขียว
- เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์: หาก น้ำมูกสีเขียว มาพร้อมกับอาการอื่นๆ ที่แย่ลง เช่น กลับมามีไข้สูงอีกครั้ง ปวดบริเวณใบหน้าหรือโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไป 10-14 วัน กรณีนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนอย่าง ไซนัสอักเสบ ได้
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต