ใช้สิทธิบัตรทอง แอดมิทได้ไหม
คำถาม?
จริง ๆ แล้วเรื่องบัตรทอง 30 บาทนี่มันมีรายละเอียดเยอะกว่าที่หลายคนคิดนะ. ตอนแรกเลยที่ผมเคยเจอกับตัวเอง, ป่วยกระทันหันต้องเข้าโรงพยาบาล ก็งงๆ อยู่ว่าค่าอะไรบ้างที่เบิกได้. แล้วถ้าเป็นห้องพิเศษล่ะ?
ที่แน่ๆ เลยนะ ถ้าคุณหมอให้แอดมิท นอนโรงพยาบาลรัฐที่ร่วมรายการ ค่าอาหาร แล้วก็ค่าห้องสามัญ อันนี้เบิกได้ตามสิทธิเลย ไม่ต้องกังวล. มันก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนพื้นฐานแหละ.
แต่ถ้าอยากได้ห้องพิเศษ อันนี้แหละที่ต้องจ่ายเพิ่ม. ของผมตอนนั้น จำได้ลางๆ ว่า โรงพยาบาลที่เคยไป เขาบอกว่า ถ้าห้องพิเศษ ก็จะมีส่วนต่างที่เราต้องจ่ายเอง ตามประเภทของห้อง. มันไม่ใช่ว่าเบิกได้ทั้งหมด แบบห้องสามัญนะ.
เรื่องนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลด้วย แต่ละที่ก็มีนโยบายต่างกันไป. บางที อาจจะมี "โครงการพิเศษ" อะไรที่ช่วยลดหย่อนได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นห้องพิเศษ ก็ต้องควักเงินส่วนตัวหน่อย. จำได้ว่า เคยไปถาม ที่โรงพยาบาล แถวบ้าน เขาบอกว่า มีห้องพิเศษ ก็น่าจะ ประมาณ 500-1000 บาท ต่อคืน อันนี้ ก็แล้วแต่ ขนาดและ สิ่งอำนวยความสะดวก.
สรุปง่ายๆ คือ ห้องสามัญ สบายใจได้ เบิกได้. แต่ถ้าใจอยากได้ ความสบาย ส่วนตัว ห้องพิเศษ ก็ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ หน่อยนะ. มันก็เป็น สิทธิของเรา แหละ แต่ก็ต้อง เข้าใจ ข้อจำกัด ของมันด้วย.
ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกแตกต่างกันอย่างไร
โอเค IPD OPD นี่สับสนบ่อยนะ ฉันเองก็เคยงง ตอนแม่ป่วยหนักปีก่อนนู้น ตอนนั้นต้องนอนโรงพยาบาลหลายวันเลย นั่นแหละ ผู้ป่วยใน (IPD) ชัดๆ นึกถึงตอนนั้นก็ยังใจหาย นี่เราจะคุยเรื่องนี้จริงๆ เหรอ? ทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้กันนะ อ๋อ...เผื่อมีใครยังไม่รู้ไง ก็ดีแล้วล่ะเนอะ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องมันสำคัญ
พอพูดถึง IPD ก็คือต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลนั่นแหละ มากกว่า 6 ชั่วโมง ไปเลย ตามที่คุณหมอบอกนะ บางทีก็คืนสองคืน บางทีเป็นอาทิตย์ โห ต้องนอนติดเตียงเลยนะ ไม่ใช่แค่มาฉีดยาแล้วกลับบ้านได้เลยนะ มันต่างกันตรงนี้แหละมั้ง ฉันว่านะ
ส่วน OPD เนี่ย คือมาหาหมอแล้วกลับบ้านเลยไง เหมือนตอนที่ฉันเป็นหวัด ไปฉีดยา รับยา แล้วก็กลับ เออ... มันก็เหมือนไปคลินิกข้างนอกนั่นแหละ แต่นี่คือในโรงพยาบาลไง ไม่ต้องค้างคืน ผู้ป่วยนอก (OPD) เค้าเรียกกันแบบนี้แหละ
บางทีก็คิดนะ ถ้าเกิดฉุกเฉินมากๆ เนี่ย ต้องรีบเข้า IPD เลยใช่ไหม แล้วถ้าแค่ตรวจสุขภาพล่ะ อันนั้นก็ OPD สิเนอะ มันมีอะไรยิบย่อยกว่านั้นไหมนะ ทำไมถึงต้องมีแบ่งแบบนี้ด้วยล่ะ เออ...แต่ก็น่าจะเกี่ยวกับการจัดการเตียง การคิดค่าใช้จ่ายประกันด้วยล่ะมั้ง
- ผู้ป่วยใน (IPD) จะต้องมีขั้นตอนการรับเข้าเป็นผู้ป่วยในอย่างเป็นทางการนะ มีเอกสารให้เซ็นเยอะแยะไปหมดเลย
- การดูแลผู้ป่วยใน จะครอบคลุมมากกว่า เช่น มีพยาบาลคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีอาหารให้ มีห้องพัก อันนี้สำคัญมากจริงๆ
- ผู้ป่วยนอก (OPD) การรักษาจะเน้นการตรวจวินิจฉัย จ่ายยา หรือทำหัตถการเล็กๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อ เช่น ฉีดยา ทำแผล ล้างแผล
- ระยะเวลาสำคัญมาก สำหรับการแยก IPD กับ OPD คือ "ระยะเวลาที่ต้องพักในโรงพยาบาล" ถ้าเกิน 6 ชั่วโมงนี่คือเข้าข่าย IPD แล้วนะ บางทีหมอก็สั่งให้นอนดูอาการแค่คืนเดียวก็มีนะ อันนั้นก็ถือเป็น IPD แล้วเหมือนกัน
- ค่าใช้จ่ายต่างกันเยอะเลย ปกติแล้ว IPD จะแพงกว่า OPD เพราะมีค่าห้อง ค่าพยาบาล ค่าบริการต่างๆ เพิ่มเติมเข้ามา มันก็แหงอยู่แล้วล่ะนะ
- ผลต่อประกันสุขภาพ บางทีประกันจะคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เป็น IPD นะ ต้องดูเงื่อนไขกรมธรรม์ดีๆ เลย ตรงนี้สำคัญมาก ใครจะทำประกันสุขภาพต้องเช็กตรงนี้ให้ละเอียดเลย
ทำยังไงถึงได้เป็นผู้ป่วยใน
ผู้ป่วยใน? ง่ายๆ แค่หมอสั่งแอดมิท.
ต้องนอนโรง'บาล ขั้นต่ำ 6 ชั่วโมง หมอวินิจฉัยแล้วว่าต้องนอนไง
- หมอคือคนตัดสิน: จบ.
- เกิน 6 ชม.: คือผู้ป่วยใน
- ตายก่อน 6 ชม.: ก็ยังถือว่าเข้าข่าย
เพิ่มเติม:
- ต้องลงทะเบียน: เอกสารมันยุ่งยากหน่อย
- ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: ไม่ใช่มานอนเล่น
- โรง'บาล/สถานพยาบาล: ที่ไหนก็ได้ที่มีเตียง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต