โรคจากการทํางานมีกี่โรค
โรคจากการทํางานมีกี่โรค? สรุป 32 กลุ่มโรคตามกฎหมาย
การทราบว่า โรคจากการทํางานมีกี่โรค ช่วยให้คนวัยทำงานตระหนักถึงความเสี่ยงแฝงในอาชีพและป้องกันปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ทันเวลา.
การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงทางกายภาพและรักษาสิทธิสวัสดิการของตนเองอย่างถูกต้อง.
ผู้ประกอบอาชีพควรเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว.
โรคจากการทํางานมีกี่โรค และกลุ่มไหนบ้างที่คนไทยต้องเฝ้าระวัง
การระบุว่าโรคจากการทำงานมีกี่โรคนั้นอาจมองได้หลายมุมมองตามกฎหมายและบริบททางสาธารณสุข.
อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตามประกาศกระทรวงแรงงานฉบับล่าสุด โรคจากการประกอบอาชีพ 32 โรคหรือกลุ่มโรคหลัก โดยมี 6 กลุ่มโรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพปี 2562 เนื่องจากมีสถิติการเกิดที่สูงและส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตของคนวัยทำงาน.
จำนวนโรคเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ตายตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจำแนกเพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยและคุ้มครองแรงงาน.
โดยโรคจากการทำงานตามกฎหมายแรงงาน คือโรคที่เกิดจากปัจจัยในงานโดยตรง เช่น สารเคมีหรือเสียงดัง ขณะที่โรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน อาจมีปัจจัยอื่นมาผสม เช่น อาการโรคที่เกิดจากการทำงาน เช่น ออฟฟิศซินโดรมหรือความเครียด.
ซึ่งในภาพรวมนั้น ครอบคลุมตั้งแต่อาการทางกายภาพจนถึงภาวะทางสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต.
การจำแนก 32 กลุ่มโรคตามกฎหมายแรงงาน
ตามกฎหมายแรงงานไทยได้แบ่งกลุ่มโรคจากการประกอบอาชีพไว้เพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงทุกมิติ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้: กลุ่มโรคจากสารเคมี (41 ชนิดย่อย): ครอบคลุมการได้รับพิษจากสารต่างๆ เช่น ตะกั่ว, ปรอท, สารหนู, แคดเมียม และสารกำจัดศัตรูพืช กลุ่มโรคจากสาเหตุทางกายภาพ: เช่น โรคหูตึงจากเสียงดังเกินมาตรฐาน, โรคจากแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลต่อข้อต่อ, และภาวะผิดปกติจากอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นจัด กลุ่มโรคจากสารชีวภาพ: โรคติดเชื้อที่สัมพันธ์กับลักษณะงาน เช่น วัณโรคในบุคลากรทางการแพทย์ หรือโรคแอนแทรกซ์ในผู้สัมผัสสัตว์ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ: ได้แก่ โรคปอดจากฝุ่นฝ้าย (Byssinosis), โรคซิลิโคสิสจากฝุ่นทราย และโรคจากใยหิน (Asbestosis) กลุ่มโรคผิวหนัง: อาการผิวหนังอักเสบจากการแพ้หรือสัมผัสสารเคมีต่อเนื่องในโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อ: เช่น ปวดหลังเรื้อรังจากการยกของหนัก หรืออาการพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ
ในแต่ละปี สถิติระบุว่าโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานในกลุ่มกระดูกและกล้ามเนื้อครองสัดส่วนสูงที่สุด.
โดยมีผู้ป่วยเข้าข่ายกลุ่มนี้จำนวนมากของเคสโรคจากการทำงานทั้งหมด สาเหตุหลักมาจากท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมและการทำงานซ้ำซากเป็นเวลานาน.
ซึ่งการป้องกันทำได้ยากกว่าการรักษาเนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่สะสมทีละน้อย.
6 โรคเฝ้าระวังสำคัญตาม พ.ร.บ. ปี 2562
นอกจาก 32 กลุ่มโรคหลักแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ 6 กลุ่มโรคภายใต้ 6 กลุ่มโรคเฝ้าระวัง พรบ 2562 เพื่อยกระดับการตรวจติดตามและควบคุม.
โดยกลุ่มนี้ถือเป็นด่านหน้าของอันตรายจากการทำงานยุคใหม่.
