ดื่มน้ําวันละ 2 ลิตร กี่ขวด

191 ครั้งเข้าชม
ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร กี่ขวด ปริมาณ 2 ลิตรนี้เท่ากับน้ำประมาณ 8 แก้ว ตามคำแนะนำทั่วไปในการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ 24-30% ภายใน 10 นาที และผลนี้คงอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร: 8 แก้ว เท่ากับกี่ขวด?

ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร กี่ขวด คือคำถามที่ช่วยให้คุณกำหนดปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการได้อย่างแม่นยำ การดื่มน้ำให้เพียงพอส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองและประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงาน การทราบจำนวนขวดที่ต้องดื่มในแต่ละวันจึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณรักษาสมดุลของร่างกายและหลีกเลี่ยงผลเสียจากการขาดน้ำ

ไขข้อข้องใจ ดื่มน้ําวันละ 2 ลิตร กี่ขวดกันแน่?

คำตอบสำหรับ ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร กี่ขวด ขึ้นอยู่กับขนาดขวดน้ำที่คุณเลือกดื่มในชีวิตประจำวัน หากคุณดื่มน้ำจากขวดขนาดมาตรฐานทั่วไปที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ (ขนาด 600 มิลลิลิตร) คุณจะต้องดื่มประมาณ 3 ถึง 4 ขวดต่อวันเพื่อให้ได้ปริมาณ 2 ลิตรพอดี หรือถ้าคุณเลือกซื้อขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร คุณจะดื่มเพียงขวดครึ่งเท่านั้นก็บรรลุเป้าหมายแล้ว

การรักษาระดับ ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมต่อวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของการดับกระหาย การดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ 24-30% ภายใน 10 นาทีหลังจากดื่ม และผลนี้จะคงอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง [1] พูดง่ายๆ คือแค่ดื่มน้ำให้พอ ร่างกายก็สามารถเบิร์นแคลอรีได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมตัวเลข 2 ลิตรถึงกลายเป็นมาตรฐาน?

เรามักจะได้ยินคำแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตรมาตั้งแต่เด็ก ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยที่จำง่ายและครอบคลุมความต้องการขั้นต่ำของคนส่วนใหญ่ในการชดเชยน้ำที่สูญเสียไปทางเหงื่อ ปัสสาวะ และการหายใจในแต่ละวัน สมองของมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 73% การขาดน้ำเพียง 2% ของน้ำหนักตัวก็ส่งผลให้ความจำระยะสั้นและสมาธิลดลงอย่างเห็นได้ชัด [3]

กังวลว่าการดื่มน้ำ 2 ลิตรต่อวันจะมากเกินไปสำหรับร่างกายตนเองหรือไม่?

นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม - ตัวเลขการ ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร ไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับทุกคน ความต้องการน้ำที่แท้จริงของคุณขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทำ และสภาพอากาศ หากคุณเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน การฝืนดื่มน้ำ 2 ลิตรอาจทำให้คุณต้องวิ่งเข้าห้องน้ำจนเสียสมาธิทำงาน

พูดกันตามตรง ผมเคยฝืนดื่มน้ำวันละ 3 ลิตรตามเทรนด์สุขภาพในอินเทอร์เน็ต ผลคืออะไร? ท้องอืด จุก และรู้สึกทรมานมากกว่าจะได้สุขภาพดี ในความเป็นจริง ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร กี่ขวด อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอย่างเคร่งครัดเกินไป เพราะการดื่มน้ำมากเกินไปจนไตขับออกไม่ทันอาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำได้ แม้จะพบได้ยากในคนทั่วไปก็ตาม

สูตรคำนวณการดื่มน้ำที่แม่นยำกว่าคือ เอาน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) คูณด้วย 30 จะได้ปริมาณมิลลิลิตรที่ร่างกายต้องการขั้นต่ำต่อวัน ตัวอย่างเช่น ถ้าน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ร่างกายคุณต้องการน้ำประมาณ 1,500 มิลลิลิตร หรือ 1.5 ลิตรนั่นเอง

สับสนระหว่างหน่วยมิลลิลิตร (ml) และลิตร (L) ทำความเข้าใจง่ายๆ

เวลาเดินไปที่ตู้แช่เครื่องดื่ม คุณอาจสับสนกับตัวเลขบนฉลาก หลักการจำมีแค่นี้ 1 ลิตร เท่ากับ 1,000 มิลลิลิตร ดังนั้นข้อสงสัยที่ว่า น้ำ 2 ลิตร เท่ากับกี่ขวด คำตอบก็คือคุณต้องดื่มให้ได้รวม 2,000 มิลลิลิตรนั่นเอง

