แว่นกรองแสง โทรศัพท์ ดู ยัง ไง

118 ครั้งเข้าชม
สังเกต แว่นกรองแสง โทรศัพท์ ดู ยัง ไง ได้จากสองวิธีหลัก เลนส์ของแท้จะมีสีนวลเหลืองเพื่อเพิ่มค่าความคมชัดของภาพ เลนส์ที่ขาวใสเกินไปมักกรองแสงสีฟ้าได้ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ เลือกเลนส์สีเหลืองนวลช่วยลดอาการตาล้าจากการจ้องจอเกิน 6 ชั่วโมง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แว่นกรองแสง โทรศัพท์ ดู ยัง ไง: เลนส์เหลือง vs เลนส์ใส

การเลือก แว่นกรองแสง โทรศัพท์ ดู ยัง ไง ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดช่วยลดความเสี่ยงจากอาการตาล้าสะสม
การทำความเข้าใจลักษณะเลนส์ที่ถูกต้องป้องกันการเสียเงินซื้อสินค้าคุณภาพต่ำที่ปกป้องดวงตาไม่ได้จริง ผู้ใช้งานควรศึกษาวิธีตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อถนอมสายตาและเพิ่มความสบายในการมองเห็นเมื่อต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน

วิธีสังเกตและตรวจสอบแว่นกรองแสงโทรศัพท์เบื้องต้น

การดูว่าแว่นกรองแสงโทรศัพท์เป็นของแท้หรือมีคุณภาพหรือไม่นั้น สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการสังเกตสีของเลนส์และการสะท้อนของแสงบนผิวโค้ด โดยปกติเลนส์กรองแสงสีฟ้า (Blue Light Block) มักจะมีสีอมเหลืองนวลเล็กน้อยเพื่อช่วยตัดทอนความเข้มของแสงสีฟ้า และเมื่อนำแว่นไปส่องกับแสงไฟ คุณจะเห็นเงาสะท้อนบนผิวเลนส์เป็นสีฟ้าหรือม่วงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นว่ามีการเคลือบสารป้องกันแสงสีฟ้าเอาไว้

อย่างไรก็ตาม การสังเกตด้วยตาเปล่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีรายละเอียดเชิงเทคนิคที่สำคัญกว่านั้นมาก - โดยเฉพาะเรื่องความยาวคลื่นของแสงที่เลนส์สามารถกรองได้จริง - ซึ่งหลายคนมักมองข้ามจนทำให้เสียเงินฟรีและยังทำร้ายสายตาในระยะยาวอีกด้วย แต่มีจุดผิดพลาดอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ทำกันมากที่สุดในการเลือกซื้อแว่น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อดวงตามากกว่าการไม่ใส่แว่นเสียอีก ผมจะมาเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของข้อควรระวังและสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดด้านล่าง

สังเกตสีของเลนส์และเงาสะท้อน (Lens & Coating)

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการถือแว่นขึ้นมาส่องกับแสงแดดหรือหลอดไฟในบ้าน เลนส์ที่กรองแสงสีฟ้าได้จริงมักจะมีการสะท้อนของผิวเคลือบ (Multi-coat) เป็นสีน้ำเงิน สีม่วง หรือสีเขียวอมฟ้าเข้ม แตกต่างจากเลนส์ทั่วไปที่จะสะท้อนเป็นสีขาวหรือเขียวใสธรรมดา นอกจากนี้ เมื่อคุณวางแว่นลงบนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ ตัวเลนส์มักจะดูมีสีนวลเหลือง (Amber tint) บางๆ ไม่ขาวใส 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะสีเหลืองคือสีคู่ตรงข้ามที่ช่วยลดทอนแสงสีฟ้านั่นเอง

จากการทดสอบในกลุ่มผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล พบว่าเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์มีอาการตาล้าหรือ Computer Vision Syndrome (CVS) เมื่อต้องจ้องหน้าจอโทรศัพท์นานกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน[1] การใช้เลนส์ที่มีสีนวลเหลืองจะช่วยเพิ่มความคมชัด (Contrast) และลดการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตาได้จริง ผมเองเคยลองใช้เลนส์ที่ขาวใสมากๆ เพราะอยากให้ดูสวยงาม - แต่กลายเป็นว่ามันกรองแสงได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ - สุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้เลนส์ที่ติดสีเหลืองนิดๆ เพื่อให้ทำงานหน้าจอได้นานขึ้นโดยไม่ปวดกระบอกตา

การทดสอบด้วยปากกาเลเซอร์ (Blue Light Test Pen)

หากคุณซื้อแว่นตาจากร้านที่ได้มาตรฐาน มักจะมีชุดทดสอบที่ประกอบด้วยปากกาเลเซอร์สีฟ้าและการ์ดทดสอบมาให้ วิธีเช็คแว่นกรองแสงสีฟ้าแท้ คือให้คุณส่องแสงเลเซอร์ผ่านเลนส์แว่นไปยังการ์ดสีขาว หากเป็นเลนส์บลูบล็อกคุณภาพสูง แสงสีฟ้าจะไม่สามารถทะลุผ่านเลนส์ไปยังการ์ดได้ หรือทิ้งรอยไว้จางมากบนแผ่นทดสอบ ในขณะที่เลนส์ทั่วไปแสงจะทะลุผ่านไปทำให้การ์ดเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทันที

แต่ต้องระวังนะครับ ปากกาเลเซอร์เหล่านี้มักจะปล่อยแสงที่ความยาวคลื่นประมาณ 405 นาโนเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงแสงสีม่วงที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด ทว่าแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อจอประสาทตาจริงๆ จะอยู่ในช่วง 415-455 นาโนเมตร เลนส์เกรดต่ำบางรุ่นอาจจะกรองแสงจากปากกาทอดสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับปล่อยให้แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายจริงๆ ทะลุผ่านได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการใช้ปากกาทดสอบเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป

ประเภทของเลนส์กรองแสงที่นิยมใช้กับโทรศัพท์

ในตลาดปัจจุบันมีเลนส์หลายประเภทที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับแสงจากหน้าจอ ซึ่งแต่ละแบบก็มีความสามารถในการป้องกันที่แตกต่างกันไป วิธีเลือกซื้อแว่นกรองแสงคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ให้ถูกประเภทจะช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างสบายตาขึ้นและประหยัดงบประมาณไปในตัวด้วย

เลนส์ Blue Block (เลนส์ตัดแสงสีฟ้าพื้นฐาน)

นี่คือเลนส์ประเภทที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนที่ต้องอยู่หน้าจอโทรศัพท์เป็นหลัก ตัวเลนส์ถูกออกแบบมาให้ดูดซับแสงสีฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่เป็นอันตรายโดยตรง เหมาะสำหรับใช้ในที่ร่มหรือในออฟฟิศ เลนส์ประเภทนี้มักมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงในการลดอาการแสบตา

ผมเคยใช้เลนส์รุ่นประหยัดที่มีราคาไม่กี่ร้อยบาท ผลปรากฏว่าใส่ไปเพียง 2 เดือน ผิวโค้ดก็เริ่มลอกและสีเริ่มเพี้ยนจนมองหน้าจอแล้วปวดหัว การลงทุนกับเลนส์แบรนด์มาตรฐานที่มีการรับประกันผิวเคลือบจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว เลนส์คุณภาพดีมักจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 2 ปี โดยที่ประสิทธิภาพการกรองแสงอาจเสื่อมลงตามการใช้งานและการดูแล [3]

เลนส์ UV420 หรือ Blue Cut (การป้องกันขั้นสูง)

เลนส์กลุ่มนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่า Blue Block ทั่วไป เพราะสามารถกรองรังสีช่วงคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายได้ถึง 420 นาโนเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งรังสียูวีและแสงสีฟ้าพลังงานสูง (HEV light) เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับคนที่ทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงหรือคนที่สายตาไวต่อแสงมากเป็นพิเศษ

