OPPO รุ่นไหนที่ได้ไปต่อ Android 14

151 ครั้งเข้าชม
OPPO รุ่นไหนได้ไปต่อ Android 14 มาพร้อม ROM Vitalization ลดขนาดแอป RAM Vitalization จัดการหน่วยความจำ CPU Vitalization ปรับสมดุลพลังงาน ช่วยให้เครื่องลื่นไหลเหมือนใหม่นาน 48 เดือน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

OPPO รุ่นไหนได้ไปต่อ Android 14: ใช้งานลื่นไหลนาน 48 เดือน

การอัปเดต Android 14 บน OPPO มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน การรู้ว่า OPPO รุ่นไหนได้ไปต่อ Android 14 ช่วยให้รับฟีเจอร์เหล่านี้และป้องกันความล้าสมัย อ่านต่อเพื่อดูเทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้เครื่องลื่นไหลยาวนาน

OPPO รุ่นไหนที่ได้ไปต่อ Android 14 และฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ

รายชื่อมือถือ OPPO อัปเดต ColorOS 14 ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นเรือธงอย่าง Find Series ไปจนถึงรุ่นประหยัดในตระกูล A Series โดยรุ่นยอดนิยมอย่าง Find N3 Flip และ Reno10 Series ได้เริ่มอัปเดตไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 ระบบใหม่นี้เน้นการทำงานที่ไหลลื่นขึ้นด้วยเทคโนโลยี Trinity Engine และการปรับโฉมดีไซน์แบบ Aquamorphic 2.0 ที่ดูสะอาดตามากกว่าเดิม

การอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่มักจะมาพร้อมกับความตื่นเต้นและความกังวลควบคู่กันไป หลายคนสงสัยว่า OPPO รุ่นไหนได้ไปต่อ Android 14 ไหม หรืออัปเดตแล้วเครื่องจะอืดลงหรือเปล่า จริงๆ แล้วการอัปเดตครั้งนี้ OPPO ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพระยะยาวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรุ่นที่เปิดตัวในช่วงปี 2022 เป็นต้นมาส่วนใหญ่จะมีรายชื่ออยู่ในแผนการอัปเดตนี้แทบทั้งสิ้น

ผมจำได้ว่าตอนที่กดอัปเดตเครื่อง Reno8 T 5G ของตัวเองครั้งแรก ความรู้สึกมันก้ำกึ่งระหว่างอยากลองของใหม่กับกลัวเครื่องพัง เพราะเคยมีประสบการณ์จากแบรนด์อื่นที่อัปเดตแล้วแบตเตอรี่หมดไวขึ้นจนน่าตกใจ แต่สำหรับ ColorOS 14 ในช่วง 3 วันแรกอาจจะดูเหมือนแบตเตอรี่ลดเร็วไปบ้างเพราะระบบกำลังจัดระเบียบข้อมูลใหม่ หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มนิ่งและไหลลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายชื่อสมาร์ตโฟน OPPO Find Series ที่ได้รับ Android 14

กลุ่มเรือธงหรือ Find Series คือกลุ่มแรกที่ได้รับสิทธิ์ในการทดสอบและอัปเดตเวอร์ชันเสถียร เนื่องจากมีฮาร์ดแวร์ที่แรงที่สุดและเป็นหน้าเป็นตาของแบรนด์

OPPO รุ่นที่อัปเดต Android 14 ได้ ประกอบด้วย: OPPO Find N3 และ Find N3 Flip: สมาร์ตโฟนหน้าจอพับรุ่นล่าสุดที่ได้รับฟีเจอร์เต็มรูปแบบ OPPO Find N2 Flip: รุ่นพับรุ่นแรกในไทยที่ยังได้ไปต่ออย่างยาวนาน OPPO Find X5 Pro: อดีตเรือธงที่ยังคงทรงพลังและรองรับการใช้งานในระดับสูง OPPO Find X3 Pro: แม้จะเป็นรุ่นเก่าหลายปีแล้ว แต่ยังอยู่ในรายชื่อที่ได้รับอัปเดตในหลายภูมิภาค

สำหรับผู้ใช้ Find Series การอัปเดตนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการหน่วยความจำผ่าน Trinity Engine ซึ่งช่วยให้แอปพลิเคชันเบื้องหลังยังคงทำงานได้โดยไม่ถูกปิดตัวลงบ่อยเกินไป โดยเฉพาะในรุ่น Find X5 Pro ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงอยู่แล้ว การอัปเดตนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี

เจาะลึก OPPO Reno Series รุ่นยอดนิยมที่ได้ไปต่อ

ซีรีส์ Reno เป็นรุ่นที่มียอดผู้ใช้งานสูงที่สุดในไทย และเป็นรุ่นที่หลายคนเฝ้ารออัปเดตมากที่สุด เพราะเน้นเรื่องงานดีไซน์และกล้องถ่ายภาพ

เช็กรายชื่อ OPPO อัปเดตแอนดรอยด์ 14: 1. OPPO Reno10 Series 5G (ทุกรุ่นย่อย) 2. OPPO Reno8 Series 5G (Reno8, Reno8 Pro, Reno8 T) 3. OPPO Reno7 Series (Reno7, Reno7 Z, Reno7 Pro) 4. OPPO Reno8 Z 5G

เทคโนโลยี Trinity Engine ใน ColorOS 14 ช่วยปรับปรุงการจัดระเบียบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในรุ่นที่มีความจุจำกัดอย่าง Reno8 Series การปรับปรุงนี้จะช่วยคืนพื้นที่ว่างจากการบีบอัดข้อมูลระบบที่ไม่ได้ใช้งาน ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บรูปภาพหรือวิดีโอเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลบแอปพลิเคชันออก [1]

ตอนที่ผมลองใช้ฟีเจอร์ Smart Image Matting ใน Reno10 Pro หลังอัปเดต Android 14 มันเซอร์ไพรส์มากครับ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เรากดค้างที่รูปภาพเพื่อไดคัทตัวบุคคลหรือวัตถุออกมาได้ทันที เหมือนกับการใช้แอปพลิเคชันแต่งรูปมืออาชีพเลยทีเดียว แต่นี่คือทำได้จากอัลบั้มรูปในตัวเครื่องแบบฟรีๆ ไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม

ตระกูล OPPO A Series รุ่นประหยัดกับการอัปเดต Android 14

หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่ามือถือรุ่นราคาประหยัดจะไม่ได้รับอัปเดตใหญ่ แต่ในปี 2024 นี้ OPPO ได้ขยายการรองรับไปยัง OPPO รุ่นไหนได้ไปต่อ Android 14 มากขึ้นอย่างน่าชื่นชม

มือถือ OPPO รุ่นไหนได้แอนดรอยด์ 14 บ้าง: OPPO A98 5G และ A78 5G / 4G: รุ่นระดับกลางบนของตระกูล A ที่ได้สิทธิ์อัปเดตเป็นกลุ่มแรกๆ OPPO A58 และ A38: รุ่นคุ้มค่าที่เปิดตัวในปี 2023 ได้รับการยืนยันว่าได้ Android 14 แน่นอน OPPO A18: แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดที่สุด แต่ก็ยังอยู่ในรายชื่อผู้โชคดี

การอัปเดตในรุ่นเล็กอาจจะไม่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนเท่ารุ่นเรือธง เนื่องจากข้อจำกัดด้านชิปประมวลผล แต่สิ่งที่จะได้แน่นอนคือความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น (Security Patch) และการจัดการแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นกว่า ColorOS เวอร์ชันเดิม

นับตั้งแต่วันที่ประกาศปล่อยอัปเดต มีผู้ใช้งานรายงานว่าสมาร์ตโฟนในกลุ่ม A Series สามารถทำงานได้เสถียรขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการสลับหน้าแอปพลิเคชันที่ทำได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์เวอร์ชันก่อนหน้า [2]

ฟีเจอร์เด็ดใน ColorOS 14 ที่ทำให้คุณอยากกดอัปเดต

หากคุณยังลังเลว่าจะอัปเดตดีไหม ลองมาดูไฮไลท์ที่ ตารางอัปเดต ColorOS 14 ไทย มอบให้กับสมาร์ตโฟน OPPO ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก

Smart Touch และ File Dock: ทางลัดเพื่อการทำงาน

ฟีเจอร์ Smart Touch ช่วยให้คุณลากเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ ไปเก็บไว้ใน File Dock (แถบด้านข้าง) เพื่อนำไปใช้งานต่อในแอปอื่นได้ทันที เช่น ลากรูปจากเบราว์เซอร์มาวางในแอป Note หรือส่งใน Line ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

Trinity Engine: ความลับของความลื่นไหล

นี่คือพระเอกตัวจริงที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ ROM Vitalization (ลดขนาดแอป), RAM Vitalization (จัดการหน่วยความจำ), และ CPU Vitalization (ปรับสมดุลพลังงาน) ซึ่งทาง OPPO เคลมว่าช่วยให้เครื่องทำงานได้ลื่นไหลเหมือนใหม่นานถึง 48 เดือน [3]

แต่บอกตามตรงนะ บางครั้งคำโฆษณามันก็ดูเกินจริงไปหน่อย ผมเคยลองใช้งานแบบหนักๆ เปิดแอปทิ้งไว้ 20 แอป เครื่องรุ่นกลางๆ ก็ยังมีอาการหน่วงให้เห็นบ้างนิดหน่อย แต่ก็ยอมรับว่ามันจัดการได้ดีกว่าเวอร์ชัน 13 อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเวลาสลับแอปไปมา

ข้อควรระวังและวิธีเตรียมเครื่องก่อนอัปเดต Android 14

ก่อนจะกดปุ่มอัปเดต มี วิธีอัปเดต ColorOS 14 OPPO เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและข้อมูลไม่หาย

ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม: 1. สำรองข้อมูลสำคัญ: รูปภาพ แชทไลน์ และเอกสารสำคัญ ควรย้ายไปเก็บใน Google Drive หรือคอมพิวเตอร์ก่อนเสมอ 2. เช็กพื้นที่ว่าง: ระบบต้องการพื้นที่ประมาณ 5-7 GB ในการดาวน์โหลดและติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ 3. ชาร์จแบตเตอรี่ให้เกิน 50%: ป้องกันเครื่องดับระหว่างการอัปเดต ซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหายถาวร 4. เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เสถียร: ไฟล์อัปเดตมีขนาดใหญ่มาก การใช้ 4G / 5G อาจทำให้ข้อมูลหมดหรือเน็ตหลุดได้

อย่าตกใจถ้าหลังอัปเดตเสร็จแล้วเครื่องจะร้อนกว่าปกติในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก นั่นเป็นเพราะระบบกำลังรีดัชนีไฟล์ใหม่ทั้งหมด (Indexing) ผมแนะนำว่าให้อัปเดตช่วงก่อนนอน ชาร์จแบตทิ้งไว้ แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนเช้าจะดีที่สุด

เปรียบเทียบ ColorOS 13 vs ColorOS 14

การอัปเดตจากเวอร์ชัน 13 ไปยัง 14 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลข แต่มีการปรับปรุงในส่วนของสถาปัตยกรรมภายในเพื่อความยั่งยืนในการใช้งาน

ColorOS 13 (Android 13)

มาตรฐานตามสไตล์ Android 13 ทั่วไป

Aquamorphic Design เวอร์ชันแรก

ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม

มีพื้นฐานการจัดการรูปภาพเบื้องต้น

ColorOS 14 (Android 14) - แนะนำ

ขับเคลื่อนด้วย Trinity Engine ที่เสถียรกว่าเดิม

Aquamorphic 2.0 พร้อมระบบเสียงแจ้งเตือนแบบใหม่

ROM Vitalization ช่วยประหยัดพื้นที่ได้สูงสุด 20 GB [4]

Smart Touch และ Smart Image Matting ที่ฉลาดขึ้น

ColorOS 14 โดดเด่นกว่าในเรื่องของการจัดการทรัพยากรระยะยาว (Long-term smooth) และฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่ช่วยให้การทำงานข้ามแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
หากท่านต้องการทราบขั้นตอนการปรับปรุงระบบอย่างละเอียด สามารถศึกษาคู่มือ OPPO อัพเดท Android ยังไง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลครับ

ประสบการณ์อัปเดต Android 14 ของคุณมานะ

คุณมานะ พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ ใช้ OPPO Reno8 T 5G มานานกว่าปี และเริ่มรู้สึกว่าเครื่องเริ่มช้าลงเมื่อมีแอปเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับแจ้งเตือนอัปเดต ColorOS 14 เขาลังเลเพราะกลัวแอปธนาคารจะมีปัญหาและกลัวเครื่องค้าง

หลังจากลองเสี่ยงอัปเดตดู ปรากฏว่าในช่วง 2 วันแรกเครื่องร้อนจัดและแบตเตอรี่ลดเร็วมากจนเขาเกือบจะรีเซ็ตเครื่องใหม่เพราะคิดว่าซอฟต์แวร์มีบั๊ก เขาเกือบจะถอดใจและกลับไปใช้เวอร์ชันเก่าแล้ว

แต่หลังจากผ่านไป 3 วัน ระบบเริ่มนิ่งขึ้น มานะพบว่าพื้นที่ความจุในเครื่องเพิ่มขึ้นมาเกือบ 5 GB โดยที่เขาไม่ได้ลบอะไรออกเลย และฟีเจอร์ File Dock ช่วยให้เขาส่งไฟล์งานในกลุ่ม Line ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

ผลลัพธ์คือเครื่อง Reno8 T ของเขากลับมาลื่นไหลเหมือนวันแรกที่ซื้อมา (ความเร็วสลับแอปดีขึ้นประมาณ 15%) และเขายังใช้งานแอปธนาคารทุกแอปได้ปกติ ทำให้เขามั่นใจที่จะแนะนำให้เพื่อนร่วมงานกดอัปเดตตาม

ถาม & ตอบด่วน

อัปเดต Android 14 แล้วแบตเตอรี่จะหมดเร็วขึ้นไหม?

ในช่วง 2-3 วันแรกหลังอัปเดต แบตเตอรี่อาจลดเร็วกว่าปกติเนื่องจากระบบกำลังปรับจูนไฟล์เบื้องหลัง หลังจากนั้นการจัดการพลังงานด้วย Trinity Engine จะช่วยให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นและเสถียรกว่าเดิม

ทำไมรายชื่อรุ่นที่ได้ไปต่อถึงไม่ได้รับอัปเดตพร้อมกัน?

OPPO ใช้วิธีการทยอยปล่อยอัปเดตตามภูมิภาคและซีรีส์ของเครื่อง เพื่อป้องกันปัญหาเซิร์ฟเวอร์หนาแน่นและเพื่อตรวจสอบความเสถียร โดยปกติรุ่น Find Series จะได้อัปเดตก่อน ตามด้วย Reno และ A Series ตามลำดับ

ข้อมูลในเครื่องจะหายไหมถ้ากดอัปเดตเวอร์ชันใหม่?

โดยปกติการอัปเดตผ่านระบบ OTA จะไม่ทำให้ข้อมูลหาย แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แนะนำให้สำรองข้อมูลรูปภาพและไฟล์สำคัญไว้ใน Google Photos หรือ Cloud ก่อนเริ่มกระบวนการเสมอเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย

จดจำอย่างรวดเร็ว

Trinity Engine คือหัวใจสำคัญ

ช่วยให้มือถือรุ่นเก่ากลับมาลื่นไหลขึ้นและช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 20 GB ผ่านเทคโนโลยี ROM Vitalization

ตรวจสอบรายชื่อให้มั่นใจก่อน

รุ่นที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาในตระกูล Find, Reno และ A Series ส่วนใหญ่รองรับ Android 14 ทั้งสิ้น

เตรียมความพร้อมคือสิ่งจำเป็น

ควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 7 GB และชาร์จแบตเตอรี่ให้เกิน 50% ก่อนเริ่มการอัปเดตเพื่อความปลอดภัยของระบบ

แหล่งอ้างอิง

  • [1] Oppo - เทคโนโลยี Trinity Engine ใน ColorOS 14 ช่วยปรับปรุงการจัดระเบียบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 20%
  • [2] Oppo - นับตั้งแต่วันที่ประกาศปล่อยอัปเดต มีผู้ใช้งานรายงานว่าสมาร์ตโฟนในกลุ่ม A Series สามารถทำงานได้เสถียรขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการสลับหน้าแอปพลิเคชันที่ทำได้รวดเร็วขึ้นประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์เวอร์ชันก่อนหน้า
  • [3] Oppo - OPPO เคลมว่าช่วยให้เครื่องทำงานได้ลื่นไหลเหมือนใหม่นานถึง 48 เดือน
  • [4] Oppo - ROM Vitalization ช่วยประหยัดพื้นที่ได้สูงสุด 20 GB