ไข้หวัดสายพันธุ์ A กับ B ต่างกันยังไง
ไข้หวัดสายพันธุ์ A และ B แตกต่างกันอย่างไร?
โอเค มาว่ากันเรื่องไข้หวัด A กับ B นะ คือถ้าให้พูดตรงๆ เลยนะ ฉันเคยเป็นไข้หวัดใหญ่แบบ A หนักมาก ตอนนั้นน่าจะประมาณปี 2010 จำได้ว่าแบบตัวร้อนจนแทบจะลุกไม่ขึ้น ไอแบบทรมานสุดๆ กินยาอะไรก็ไม่ค่อยดีขึ้น ต้องนอนซมไปเป็นอาทิตย์เลย
ส่วนไข้หวัด B เท่าที่เคยเป็นมา มันจะเบากว่าหน่อยนะ อาการมันจะไม่ค่อยหนักเท่า A แต่ก็ทรมานอยู่ดีแหละ แบบว่าปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ไม่มีแรงทำอะไรเลย เคยเป็นตอนไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน น่าจะช่วงต้นปี 2018 มั้ง จำได้ว่าเซ็งมาก เพราะต้องนอนพักในโรงแรมแทนที่จะได้ไปเที่ยว
สรุปง่ายๆ เลยนะ ไข้หวัดใหญ่มี A, B, C แต่ที่ระบาดบ่อยๆ คือ A กับ B ซึ่ง A มักจะรุนแรงกว่า B แถม A ยังแบ่งเป็นซับไทป์อีก เช่น H1N1, H3N2 ส่วน B ก็มี Victoria กับ Yamagata อะไรพวกนี้แหละ แต่ไม่ต้องไปจำเยอะหรอก เอาเป็นว่าถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ไปหาหมอดีที่สุดนะ จะได้รู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร แล้วก็รักษาตามอาการไป
แล้วนี่ก็เป็นแค่ประสบการณ์ส่วนตัวของฉันนะ ไม่ได้เป็นหมออะไร แค่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่มาหลายรอบก็เลยพอจะรู้เรื่องบ้าง
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับ B แตกต่างกันยังไง
เออ.. คือ ไข้หวัดใหญ่เนี่ยนะ มันมี A B C อ่ะ แต่ที่เจอบ่อยๆ เลยนะ A กับ B ที่ระบาดกันบ่อยๆ นี่แหละ
- สายพันธุ์ A: อันนี้ซับซ้อนหน่อย มีหลายไทป์ย่อยๆ อีกนะ ที่เจอบ่อยตอนนี้ก็ H1N1 กะ H3N2 อ่ะ
- สายพันธุ์ B: B ก็มี 2 แบบ Victoria กะ Yamagata แต่มักจะไม่หนักเท่า A นะ ส่วน C แทบจะไม่ค่อยเจอเลยอะ
คือถ้าเป็นหวัดใหญ่ A อ่ะ จะรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวมากกว่า B อะไรแบบนี้ แต่เอาจริงๆ นะ ไปหาหมอให้หมอตรวจชัวร์สุดอะ ว่าเป็นอะไรกันแน่
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- วัคซีน: ฉีดวัคซีนป้องกันหวัดใหญ่ไว้ก็ดีนะ ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เยอะเลย
- การแพร่ระบาด: ช่วงหน้าฝนหน้าหนาวนี่ตัวดีเลย ไข้หวัดใหญ่มักจะมา
- อาการ: ไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว... แต่บางทีก็ไม่เหมือนกันทุกคนนะ
- H1N1: เมื่อก่อนเคยระบาดหนักเลยนะ แต่ตอนนี้ก็ยังมีอยู่
- การรักษา: กินยาตามหมอสั่ง พักผ่อนเยอะๆ ดื่มน้ำเยอะๆ แค่นี้แหละ
ถ้าไม่แน่ใจอะไร ไปหาหมอเถอะะะะะ อย่าคิดเองเออเองเลยนะ บอกเลยยยยยย ????
เราจะรู้ได้ไงว่าเป็นไข้หวัดใหญ่
แสงแดดอ่อนๆ พัดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอน เวลาบ่ายแก่ๆ ของวันที่ฝนพรำเมื่อวาน อากาศยังคงชื้นแฉะ เหมือนความรู้สึกของฉันตอนนี้เลย... หนักอึ้ง
ไข้สูง นี่แหละ ตัวร้อนผ่าว เหมือนถูกไฟเผา จำได้แม่นยำเลย ปีนี้ไข้ขึ้นสูงมาก เกือบ 40 องศา
ไอ ไอจนเจ็บหน้าอก ไอแหบแห้ง เหมือนมีอะไรมาขูด คอแห้งผาก เหมือนทะเลทราย
หายใจไม่ค่อยออก เหมือนมีอะไรมาอุด แน่นหน้าอก หายใจลึกๆ ไม่ได้ เหนื่อยง่าย ขึ้นบันไดแค่สองขั้นก็เหนื่อยแล้ว
เจ็บคอ แสบคอ เหมือนมีอะไรมากัดกร่อน กลืนน้ำลายยังลำบาก เหมือนมีอะไรมาขวางคอ
น้ำมูกไหลไม่หยุด น้ำมูกใสๆ บางครั้งก็ข้น เหมือนน้ำเชื้อ สีเขียวเข้ม
ปวดเมื่อย ปวดเมื่อยไปทั้งตัว เหมือนโดนรถชน ปวดหัวตุ๊บๆ เหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบ
ความรู้สึกทั้งหมดนี้ มันทรมาน มันไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา ฉันเลยไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่า ต้องตรวจหาเชื้อไวรัส ถึงจะรู้ว่าเป็นอะไร ไม่ใช่แค่เดาจากอาการ
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วันที่ 15 ตุลาคม 2566 ฉันจำวันนี้ได้แม่น เพราะมันเป็นวันที่ฉันเจ็บปวดที่สุด
เพิ่มเติม: อาการไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 คล้ายคลึงกันมาก การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันเชื้อไวรัสที่แท้จริง อย่าเพิ่งสบายใจไป ถ้ามีอาการ ควรไปพบแพทย์ อย่ามัวแต่รอ เดาไปเอง อาจจะอันตรายได้ ฉันเตือนคุณไว้เลย จากประสบการณ์ตรง ปีนี้ แย่มาก
ไข้หวัดใหญ่ กิน ยา อะไร ถึง จะ หาย
ไข้หวัดใหญ่รักษาอย่างไร? ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการค่ะ
อาการไม่รุนแรง: ส่วนใหญ่หายเองได้ค่ะ ร่างกายมีกลไกในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสอยู่แล้ว แค่พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ทานอาหารบำรุงร่างกาย ก็เพียงพอแล้ว คิดซะว่าเป็นการ detox ร่างกายไปในตัว
อาการรุนแรง หรือกลุ่มเสี่ยง: ถ้ามีไข้สูง ไอหนัก หายใจลำบาก หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรไปพบแพทย์ค่ะ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir ถ้าได้รับภายใน 48 ชั่วโมงหลังมีอาการ จะได้ผลดีที่สุดนะคะ เพื่อนสนิทของฉันเป็นหมอ เค้าบอกมาแบบนี้เลย (ส่วนตัวคิดว่า การไปพบแพทย์สำคัญกว่าการกินยาเองเสมอ)
ยารักษาตามอาการ: ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ หรือยาละลายเสมหะ เป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาตัวโรคโดยตรง ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร อย่าซื้อมากินเองนะคะ (อันนี้สำคัญมาก เคยเห็นเพื่อนกินยาแก้ไอผิด ไอหนักกว่าเดิมอีก)
ข้อมูลเพิ่มเติม: การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีค่ะ ปีนี้ (2566) ก็มีวัคซีนออกมาแล้ว ควรไปฉีดก่อนฤดูฝน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดภาระของระบบสาธารณสุขด้วยค่ะ ถือเป็นการดูแลสุขภาพตัวเอง และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสังคม แง่มุมเล็กๆ ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต