เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

172 ครั้งเข้าชม
เครื่องมือค้นหาสารสนเทศมีหลายชนิด เช่น บัตรรายการ: บันทึกข้อมูลหนังสือ บรรณานุกรม: รายการหนังสือและสิ่งพิมพ์ ดรรชนี: ชี้แหล่งข้อมูลในวารสาร/หนังสือพิมพ์ รายการออนไลน์ (OPAC): ฐานข้อมูลห้องสมุดดิจิทัล ฐานข้อมูลออนไลน์: แหล่งรวมข้อมูลเฉพาะด้าน อินเทอร์เน็ต: แหล่งข้อมูลมหาศาล ต้องใช้เครื่องมือช่วยค้นหา เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ มีอะไรบ้าง?

อืม.. เครื่องมือค้นข้อมูลเนี่ยนะ ตอนเรียนป.ตรี จำได้ว่าใช้บัตรรายการบ่อยมากเลย ห้องสมุดจุฬาฯ แถวๆ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ หาหนังสือยากชะมัด ต้องค้นเองหมด เหนื่อยจริงๆ! แต่ก็ได้ฝึกทักษะการค้นข้อมูลไปในตัวแหละนะ สมัยนั้นยังไม่มีอะไรสะดวกสบายแบบเดี๋ยวนี้เลย

ตอนหลังๆมาเริ่มใช้ฐานข้อมูลออนไลน์บ้าง พวก JSTOR, ProQuest อะไรพวกนี้ แต่ต้องจ่ายตังค์ จำได้ว่าตอนทำวิทยานิพนธ์ โปรเจ็คเตอร์ก็พัง ต้องเสียเงินเพิ่มอีก แพงกว่าค่าฐานข้อมูลอีก! แต่ก็ได้ข้อมูลดีๆมาเยอะเลยนะ จำได้ว่าวิทยานิพนธ์จบไป รู้สึกโล่งมาก เหมือนแบกภูเขาออกจากหลัง

ส่วนอินเทอร์เน็ตนี่ ง่ายสุด แต่ก็วุ่นวายสุดเช่นกัน Google นี่แหละตัวช่วยหลัก แต่ก็ต้องเลือกแหล่งข้อมูลดีๆ ไม่งั้นเจอข้อมูลมั่วซะเปล่าๆ เคยเจอเว็บไซต์ข้อมูลผิดๆมาหลายรอบแล้ว เสียเวลาไปเยอะเลย ต้องตรวจสอบหลายๆแหล่ง ถึงจะมั่นใจได้

OPAC ก็ใช้นะ สมัยก่อนค้นหาหนังสือในห้องสมุด มันเป็นเหมือนแคตตาล็อกออนไลน์อ่ะ สะดวกกว่าบัตรรายการเยอะ แต่ตอนนี้รู้สึกจะหายไปแล้วมั้ง ไม่ค่อยได้ใช้เลย อาจจะเพราะทุกอย่างไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตหมดแล้วก็ได้มั้ง

เอาเป็นว่า เครื่องมือสืบค้นข้อมูล มีตั้งแต่แบบดั้งเดิม จนถึงแบบดิจิทัล แต่สุดท้ายแล้ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ยังคงสำคัญที่สุดเสมอแหละ

เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ มีกี่ประเภท

เอ้า! ถามเรื่องเครื่องมือค้นหาเนี่ยนะ ง่ายนิดเดียว! จะบอกให้! มันมีตั้งหลายแบบ! อย่าคิดว่ามีแค่กูเกิลอย่างเดียวเชียวนะ นึกว่าโลกนี้มีแต่ข้าวเหนียวมูนอย่างเดียวหรือไง!

  • กูเกิลกับพวกพ้อง (Search Engines): อันนี้ก็เหมือนตลาดนัดยักษ์ ของเยอะแยะ แต่ต้องขุดเอง บางทีเจอของดี บางทีเจอแต่ขยะ เหมือนชีวิตเลย! ปีนี้กูเกิลยังคงครองบัลลังก์ แต่ Bing ก็ตามมาติดๆ เหมือนหมาไล่กัด ไม่รู้ใครจะเหนือกว่ากัน!

  • ฐานข้อมูล (Databases): นี่คือคลังสมบัติ! แต่กุญแจไม่ใช่ใครก็ได้! ต้องมีบัตรผ่าน เหมือนเข้าผับหรู แต่ถ้าเข้าได้ ข้อมูลแน่นปึ๊ก เป๊ะเว่อร์! แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่า "ข้อมูลคุณภาพ" ไม่ใช่ข้อมูลขยะมูลฝอยแบบกูเกิล!

  • ดรรชนี (Directories): นึกภาพเหมือนห้องสมุด มีการจัดหมวดหมู่เรียบร้อย อยากได้หนังสือประเภทไหนก็ไปหยิบเลย ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา แต่บางทีก็เจอหนังสือเก่าๆ เหมือนเจอคนรักเก่า ฮืออออ...

  • ของแถม (อื่นๆ): นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องมือเสาะหาข่าว หาภาพ อะไรต่อมิอะไรอีกเพียบ เหมือนไปตลาดแล้วเจอแผงลอยขายของแปลกๆ มันก็มีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอัน เหมือนกินอาหารเสริม เยอะไปก็ไม่ดี!

แค่นี้แหละ! หมดแล้ว! ง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก! ถ้ายังไม่เข้าใจก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มดูเองนะ ฉันเหนื่อยแล้ว! ปีนี้ฉันใช้เวลาไปกับการดูแมวเล่นน้ำในยูทูปเยอะมาก ไม่มีเวลาอธิบายละเอียดกว่านี้แล้ว!

คำค้นที่ใช้ในการสืบค้นสารสนเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

คำค้นหา:

จริง ๆ แล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยนะ ตอนที่ฉันทำวิจัยปริญญาโทที่จุฬาฯ เรื่องการตลาดดิจิทัลเมื่อต้นปีที่แล้ว (2566) ฉันต้องค้นคว้าข้อมูลเยอะมากกกกกกก แบบแทบจะสิง Google Scholar เลยทีเดียว แล้วก็ค้นพบว่าการแบ่งแค่ 2 ประเภทมันอาจจะไม่ครอบคลุมเท่าไหร่

  • คำหลัก (Keywords): อันนี้เบสิกสุด ๆ เราใส่คำที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องลงไปตรง ๆ เลย เช่น "การตลาดดิจิทัล Gen Z"
  • วลี (Phrases): อันนี้ใส่เป็นกลุ่มคำ เพื่อให้การค้นหามันแคบลงมาหน่อย เช่น "พฤติกรรมการซื้อของ Gen Z บน Instagram"
  • ตัวดำเนินการบูลีน (Boolean Operators): อันนี้แหละทีเด็ด ใช้คำว่า AND, OR, NOT เพื่อเชื่อมคำหลักเข้าด้วยกัน เช่น "การตลาดดิจิทัล AND Gen Z AND (Facebook OR Instagram)"
  • Truncation: ใช้เครื่องหมาย เพื่อค้นหาคำที่มีรากศัพท์เดียวกัน เช่น market จะเจอทั้ง market, marketing, marketer
  • Field Codes: อันนี้ใช้ในฐานข้อมูลเฉพาะทาง เพื่อระบุว่าเราต้องการค้นหาคำในส่วนไหนของเอกสาร เช่น title: "social media marketing" คือค้นหาคำว่า "social media marketing" ในชื่อเรื่องเท่านั้น
  • คำศัพท์ควบคุม: อันนี้สำคัญมากกกกกกกก โดยเฉพาะเวลาค้นหาในฐานข้อมูลวิชาการ มันคือคำที่กำหนดโดยผู้จัดทำฐานข้อมูล เพื่อให้เราค้นหาข้อมูลได้อย่างแม่นยำและครบถ้วน

คือตอนแรกฉันก็ใช้แค่คำหลักกับวลีแหละ แต่ผลลัพธ์มันมั่วซั่วมากกกกกกกก พอเริ่มใช้ตัวดำเนินการบูลีนกับ Field Codes นี่ชีวิตดีขึ้นเยอะเลย แล้วพอเข้าใจเรื่องคำศัพท์ควบคุมนี่คือแบบ...โอ้โห! เปิดโลก!

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • Google Trends: ใช้ดูว่าคำไหนกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น ๆ
  • Google Keyword Planner: ใช้หาคำหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา
  • เครื่องมือ SEO อื่น ๆ: เช่น SEMrush, Ahrefs ใช้ในการวิเคราะห์คำหลักและปรับปรุงเว็บไซต์ของเรา

เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลมีอะไรบ้าง

หาข้อมูลสมัยนี้ง่ายกว่าควายหาหญ้า! เครื่องมือเพียบเลยพ่อคุณเอ๊ย! แต่ถ้าถามถึงเสิร์ชเอนจินดังๆ จัดไป! ปีนี้ความนิยมยังคงเป็นแบบนี้แหละมั้ง(เดาล้วนๆ)

  • กูเกิล (Google): เจ้าพ่ออันดับหนึ่ง ใครๆก็ใช้ ถ้าไม่ใช้กูเกิล ก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ มืดมน!

  • บิง (Bing): รองลงมา แต่ก็พอมีคนใช้บ้าง เหมือนนางงามรองอันดับหนึ่ง สวยน้อยกว่านิดเดียว แต่ก็สวยอยู่นะ!