1. โรคจากตะกั่ว: พบบ่อยในโรงงานทำแบตเตอรี่ หรืองานหลอมโลหะ
2. โรคฝุ่นซิลิกา (Silicosis): เกิดจากการสูดดมฝุ่นทรายในงานก่อสร้างหรืองานสกัดหิน
3. โรคจากใยหิน (Asbestosis): เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง เบรก และคลัตช์รถยนต์รุ่นเก่า
4. โรคจากพิษสารกำจัดศัตรูพืช: กลุ่มเกษตรกรที่ใช้สารเคมีโดยขาดการป้องกัน
5. โรคจากภาวะอับอากาศ: อันตรายถึงชีวิตจากการทำงานในบ่อบำบัดน้ำเสียหรืออุโมงค์
6. โรคจากฝุ่น PM2.5 ในที่ทำงาน: สำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในพื้นที่ก่อสร้างที่มีความเข้มข้นของฝุ่นสูงต่อเนื่อง
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ โรคจากฝุ่นซิลิกามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนงานโรงโม่หินและงานก่อสร้าง.
โดยพบว่าหากสูดดมฝุ่นที่มีความเข้มข้นสูงเกินมาตรฐานเป็นเวลาเพียง 5-10 ปี ก็สามารถเริ่มแสดงอาการปอดอักเสบเรื้อรังได้แล้ว ซึ่งความเสียหายนี้มักย้อนกลับไม่ได้.
ออฟฟิศซินโดรม: โรคยอดฮิตที่คนทำงานมักมองข้าม
แม้จะไม่ถูกระบุว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงในตอนต้น โรคที่เกิดจากการทำงาน มีอะไรบ้าง แต่ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงานที่มีคนเป็นมากที่สุดในปัจจุบัน.
อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือปวดหลังส่วนล่างไม่ใช่แค่เรื่องปกติของคนทำงาน แต่มันคือสัญญาณเตือนของกล้ามเนื้อที่อักเสบเรื้อรัง.
จากข้อมูลการสำรวจคนทำงาน พบว่ากว่า 80% มีอาการเข้าข่ายออฟฟิศซินโดรมอย่างน้อย 1 อาการในรอบปีที่ผ่านมา.
และในจำนวนนี้ประมาณ 10-15% จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ลามไปสู่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท.
ผมเคยคิดว่าแค่ออกกำลังกายตอนเย็นก็พอแล้ว - แต่ความจริงคือการนั่งผิดท่า 8 ชั่วโมงต่อวันทำลายสุขภาพได้มากกว่าที่การวิ่ง 30 นาทีจะชดเชยได้.
ความเข้าใจผิดนี้ทำให้ผมเกือบต้องผ่าตัดหมอนรองกระดูก จนกระทั่งผมหันมาปรับโต๊ะทำงานและลุกขึ้นยืดเหยียดทุกชั่วโมง.
อาการที่เคยเจ็บแปลบถึงปลายนิ้วก็ค่อยๆ หายไปใน 3 เดือน.
ความแตกต่างระหว่างโรคจากการทำงานและโรคทั่วไป
สิ่งที่ทำให้โรคจากการทำงานแตกต่างจากโรคทั่วไปคือ ความสัมพันธ์กับเวลาและสถานที่.
หากคุณปวดหลังเฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่อาการดีขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่างานของคุณมีปัญหา.
เปรียบเทียบประเภทของโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน
เพื่อให้เข้าใจสิทธิการรักษาและความคุ้มครอง คุณควรแยกให้ออกระหว่างโรคที่เกิดจากงานโดยตรงและโรคที่งานมีส่วนร่วมกระตุ้นโรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Disease)
- ต้องพบสารพิษในเลือดหรือมีประวัติการทำงานในพื้นที่เสี่ยงชัดเจน
- เกิดจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน 100% เช่น สัมผัสสารเคมีหรือเสียงดัง
- เบิกจ่ายจากกองทุนเงินทดแทนได้เต็มจำนวนตามกฎหมาย
โรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (Work-related Disease)
- วินิจฉัยยากกว่า ต้องดูประวัติพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบด้าน
- มีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น งานบวกกับพฤติกรรมส่วนตัว (ออฟฟิศซินโดรม, ความดัน)
- มักใช้สิทธิประกันสังคมทั่วไป หรือสิทธิการรักษาปกติ
กรณีศึกษา: เมื่อเสียงเงียบลงของพนักงานโรงงาน
สมชาย พนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานทอผ้าที่สมุทรปราการ ทำงานท่ามกลางเสียงเครื่องจักรดังกระหึ่มมานานกว่า 10 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่าต้องเร่งเสียงทีวีที่บ้านดังขึ้นเรื่อยๆ และมักจะไม่ได้ยินเวลาภรรยาเรียกจากห้องข้างๆ แต่เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของอายุที่มากขึ้น
เขาทดลองใช้ที่อุดหู (Earplugs) บ้างไม่ใช้บ้างเพราะรู้สึกรำคาญและเจ็บรูหู ผลที่ตามมาคือเขาสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานผิดพลาดจนเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยในไลน์ผลิตบ่อยครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
หลังจากตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์อาชีวเวชศาสตร์พบว่าสมชายสูญเสียการได้ยินไปแล้วกว่า 40% ในย่านความถี่สูง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหูตึงจากเสียงดังจากการทำงาน นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างเคร่งครัดและปรับเปลี่ยนหน้างาน
แม้การได้ยินที่เสียไปจะไม่สามารถเรียกคืนได้ 100% แต่หลังการรักษาและใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้อง ผลตรวจหูในอีก 1 ปีต่อมาพบว่าระดับการได้ยินคงที่ ไม่ทรุดลงไปมากกว่าเดิม และเขายังได้รับเงินทดแทนความสูญเสียอวัยวะจากกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย
คำถามทั่วไป
ปวดหลังจากการนั่งทำงานนานๆ เบิกเงินทดแทนได้ไหม?
กรณีออฟฟิศซินโดรมมักจัดเป็นโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน การเบิกกองทุนเงินทดแทนทำได้ยากกว่าอุบัติเหตุ ต้องมีใบรับรองจากแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่ยืนยันว่าเกิดจากลักษณะงานจริงๆ ส่วนใหญ่แรงงานจะใช้สิทธิประกันสังคมปกติในการรักษา
ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง?
คุณควรจดบันทึกรายชื่อสารเคมีหรือลักษณะความเสี่ยงที่เจอ (เช่น เสียงดัง, ฝุ่น, ท่าทางที่ทำซ้ำๆ) เพื่อแจ้งแพทย์ เพราะการตรวจสุขภาพทั่วไปกับการตรวจตามความเสี่ยงในงานนั้นใช้วิธีการและแล็บที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าบริษัทไม่พาไปตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง เราทำอย่างไรได้บ้าง?
ตามกฎหมายนายจ้างมีหน้าที่จัดให้มีการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง หากนายจ้างไม่ดำเนินการ คุณสามารถปรึกษากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือขอรับการตรวจที่คลินิกโรคจากการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐได้ด้วยตนเอง
ประเด็นที่ควรทราบ
กฎหมายคุ้มครอง 32 กลุ่มโรคคนทำงานควรศึกษาว่างานของตนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 32 โรคหรือไม่ เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินทดแทนและสวัสดิการรักษาที่ถูกต้อง
ออฟฟิศซินโดรมคือสัญญาณเตือนกว่า 80% ของคนทำงานออฟฟิศมีอาการปวดเมื่อยสะสม การปรับเปลี่ยน Ergonomics และการยืดเหยียดทุก 1 ชั่วโมงสามารถลดโอกาสบาดเจ็บเรื้อรังได้จริง
ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงปีละครั้งการตรวจสุขภาพทั่วไปไม่เพียงพอสำหรับคนทำงานในโรงงานหรือหน้างานเสี่ยง ต้องระบุการตรวจตามปัจจัยเสี่ยง (เช่น ตรวจสารพิษในเลือดหรือตรวจสมรรถภาพปอด) เพื่อพบอาการก่อนลุกลาม
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำวินิจฉัยของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ หากคุณสงสัยว่าตนเองกำลังป่วยจากการทำงาน โปรดปรึกษาแพทย์หรือติดต่อคลินิกโรคจากการทำงานโดยตรงเพื่อรับการตรวจประเมินตามมาตรฐาน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต