โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง
โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง? ความหมายและกลุ่มโรคเรื้อรัง
การทราบว่า โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีและช่วยในการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง. การทำความเข้าใจประเภทของโรคส่งผลดีต่อการรักษาสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์รวมถึงการวางแผนชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ. โปรดศึกษารายละเอียดของกลุ่มโรคเรื้อรังเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านสุขภาพในอนาคตอย่างถี่ถ้วน.
โรคประจำตัว คืออะไรกันแน่?
เมื่อพูดถึง ความหมายของโรคประจำตัว หลายคนนึกถึงโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ความหมายทางการแพทย์ลึกซึ้งกว่านั้นครับ โรคประจำตัว หรือ Underlying disease คือ โรคที่ติดตัวผู้ป่วยเป็นประจำ รักษาไม่หายขาด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง (citation:3)(citation:6) เรียกอีกอย่างว่า โรคพื้นเดิม หรือ โรคเบื้องหลัง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพโดยรวมและโรคอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (citation:3)
ต้องยอมรับตามตรงว่า คำนี้สร้างความสับสนไม่น้อย เพราะในชีวิตประจำวันเราเอามาปนกับคำว่า โรคติดตัวแต่กำเนิด (Congenital disease) ซึ่งคนละความหมายกันสิ้นเชิง โรคประจำตัวส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต สะสมกันนานหลายปี จนกลายเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงนั่นเอง
ประเด็นสำคัญคือ โรคประจำตัวไม่ได้เป็นแค่ชื่อโรคในประวัติคนไข้ แต่มันคือตัวแปรที่ทำให้การรักษาโรคอื่นซับซ้อนขึ้น เช่น คนไข้เบาหวานที่ติดเชื้อ แผลมักหายช้าและติดเชื้อง่ายกว่าคนทั่วไป (citation:3) ดังนั้นการรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัวอะไร ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้รับมือและวางแผนการรักษาระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
10 โรคประจำตัวที่พบบ่อยในคนไทย
โรคประจำตัวที่พบบ่อยในไทย ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ (citation:4) รู้จักไว้ จะได้สังเกตอาการและปรับพฤติกรรมได้ทัน
รายชื่อโรคประจำตัวที่พบบ่อย มีดังนี้:
เบาหวาน: ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หากควบคุมไม่ดี นำไปสู่ไตวาย ตาบอด หรือแผลเรื้อรัง [2][7] ความดันโลหิตสูง: ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว เพราะมักไม่มีอาการ แต่เป็นตัวการสำคัญทำให้เส้นเลือดในสมองแตกและหัวใจวาย [7] ไขมันในเลือดสูง: ภาวะที่มีไขมันสะสมในหลอดเลือดมากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบ โรคหัวใจและหลอดเลือด: ตั้งแต่หัวใจขาดเลือด ไปจนถึงหัวใจล้มเหลว [2] มะเร็ง: โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย [4][7] โรคไตเรื้อรัง: ไตค่อย ๆ เสื่อมสมรรถภาพลง มักเป็นภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง [2] โรคหลอดเลือดสมอง: หรือสโตรก เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ ตัน หรือแตก ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต [2][7] โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง: กลุ่มโรคที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ [4] โรคตับ: เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่มะเร็งตับได้ [2][7] โรคอ้วน: ภาวะน้ำหนักเกินที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายอื่น ๆ อีกมากมาย ตัวอย่างโรคประจำตัว 10 ชนิด ข้างต้นนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
โรคประจำตัว กับ โรคที่เป็นมาแต่กำเนิด: ต่างกันยังไง?
นี่คือประเด็นที่หลายคนสับสนและกังวลที่สุด โดยเฉพาะเวลากรอกเอกสารสมัครงานหรือทำประกัน (citation:1) โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดเสมอไป แต่มักเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดและสะสมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อเราอายุมากขึ้น
ลองคิดภาพตามง่าย ๆ: โรคประจำตัว (Underlying Disease): เหมือนนิสัยส่วนตัวที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช่น คุณปู่ชอบกินเค็ม สะสมมากว่า 20 ปี จนอายุ 60 ก็เป็นความดันโลหิตสูง โรคนี้เพิ่งมาเป็นตอนแก่ แต่มัน ติดตัว ไปจนถึงวันสุดท้าย โรคที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital Disease): เหมือนรอยสักที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือธาลัสซีเมีย
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะส่งผลต่อการรักษาและการพิจารณารับประกันสุขภาพ โดยบริษัทประกันจะดูประวัติการรักษาและความรุนแรงของ โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง นั้นเป็นกรณีไป ไม่ใช่ตัดสินจากแค่คำว่า เป็นมาแต่กำเนิด (citation:9)
อยู่กับโรคประจำตัว: แนวทางปฏิบัติเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
การดูแลตัวเองเมื่อมีโรคประจำตัว ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมีความสุขน้อยลง ขอแค่มีวินัยและรู้จักปรับตัว
กินดี อยู่เป็น: ปรับอาหารต้านโรค
การกินอาหารเป็นยาแรงที่สุด เน้นกินให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผักผลไม้หลากสี ลดหวาน มัน เค็ม (citation:4) สำหรับคนเป็นเบาหวาน ต้องควบคุมปริมาณแป้งและน้ำตาล คนความดันสูง ต้องลดเค็ม (โซเดียม) ซึ่งช่วยให้ความดันลดลงได้ถึง 5-10 มิลลิเมตรปรอทในคนบางกลุ่ม
ขยับร่างกาย: ยาที่ไม่ต้องซื้อหา
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที หรือวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ (citation:4) ไม่ต้องหนักมาก แค่เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำก็พอ การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ดี ตรงกันข้ามกับคนที่นั่งติดกับโต๊ะทำงาน 8 ชั่วโมงโดยไม่ขยับตัว ความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
จิตใจก็สำคัญ: อย่าปล่อยให้เครียดสะสม
ความเครียดเป็นตัวเร่งโรคร้าย ฮอร์โมนเครียดจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงและน้ำตาลในเลือดขึ้นง่าย (citation:4) หาเวลาพักผ่อน ฝึกสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ นอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง นี่ไม่ใช่คำแนะนำทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเลยก็ว่าได้
มีโรคประจำตัว ทำประกันสุขภาพได้ไหม? ไขข้อข้องใจ
หนึ่งในคำถามยอดฮิตของคนมี โรคประจําตัว คืออะไรบ้าง คือ กังวลว่าจะทำประกันไม่ได้หรือไม่ได้รับการคุ้มครอง คำตอบคือ ได้ แต่มีเงื่อนไข ไม่ได้ปิดประตูตายครับ (citation:5)(citation:9)
บริษัทประกันจะประเมินความเสี่ยงจากชนิดและความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นโรคที่ควบคุมได้ดี เช่น ภูมิแพ้เล็กน้อย หรือความดันโลหิตสูงที่กินยาควบคุมแล้วปกติ ก็อาจได้รับอนุมัติตามปกติ หรืออาจต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูง หรือควบคุมอาการไม่ได้ บริษัทอาจมีเงื่อนไข ยกเว้น ความคุ้มครองสำหรับโรคนั้น ๆ (citation:5)
ประเด็นสำคัญคือ อย่าปกปิดประวัติสุขภาพเด็ดขาด เพราะหากบริษัทตรวจพบภายหลัง จะถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จและถูกปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมได้ (citation:5) การมีโรคประจำตัวบางอย่างอาจไม่ได้มีผลต่อการรับประกันชีวิตเลยด้วยซ้ำ (citation:9) ดังนั้นเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่แรก เพื่อให้ได้แผนประกันที่เหมาะสมและคุ้มครองเราจริง ๆ
ตัวอย่างจากชีวิตจริง: คุณสมชายกับภารกิจควบคุมโรค
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวอย่างของคุณสมชายกันครับ
คุณสมชาย พนักงานออฟฟิศวัย 50 ปีจากเชียงใหม่ เพิ่งรู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง จากการตรวจสุขภาพประจำปี แรก ๆ เขาท้อแท้และกังวล เพราะในครอบครัวมีประวัติพ่อเป็นอัมพาต เขากลัวว่าจะเป็นแบบนั้น
จุดเปลี่ยนอยู่ที่ภรรยาชวนไปพบนักโภชนาการ แทนที่จะหักดิบกินจืดทันที เขาค่อย ๆ ปรับ ลดข้าวขาวหันมากินข้าวกล้อง งดน้ำหวาน หันมากินผลไม้แทน และที่สำคัญคือออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วรอบหมู่บ้านวันละ 30 นาที เกือบทุกเย็น
สามเดือนแรกเขาท้อ เพราะน้ำตาลยังขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัวและคำแนะนำจากแพทย์ ทำให้เขามีวินัยมากขึ้น ผลลัพธ์หลัง 6 เดือน น้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 8% มาอยู่ที่ 6.5% และความดันกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติโดยใช้ยาเท่าเดิม คุณสมชายบอกว่า ชีวิตไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่ แต่ต้องอยู่แบบมีคุณภาพด้วย
เปรียบเทียบ: โรคประจำตัวทั่วไป vs โรคที่เป็นมาแต่กำเนิด
หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของสาเหตุและการจัดการ
โรคประจำตัว (Underlying Disease)
- มักเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น (Adulthood onset)
- เกิดจากพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และความเสื่อมของร่างกายตามวัย
- ควบคุมด้วยยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษาไม่หายขาด
- เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ
โรคที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital Disease)
- มีมาตั้งแต่เกิด (Present at birth)
- ความผิดปกติของโครโมโซมหรือพันธุกรรมตั้งแต่แรกเกิด
- อาจต้องผ่าตัดหรือรักษาตามความผิดปกติ บางชนิดรักษาให้หายได้
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, กระดูกสันหลังคดแต่กำเนิด, ธาลัสซีเมีย
คุณสมชายกับภารกิจควบคุมโรคเรื้อรัง
คุณสมชาย พนักงานออฟฟิศชาวเชียงใหม่ วัย 50 ปี เพิ่งรู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง จากการตรวจสุขภาพประจำปี เขารู้สึกท้อแท้และกังวลอย่างมาก เพราะมีประวัติครอบครัวที่พ่อเป็นอัมพาตจากความดันโลหิตสูง เขากลัวว่าชีวิตจะต้องพึ่งยาและโรงพยาบาลไปตลอด
แรกเริ่มเขาพยายามหักดิบด้วยตัวเอง ควบคุมอาหารแบบผิด ๆ โดยการไม่กินข้าวเลยและซื้อยาสมุนไพรกินเอง ผลปรากฏว่าระดับน้ำตาลยิ่งสูงขึ้น และเขารู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา จนเกือบหมดกำลังใจ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อภรรยาพาเขาพบนักกำหนดอาหาร เขาได้เรียนรู้ว่าการควบคุมอาหารไม่ใช่การอด แต่เป็นการเลือกกินให้เป็น คุณสมชายค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดข้าวขาวมากินข้าวกล้อง งดน้ำหวานและน้ำอัดลมเด็ดขาด และเริ่มเดินเร็วรอบหมู่บ้านวันละ 30 นาที
ผลลัพธ์หลังผ่านไป 6 เดือน ระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ย (HbA1c) ของคุณสมชายลดลงจาก 8% เหลือ 6.5% และความดันโลหิตกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่เจ็บป่วยง่าย และกลายเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่มีภาวะเสี่ยง
สรุปบทความ
โรคประจำตัว ≠ โรคที่เป็นมาแต่กำเนิดโรคประจำตัวคือโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมและความเสื่อมของร่างกาย มักเป็นเมื่ออายุมาก ส่วนโรคแต่กำเนิดมีมาตั้งแต่เกิด ความแตกต่างนี้สำคัญต่อการรักษาและการทำประกัน
กลุ่มโรค NCDs คือโรคประจำตัวหลักของคนไทยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการอันดับต้น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือโรคประจำตัวที่พบบ่อยที่สุด
ควบคุมโรคได้ แม้รักษาไม่หายขาดการมีโรคประจำตัวไม่ใช่จุดจบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อย่างคือ กินอาหารดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียด ร่วมกับการกินยาตามแพทย์สั่ง สามารถชะลอความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
เปิดประวัติสุขภาพเสมอเมื่อทำประกันการมีโรคประจำตัวอาจทำให้การทำประกันยุ่งยากขึ้น แต่การปกปิดข้อมูลจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธการเคลม ควรแจ้งข้อมูลสุขภาพตามจริง เพื่อให้บริษัทประกันพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสม
เรียนรู้เพิ่มเติม
ไมเกรน หรือ โรคกระเพาะ ถือเป็นโรคประจำตัวไหม?
โดยทั่วไปโรคไมเกรนและโรคกระเพาะอาหารถือเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ต้องดูแลรักษา แต่ในการพิจารณาของแพทย์หรือการกรอกเอกสารทั่วไป มักไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับโรค NCDs เรื้อรังรุนแรง เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม หากเป็นบ่อยและรุนแรง ควรแจ้งแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ (citation:1)
โรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ จริงหรือไม่?
จริงอย่างยิ่ง โรคประจำตัวส่งผลต่อโรคปัจจุบันเสมอ (citation:3) เช่น คนเป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ มักมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป หรือคนไข้ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี มีความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตกสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก [2]
ถ้ามีโรคประจำตัว ต้องตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน?
แนะนำให้ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่แพทย์สั่ง เพื่อติดตามความคืบหน้าของโรคและปรับการรักษา การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้
โรคอ้วน จัดเป็นโรคประจำตัวหรือไม่?
ใช่ โรคอ้วน (Obesity) จัดเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคข้อเสื่อม การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัวก็ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ [3]
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต