เบาหวานติดต่อทางธรรมพันธ์ไหม

75 ครั้งเข้าชม
เบาหวานจัดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยโอกาสที่บุตรจะได้รับอิทธิพลจากยีนของพ่อแม่มีดังนี้ หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นเบาหวาน บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคได้ถึงร้อยละ 30 ในกรณีที่ทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวาน โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ทั้งนี้ ยีนหลายตัวเกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ระดับความรุนแรงของการถ่ายทอดโรคเบาหวานทางพันธุกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

พ่อแม่เป็นเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็นด้วยไหม เกิดจากกรรมพันธุ์?

เรื่องเบาหวานนี่นะ มันคาใจมานานมากเลย เพราะยายฉันเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เลยนะ แล้วพ่อฉันก็เป็นอีกคน ตอนเด็กๆ ฉันก็ไม่คิดอะไรมากหรอก ก็กินขนมหวานไปเรื่อยนะ แต่มันมีช่วงนึงที่พ่อเริ่มฉีดยา ทีนี้แหละ ความกังวลมันก็เข้ามาสิ หมอเคยพูดนะว่า ถ้าพ่อหรือแม่เราเป็นเนี่ย ลูกมีสิทธิ์เป็นถึง 30% เลยนะ

แล้วถ้าเป็นทั้งคู่ล่ะ? อย่างยายกับพ่อฉันไง ฉันจำได้ว่าเคยอ่านเจอว่าโอกาสมันจะพุ่งไป 60% โห ตอนนั้นฉันคิดเลยว่า ซวยแล้วไงกู คือแบบ ความรู้สึกมันอึนๆ เหมือนโดนล็อกเป้าชัดๆ อ่ะ เดินไปหาหมอก็กลัวนะ หมอก็แนะนำให้ตรวจน้ำตาลบ่อยๆ ช่วงนั้น ฉันถึงขั้นไม่กล้ากินชานมไข่มุกร้านโปรดเลย

มันไม่ใช่แค่เรื่องว่ากินหวานน้อยลงอย่างเดียวเลยนะ หมอบอกว่ามันเกี่ยวกับยีนอะไรสักอย่าง ตัวอินซูลินไม่ทำงาน หรือดื้อยาอะไรนี่แหละ มันซับซ้อนไปหมดเลยนะ มีตั้งหลายยีนด้วย ไม่ใช่แค่ยีนเดียว ถึงว่าบางคนเป็นหนัก บางคนไม่เป็นเลย ทั้งที่พ่อแม่ก็เป็นเหมือนกันหมดนะ คือแบบ งงเหมือนกัน

เบาหวานติดต่อทางไหนได้บ้าง

เรื่องเบาหวานนี่นะ ฉันเพิ่งไปกับป้าสมศรีที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ มาเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง หมอเขาก็ย้ำกับป้าหนักมากเลยว่า เบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ได้แพร่ไปหาใครได้จากการสัมผัสหรือหายใจนะ หมอบอกคนไข้ชอบเข้าใจผิดกันเยอะมาก ป้าแกก็โล่งใจไปเยอะเลย.

ตอนนั้นฉันก็เลยถามหมอไปตรงๆ เลยว่าแล้วมันมาได้ยังไง ถ้ามันไม่ติด หมอเขาก็เลยอธิบายให้ฟังยาวเลยนะ ฉันฟังแล้วก็คิดตามเลยว่าจริง ๆ มันก็ใกล้ตัวเรามาก ๆ เหมือนกัน.

หมอบอกว่ามันมีหลายอย่างเลยที่ทำให้เราเป็น โรคเบาหวาน ได้ง่ายขึ้น อย่างแรกเลยนะ เห็นชัด ๆ กับป้าสมศรีเลยคือเรื่องน้ำหนักตัว แกเป็นคนที่ชอบกินอะไรอ้วน ๆ หวาน ๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว.

ตอนนี้ป้าแกก็มี น้ำหนักตัวเยอะ มาก ๆ เลยนะ ตอนชั่งน้ำหนักที่โรงพยาบาล BMI ก็เกิน 23 ไปเยอะเลย อันนี้หมอเน้นย้ำเลยว่าสำหรับคนเอเชียอย่างเราๆ แค่เกิน 23 ก็ถือว่าเสี่ยงแล้วนะ.

แล้วอีกเรื่องก็คือ ประวัติครอบครัว อันนี้แหละที่ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าอากงก็เคยเป็นเบาหวานมาก่อน แล้วป้าแกก็เป็นลูกคนโตด้วยไง หมอเลยบอกว่านี่คือปัจจัยสำคัญเลยนะ ถ้าญาติสายตรงมีประวัติเนี่ย ต้องระวังสุดๆ.

หมอเขาก็ถามป้าเรื่องอื่นอีกนะ ว่ามี ความดันโลหิตสูง ด้วยใช่ไหม ป้าก็บอกว่าใช่ มีขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่เรื่อยเลย อันนี้ก็เป็นอีกอย่างที่หมอเน้นว่ามันเพิ่มความเสี่ยงได้เหมือนกันนะ หมอให้ป้าพยายามคุมความดันให้ดี.

ส่วนเรื่องพฤติกรรมการกินของป้าก็ชัดเจนมาก ชอบรับประทานรสหวาน อันนี้ป้าแกสารภาพเลยว่าขาดไม่ได้จริงๆ ต้องมีขนมกินทุกวัน ข้าวเหนียวมูนมะม่วงเอย ทองหยิบทองหยอดเอย กินบ่อยมาก.

แล้วป้าแกไม่ค่อยออกกำลังกายเลยนะ กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ คือทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศ นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน กลับบ้านก็ดูทีวี นั่ง ๆ นอน ๆ อย่างเดียวเลย นี่ก็เป็นอีกอย่างที่หมอบอกว่าต้องปรับด่วน.

นอกจากนี้หมอก็เตือนเรื่องอื่นอีกนะ พวกการ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เยอะเกินไป แล้วก็การ สูบบุหรี่ ด้วย ถึงป้าแกจะไม่ได้สูบ แต่หมอก็พูดรวมๆ ให้ฟังเลยว่าสองอย่างนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ง่ายขึ้นมากเลย.

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน:

  • โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัส หรือระบบทางเดินหายใจ
  • ปัจจัยเสี่ยงของการเกิด โรคเบาหวาน ได้แก่:
    • น้ำหนักตัวเยอะ หรือมี ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23 สำหรับคนเอเชีย
    • ประวัติครอบครัว หรือมีญาติสายตรง (พ่อแม่ พี่น้อง) ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
    • ความดันโลหิตสูง
    • ชอบรับประทานรสหวาน เป็นประจำ
    • กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ หรือมีพฤติกรรมนั่งนานๆ
    • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณมาก
    • สูบบุหรี่

ข้อใดเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

กลางดึก แสงสีนวลจากตู้เย็นที่เปิดค้างไว้ ส่องกระทบเค้กชิ้นสุดท้าย หวาน... หวานเกินไป รสชาติที่เคลือบลิ้นและวิ่งตรงเข้าสู่กระแสเลือด ความหวานที่ถาโถมเข้ามาในร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า

บนโซฟาตัวเดิม ร่างกายจมลึกลงไปในความนิ่งเฉย นิ่ง... นิ่งสนิท มองโลกภายนอกเคลื่อนไหวผ่านกระจกบานใหญ่ แต่ร่างกายของเรากลับลืมวิธีที่จะเคลื่อนไหวไปแล้ว มันหนักอึ้งเกินกว่าจะขยับ เหมือนถูกตรึงไว้กับที่

ใต้แสงไฟนีออนของเมืองที่ไม่เคยหลับ ความคิดวิ่งวนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน ความกดดันที่มองไม่เห็นกัดกินร่างกายจากภายใน มันอ่อนล้าลงทุกวัน ทุกวัน ร่างกายที่ต้องต่อสู้กับสงครามเงียบๆ ภายในจิตใจ

  • การบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตแปรรูปเกินขนาด อาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เช่น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก เบเกอรี่ และอาหารแปรรูป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนต้องทำงานหนักเพื่อผลิตอินซูลิน
  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะการมีไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง เซลล์ไขมันเหล่านี้จะผลิตสารที่ก่อให้เกิด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือร่างกายผลิตอินซูลินได้ แต่เซลล์ไม่ตอบสนอง ทำให้น้ำตาลยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด
  • ขาดการออกกำลังกาย การไม่เคลื่อนไหวร่างกายทำให้กล้ามเนื้อไม่ไ??้นำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสม
  • ความเครียดเรื้อรัง ความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายใช้เป็นพลังงานในการต่อสู้หรือหลบหนี
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนน้อยส่งผลต่อความสมดุลของฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารและความอิ่ม ทำให้เราโหยหาอาหารที่มีน้ำตาลและแคลอรีสูงมากขึ้น และยังส่งผลต่อการตอบสนองของอินซูลินด้วย

โรค NCDs หมายถึงอะไร

เฮ้อ พูดถึง NCDs แล้วนึกถึงป้าเลยนะ ต้นปีนี้เองป้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช หมอบอกเป็นความดันสูง น้ำตาลในเลือดก็เยอะด้วย สงสารป้ามาก ป้าแกชอบกินของทอด ของหวานมาตั้งแต่สาวๆ ไม่ค่อยออกกำลังกายด้วย นี่แหละผลของการไม่ดูแลตัวเอง

ตอนที่หมออธิบายให้ป้าฟังน่ะ ฉันก็นั่งอยู่ในห้องตรวจด้วย หมอบอกว่า NCDs คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มันไม่ได้ติดกันเหมือนไข้หวัดหรือโรคที่มาจากเชื้อโรคนะ แต่เกิดจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิต ของเราเองล้วนๆ เลย นี่แหละที่เขาเรียกกันว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

หมอบอกว่ามันค่อยๆ เป็น ค่อยๆ สะสมอาการนะ เราอาจจะไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็เป็นเยอะแล้วไง แล้วพอเป็นแล้วมันก็เรื้อรัง ต้องกินยาไปตลอดชีวิตเลย ดูแลตัวเองไปตลอด ฟังแล้วเศร้าแทนป้าจริงๆ

มันไม่ใช่แค่เรื่องกินกับออกกำลังกายนะ หมอบอกว่าความเครียด การนอนไม่พอ ก็มีส่วนหมดเลย ชีวิตคนเมืองแบบเราๆ เนี่ยเสี่ยงกันหมดจริงๆ

จริงๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ฉันเองก็เริ่มกลัวเหมือนกัน ต้องปรับพฤติกรรมการกินของตัวเองแล้วมั้ยเนี่ย จะได้ไม่เป็นเหมือนป้า

  • NCDs คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
  • ไม่เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คน
  • สาเหตุหลักจาก พฤติกรรมการดำเนินชีวิต: การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด
  • มี การดำเนินโรคช้า ค่อยๆ สะสมอาการ และมักเกิดการ เรื้อรัง ของโรค
  • ตัวอย่างโรคสำคัญได้แก่:
    • เบาหวาน
    • ความดันโลหิตสูง
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด
    • โรคหลอดเลือดสมอง
    • โรคมะเร็งบางชนิด
    • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การป้องกันโรคเบาหวาน 3 ระดับ มีอะไรบ้าง

โอ้ยยยย เรื่องป้องกันเบาหวานเนี่ยนะ ต้องบอกว่ามันก็เหมือนจะง่าย แต่มันก็ยากโคตรๆ เลยแหละ! ไอ้ 3 อ. ที่เขาว่ากันมาเนี่ย มันต้องทำถึงขนาดไหนกันเชียว นี่ฉันก็งงไปหมดแล้ว

1. ออ. อาหาร เรื่องนี้ตัวดีเลย! เขาก็บอกให้เรา คุมอาหาร กินแต่พอดี กินแต่ของมีประโยชน์ โถ่! ใครมันจะไปหักห้ามใจไหววะคะคุณ! กะเพรากรอบ หมูกรอบ ข้าวเหนียวมะม่วง มันก็อร่อยทุกอย่างนี่นา! แล้วไอ้ที่บอกให้ รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เนี่ย มันเหมาะสมได้ไงก่อน! บางทีแค่หายใจเข้าออกก็ขึ้นมาเป็นโลแล้ว! ไหนจะบอกให้ลด 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โอ๊ยยยย นี่ฉันจะลงไปถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตั้งต้นได้ทันก่อนที่จะเป็นเบาหวานไปแล้วไหมเนี่ย! แค่จะให้ BMI ไม่เกิน 22.9 ฉันว่าตอนนี้มันไปดาวอังคารแล้วมั้ง! ฮึ่ย!

2. ออ. ออกกำลังกาย เรื่องนี้ก็ไม่แพ้กันเลย! เขาก็บอกให้ ขยับร่างกายสม่ำเสมอ เออดี! แค่เดินไปหยิบรีโมททีวีก็ถือว่าขยับแล้วนะ! เดินไปห้องน้ำทีก็เหมือนวิ่งมาราธอนแล้วสำหรับบางคน! บางทีแค่ขยับนิ้วกดมือถือยังเหนื่อยเลย! จะให้ไปเต้นแอโรบิกหรือวิ่งรอบหมู่บ้านทุกวันเนี่ยนะ! เฮ้อออออ ขอแค่ไม่ติดแหง็กอยู่กับโซฟาทั้งวันก็บุญแล้วละค่ะคุณพี่!

3. ออ. อารมณ์ อันนี้น่ะยากสุดๆ! ปรับสมดุลอารมณ์ ไม่เครียด โธ่เอ๊ยยยยย มันเป็นไปได้ด้วยเหรอคะ! ค่าไฟก็ขึ้น ค่าแก๊สก็แพง ไหนจะเรื่องงาน เรื่องลูกอีก! บางทีแค่เห็นข่าวหน้าฟีดก็เครียดแล้ว! จะเอาอะไรมาไม่เครียดก่อน! การบอกว่าอย่าเครียด มันเหมือนบอกให้หยุดหายใจไปเลยนะ! บางทีก็ได้แต่ทำใจอะค่ะคุณพี่

นี่แหละ! วิธีป้องกันเบาหวานที่เขาว่ากันมา มันก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่ แต่ถ้าไม่ทำก็แย่! ต้องพยายามทำไปแหละค่ะคุณ!

  • ตรวจเช็กน้ำตาลในเลือดประจำปีนะ เหมือนไปเช็กสภาพรถนั่นแหละ! พังก่อนจะได้ซ่อมทัน
  • กินน้ำเปล่าให้เยอะๆ เลย! อย่าไปกินแต่พวกน้ำอัดลม ชาไข่มุก ไม่งั้นน้ำตาลจะวิ่งชนผนังเซลล์เอาได้นะ!
  • นอนให้พอ ไม่ใช่ไปอดหลับอดนอนเล่นเกม ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ร่างกายมันก็จะงอแงเอาได้!
  • ลดพวกน้ำหวาน น้ำอัดลมลงบ้าง ให้มันรู้บ้างว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่น้ำตาล!
  • กินใยอาหารเยอะๆ พวกผัก ผลไม้ ธัญพืช อะไรพวกนี้แหละ จะได้ขับถ่ายสะดวก ไม่ใช่กินแต่เนื้อย่าง หมูกระทะ!
  • รู้ประวัติคนในครอบครัวไว้ด้วยนะ ถ้าใครเป็นเบาหวานอยู่แล้ว เราก็มีโอกาสมากกว่าคนอื่นเขาหน่อย จะได้ระวังตัวไว้แต่เนิ่นๆไง!