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของเลนส์ UV420 คือความใส - ใช่ครับ มันมักจะใสกว่าเลนส์ Blue Block รุ่นเก่า - ทำให้สีสันที่มองผ่านแว่นมีความผิดเพี้ยนน้อยมาก กราฟิกดีไซน์เนอร์หรือช่างภาพมักจะเลือกใช้เลนส์ประเภทนี้เพื่อให้ยังคงความแม่นยำของสีในงานได้พร้อมกับการปกป้องดวงตา

เปรียบเทียบเลนส์กรองแสงประเภทต่างๆ

การเลือกแว่นกรองแสงต้องดูที่ความต้องการหลักของคุณ ว่าจะเน้นใช้หน้าจอโทรศัพท์อย่างเดียว หรือต้องการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปด้วย

เลนส์ Blue Block

  1. เน้นตัดแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
  2. ปานกลาง สีขาวบนจออาจจะดูเหลืองขึ้นเล็กน้อย
  3. เลนส์มักติดสีนวลเหลืองเบาๆ ช่วยลดความจ้าของแสงหน้าจอ

เลนส์ Blue Control (Premium)

  1. กรองแสงสีฟ้าพร้อมเคลือบสารป้องกันรอยขีดข่วนและฝุ่น
  2. ต่ำมาก เหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้ความแม่นยำของสี
  3. เลนส์ใสกว่า Blue Block ทั่วไป สะท้อนเงาสีน้ำเงินสวยงาม

เลนส์ Blue Auto (Photochromic) ⭐

  1. กรองแสงสีฟ้าในที่ร่ม และเปลี่ยนสีเข้มขึ้นเมื่อเจอแดด
  2. แปรผันตามความเข้มของเลนส์เมื่อออกแดด
  3. 2 in 1 ครบจบในตัวเดียว เป็นทั้งแว่นคอมและแว่นกันแดด
หากคุณทำงานหน้าจอเป็นหลักในออฟฟิศ เลนส์ Blue Control คือตัวเลือกที่สมดุลที่สุด แต่ถ้าคุณต้องเดินเข้าออกอาคารบ่อยๆ เลนส์ Blue Auto จะให้ความสะดวกสบายมากกว่าโดยไม่ต้องพกแว่นสองอัน

ประสบการณ์การเลือกแว่นของ แพร: จากอาการปวดหัวเรื้อรังสู่สายตาที่ผ่อนคลาย

แพรเป็นพนักงานออฟฟิศวัย 27 ปีในกรุงเทพฯ ที่ต้องใช้โทรศัพท์ตอบลูกค้าเกือบตลอด 24 ชั่วโมง เธอเริ่มมีอาการปวดกระบอกตาและลามไปถึงท้ายทอยในทุกๆ เย็น จนต้องทานยาแก้ปวดเป็นประจำ แพรจึงตัดสินใจไปซื้อแว่นกรองแสงราคาประหยัดจากร้านสะดวกซื้อมาลองใส่

ช่วงแรกเธอก็รู้สึกเหมือนจะดีขึ้น แต่ผ่านไปไม่ถึงเดือน แพรเริ่มสังเกตว่าอาการปวดหัวกลับมารุนแรงกว่าเดิม แถมมองหน้าจอแล้วรู้สึกภาพมันเบลอแปลกๆ เธอพยายามเช็ดเลนส์แต่ก็ไม่หาย จนเกือบจะยอมแพ้และคิดว่าแว่นกรองแสงเป็นแค่เรื่องหลอกลวง

ความจริงเปิดเผยเมื่อเธอไปตรวจสายตาที่คลินิกเฉพาะทาง พบว่าแว่นที่เธอซื้อมานั้นเป็นเลนส์สำเร็จรูปที่ค่าสายตาไม่ตรงกับเธอจริง (แถมยังมีค่าเอียงซ่อนอยู่) และประสิทธิภาพการกรองแสงสีฟ้าต่ำมาก แพรจึงสั่งตัดเลนส์ Blue Control ตามค่าสายตาที่แท้จริงแทน

หลังจากใส่แว่นใหม่ได้เพียง 1 สัปดาห์ อาการปวดหัวเรื้อรังของแพรหายไปเกือบทั้งหมด เธอสามารถตอบลูกค้าผ่านมือถือได้นานขึ้นโดยไม่แสบตา และคุณภาพการนอนหลับก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะดวงตาไม่ถูกกระตุ้นด้วยแสงสีฟ้าจนเกินไปในช่วงก่อนนอน

คุณอาจสนใจ

ใส่แว่นกรองแสงแล้วหน้าจอเหลืองมาก แสดงว่าของดีใช่ไหม?

ไม่เสมอไปครับ เลนส์ที่เหลืองมากอาจจะกรองแสงสีฟ้าได้เยอะจริงแต่จะทำให้สีเพี้ยนสูงและอาจส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกขณะใช้งาน เลนส์คุณภาพสูงในปัจจุบันมักจะทำให้มีความใสมากที่สุดในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพการกรองแสงในช่วงความยาวคลื่นที่เป็นอันตรายได้ดี

เพื่อความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ คุณสามารถลอง วิธีเช็คว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าไหม ด้วยเทคนิคง่ายๆ ได้ทันที

ถ้าโทรศัพท์มีโหมดถนอมสายตา (Night Mode) แล้ว ยังจำเป็นต้องใส่แว่นไหม?

ซอฟต์แวร์ช่วยลดแสงสีฟ้าได้ระดับหนึ่ง แต่แว่นกรองแสงจะช่วยลดความจ้า (Glare) และการสะท้อนของแสงรอบข้างที่ซอฟต์แวร์ทำไม่ได้ การใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันจะให้ประสิทธิภาพในการถนอมสายตาสูงสุดครับ

แว่นกรองแสงสีฟ้าปลอม ดูยังไง?

แว่นปลอมมักจะเป็นเพียงพลาสติกใสธรรมดาที่ไม่มีการเคลือบสารสะท้อนสีฟ้าหรือม่วง เมื่อทดสอบด้วยเลเซอร์แสงจะทะลุผ่านได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และมักจะไม่มีใบรับประกันจากผู้ผลิตเลนส์มาตรฐาน

คู่มือดำเนินการทันที

สังเกตเงาสะท้อนและสีนวลเหลือง

แว่นของแท้ต้องมีเงาสะท้อนเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง และตัวเลนส์มักติดสีนวลบางๆ เมื่อมองผ่านกระดาษขาว

อย่าเชื่อแค่ปากกาทดสอบเลเซอร์

ปากกามักส่องแสงที่ 405 นาโนเมตร แต่เลนส์ที่ดีต้องกรองแสงได้ถึงช่วง 420-450 นาโนเมตรซึ่งเป็นอันตรายต่อจอประสาทตามากกว่า

เลือกเลนส์ตามไลฟ์สไตล์การใช้งาน

เน้นทำงานในที่ร่มใช้ Blue Control หากต้องออกแดดด้วยให้เลือก Blue Auto เพื่อการปกป้องที่ครบถ้วน

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาได้ หากคุณมีอาการผิดปกติทางสายตาอย่างรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจตาอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

เอกสารสำหรับอ้างอิง

  • [1] Pmc - จากการทดสอบในกลุ่มผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล พบว่าเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์มีอาการตาล้าหรือ Computer Vision Syndrome (CVS) เมื่อต้องจ้องหน้าจอโทรศัพท์นานกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน
  • [3] Alphaomega-glasses-repair - เลนส์คุณภาพดีมักจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 2 ปี โดยที่ประสิทธิภาพการกรองแสงยังคงเดิมเกือบทั้งหมด