เมื่อคุณทำงานติดพันจนลืมดื่มน้ำไปหลายชั่วโมงแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกคอแห้งผากจนต้องคว้าขวดน้ำมายกดื่มรวดเดียวครึ่งลิตรเพราะคิดว่าจะช่วยชดเชยน้ำที่ขาดไปได้ หยุดพฤติกรรมนี้เถอะ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมน้ำปริมาณมากในเวลาอันสั้นได้ ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินนั้นทิ้งไปเป็นปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ของคุณไม่ได้รับความชุ่มชื้นอย่างที่ควรจะเป็น

ตารางเวลาดื่มน้ำให้ครบ 2 ลิตร โดยไม่จุก

เคล็ดลับ วิธีดื่มน้ำให้ครบ 2 ลิตร ที่คนดื่มน้ำเก่งๆ ใช้ไม่ใช่การพกขวดใหญ่แล้วดื่มทีละมากๆ แต่คือการกระจายปริมาณน้ำออกไปตลอดทั้งวัน จิบเรื่อยๆ ดีกว่าดื่มรวดเดียว

ลองใช้ตารางเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้น: หลังตื่นนอน: ดื่มทันที 1-2 แก้ว (ประมาณ 300 มิลลิลิตร) เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่ายและเติมน้ำที่สูญเสียตอนหลับ ช่วงสาย (9.00 - 11.00 น.): จิบไปเรื่อยๆ ให้ได้ประมาณ 1 ขวดขนาด 600 มิลลิลิตร ก่อนอาหารกลางวัน 30 นาที: ดื่ม 1 แก้ว ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วงบ่าย (13.00 - 16.00 น.): จิบน้ำอีก 1 ขวดขนาด 600 มิลลิลิตรเพื่อแก้อาการง่วงนอนช่วงบ่าย ก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง: ดื่มอีก 1 แก้ว (หลีกเลี่ยงการดื่มติดเวลานอนเกินไปเพื่อไม่ให้ปวดปัสสาวะกลางดึก)

เทียบชัดๆ ขนาดขวดน้ำมาตรฐานกับเป้าหมาย 2 ลิตร

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนและไม่ต้องปวดหัวกับการคำนวณ นี่คือการเปรียบเทียบขนาดขวดน้ำยอดนิยมว่าต้องดื่มกี่ขวดจึงจะครบเป้าหมาย 2 ลิตรต่อวัน

ขวดเล็ก (330 มิลลิลิตร)

- ประมาณ 6 ขวด

- พกพาง่ายที่สุด ใส่กระเป๋าสะพายใบเล็กได้สบาย

- การประชุมสั้นๆ การพกพาเวลาเดินทางไกล หรือให้เด็กพกไปโรงเรียน

- สร้างขยะพลาสติกจำนวนมากหากใช้เป็นประจำทุกวัน

⭐ ขวดกลาง (600 มิลลิลิตร - แนะนำ)

- ประมาณ 3.3 ขวด (ตีกลมๆ ว่า 3-4 ขวด)

- สมดุลที่สุด ใส่ช่องเสียบขวดน้ำของกระเป๋าเป้ได้พอดี จับถนัดมือ

- คนวัยทำงาน นักเรียน นักศึกษา สำหรับตั้งบนโต๊ะหรือพกติดรถ

- อาจต้องเดินไปซื้อหรือเติมน้ำบ่อยครั้งในระหว่างวัน

ขวดใหญ่ (1.5 ลิตร)

- ประมาณ 1.3 ขวด (ขวดครึ่ง)

- หนักและเทอะทะ ไม่เหมาะกับการถือเดินไปมา

- ตั้งไว้ประจำโต๊ะทำงาน ซื้อตุนไว้ที่บ้าน หรือตั้งแคมป์

- หากเปิดทิ้งไว้นานข้ามวัน อาจมีแบคทีเรียสะสมที่ปากขวดได้

สำหรับคนส่วนใหญ่ การใช้ขวดขนาด 600 มิลลิลิตรเป็นเกณฑ์วัดจะง่ายที่สุด เพียงแค่ตั้งเป้าว่า ช่วงเช้า 1 ขวด ช่วงบ่าย 1 ขวด และช่วงเย็น 1 ขวด คุณก็จะได้ปริมาณน้ำที่เกือบถึง 2 ลิตรแล้วโดยไม่รู้สึกว่าถูกกดดันมากเกินไป
หากคุณต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ลองมาดูเทคนิค ดื่มน้ํายังไงให้ได้ 2 ลิตร เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

วิกฤตปวดหัวของพลอยและการค้นพบวิธีดื่มน้ำที่เวิร์ค

พลอย พนักงานบัญชีวัย 32 ปีที่กรุงเทพฯ มีปัญหาปวดหัวช่วงบ่ายเป็นประจำและผิวแห้งกร้าน เธอรู้ว่าตัวเองดื่มน้ำน้อย (ไม่ถึง 2 แก้วต่อวัน) แต่ก็มักจะลืมดื่มเสมอเพราะยุ่งกับกองเอกสารและตัวเลขตรงหน้า

ความพยายามครั้งแรก เธอตั้งนาฬิกาปลุกทุกชั่วโมงให้ลุกไปกดน้ำ ผลลัพธ์แย่ลงไปอีก เสียงปลุกทำให้เพื่อนร่วมงานรำคาญ และบางครั้งเธอก็กดปิดมันทิ้งเพราะกำลังติดพันกับงานจนสุดท้ายก็ไม่ได้ลุกไปดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอสังเกตเห็นว่าตัวเองชอบดื่มน้ำเย็นจัด เธอจึงเปลี่ยนแผน ซื้อกระติกน้ำเก็บความเย็นขนาด 2 ลิตรมาวางไว้บนโต๊ะทำงานตั้งแต่เช้า และแทนที่จะใช้แก้วใบเล็ก เธอเปลี่ยนมาใช้หลอดดูดซิลิโคนแบบยาวแทนการยกดื่ม

ภายใน 3 สัปดาห์ อาการปวดหัวช่วงบ่ายของพลอยลดลง 80% เธอสามารถดูดน้ำหมดกระติก 2 ลิตรได้ก่อนเลิกงานทุกวันโดยไม่รู้สึกฝืน พลอยเรียนรู้ว่าความสะดวกในการเข้าถึงน้ำสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ตึงเครียดเกินไป

คู่มือดำเนินการทันที

สูตร 3-4 ขวดจำง่ายสุด

หากคุณดื่มน้ำขวดขนาดมาตรฐาน 600 มิลลิลิตร ให้ตั้งเป้าหมายที่วันละ 3-4 ขวดเพื่อให้ได้ปริมาณครบ 2 ลิตรตามที่ร่างกายต้องการ

ความต้องการน้ำของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ใช้สูตร น้ำหนักตัว (กก.) x 30 เพื่อหาปริมาณน้ำมิลลิลิตรที่ร่างกายของคุณต้องการขั้นต่ำต่อวัน อย่าฝืนดื่มมากเกินไปหากร่างกายไม่รับ

จิบทีละนิดคือหัวใจสำคัญ

ร่างกายดูดซึมน้ำได้ดีที่สุดเมื่อคุณจิบทีละน้อยตลอดวัน การดื่มรวดเดียวครึ่งลิตรจะทำให้ไตขับน้ำทิ้งเป็นปัสสาวะและเซลล์ไม่ได้ใช้ประโยชน์

คุณอาจสนใจ

ไม่แน่ใจว่าขวดน้ำ 600 มล. ต้องดื่มกี่ขวดถึงจะครบ 2 ลิตร?

คุณต้องดื่มขวดขนาด 600 มิลลิลิตร จำนวน 3 ขวดกับอีก 1 ใน 3 ของขวดที่สี่ครับ หากคิดง่ายๆ ให้ตั้งเป้าหมายที่วันละ 3-4 ขวด ปริมาณนี้จะครอบคลุมความต้องการ 2 ลิตรอย่างแน่นอน

สับสนระหว่างหน่วยมิลลิลิตร (ml) และลิตร (L) ดูฉลากยังไงดี?

หลักการง่ายๆ คือ 1,000 มิลลิลิตร (ml) มีค่าเท่ากับ 1 ลิตร (L) ดังนั้นน้ำ 2 ลิตร จึงเท่ากับ 2,000 มิลลิลิตร เวลาดูฉลากข้างขวดให้สังเกตตัวเลข ml ถ้าเป็น 500 ml ก็แปลว่าครึ่งลิตรครับ

ต้องการทราบเวลาที่ควรดื่มน้ำในแต่ละช่วงวันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด?

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน ดื่ม 1-2 แก้วทันทีหลังตื่นนอน ดื่มก่อนมื้ออาหาร 30 นาที และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากรวดเดียวก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกครับ

แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง

  • [1] Pubmed - การดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ 24-30% ภายใน 10 นาทีหลังจากดื่ม และผลนี้จะคงอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง
  • [3] Pmc - การขาดน้ำเพียง 2% ของน้ำหนักตัวก็ส่งผลให้ความจำระยะสั้นและสมาธิลดลงอย่างเห็นได้ชัด