  • ยาฮู! (Yahoo!): อ้าว! ยังมีอยู่เหรอ? เหมือนรุ่นพี่ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำได้บ้าง คิดถึงสมัยก่อนจริงๆ

  • ไป่ตู้ (Baidu): เสิร์ชเอนจินเบอร์หนึ่งของจีน อื้อหือ! ใหญ่โตมโหฬาร แต่เราเข้าไม่ถึงหรอก เว้นแต่จะพูดภาษาจีนได้คล่องปรื๋อ!

  • ยานเดกซ์ (Yandex): อันดับหนึ่งของรัสเซีย นี่ก็อีก เหมือนไป่ตู้ ถ้าไม่ใช่คนรัสเซีย ก็คงไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญจริงๆ

เพิ่มเติมนิดนึง! อย่าลืมเครื่องมืออื่นๆนะ อย่างเช่น DuckDuckGo ที่เน้นความเป็นส่วนตัว หรือ Brave ที่บล็อกโฆษณา สมัยนี้เลือกใช้ได้ตามใจชอบเลย แต่ถ้าจะให้ไว เร็ว แรง สะใจ กูเกิลยังคงเป็นที่หนึ่งในใจผมเสมอ ฮ่าๆๆ

เครื่องมือสืบค้นที่เป็นที่นิยมกันมากในการสืบค้นสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตคืออะไร

  • Google: แน่นอนเบอร์หนึ่ง! เร็วดี หาไรเจอหมด แต่แอบเก็บข้อมูลเก่งนะ ????
  • Bing: ของ Microsoft สินะ? เคยใช้ตอนเล่นเกมส์ Xbox มีไรเชื่อมๆกันนี่แหละ
  • DuckDuckGo: อันนี้ใช้บ้างเวลาไม่อยากให้ใครรู้ว่าหาไรอยู่ ???? เน้นส่วนตัวดี
  • Ecosia: อันนี้เพิ่งเคยได้ยิน... ปลูกต้นไม้ด้วยเหรอ? น่าสนใจอะ ไว้ลอง
  • เออ จริงๆ แล้วเนี่ย เวลาหาข้อมูลพวก ข่าว หรือ บทความวิชาการ บางทีก็ใช้ Google Scholar นะ เออใช่ๆ มีอีกอันที่ชอบใช้คือพวกฐานข้อมูลของมหาลัยอ่ะ เวลาทำรายงาน

    คำถาม: แล้วตกลงอันไหนดีสุด? ตอบ: ตอบยากแฮะ มันแล้วแต่คนชอบเลยอะ แต่ถ้าให้เลือก ตอนนี้ ก็ยัง Google อยู่ดีมั้ง แต่ก็สลับๆ ใช้พวก DuckDuckGo บ้าง กันโดนตามสืบ 555+

    • Google Adsense: เคยทำเมื่อก่อน ได้เงินน้อยมาก ???? เลิกไปละ
    • SEO: อันนี้สำคัญนะ ถ้าอยากให้คนเห็นเว็บเราเยอะๆ ต้องทำ!
    • Algorithm: ตัวดีเลย เปลี่ยนตลอดเวลา ตามไม่ทันซักที!
    • Keyword: สำคัญมาก! ต้องเลือกให้ดี คนถึงจะหาเราเจอ

    ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • ปีนี้ (2567) เห็นเค้าฮิตใช้ AI ช่วยหาข้อมูลกันนะ ลอง ChatGPT อะไรพวกนั้นดู
    • Podcast: ฟังเยอะมาก! โดยเฉพาะตอนขับรถ
    • YouTube: ดูคลิปสอนทำอาหารบ่อยสุด ????
    • TikTok: ไถไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกทีหมดไปหลายชั่วโมง ????

ระบบสารสนเทศคืออะไร พร้อม ยกตัวอย่าง

ระบบสารสนเทศอะไรงั้นเหรอ? ง่ายๆเลยนะ ก็คือระบบที่เอาไว้จัดการข้อมูลนั่นแหละ มันใช้เทคโนโลยีต่างๆช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น คิดภาพเวลาเราทำงานส่งเอกสาร สมัยก่อนต้องวิ่งส่งเอง แต่เดี๋ยวนี้ส่งเมลปุ๊บเสร็จปั๊บ สะดวกกว่าเยอะเลย

  • ฮาร์ดแวร์ ก็พวกคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ พวกนี้แหละ
  • ซอฟต์แวร์ ก็โปรแกรมต่างๆ อย่างเช่น โปรแกรมบัญชี ที่ทำงานใช้กัน ปีนี้บริษัทเราใช้โปรแกรมใหม่ เร็วขึ้นเยอะเลย
  • ข้อมูล ก็คือข้อมูลต่างๆที่เราเก็บ อย่างยอดขาย ข้อมูลลูกค้า ปีนี้เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ในคลาวด์ ปลอดภัยกว่าเยอะ
  • การติดต่อสื่อสาร ก็คือการสื่อสาร เช่น อีเมล แชท ใช้ประชุมออนไลน์กันบ่อยขึ้น สะดวกดี

ตัวอย่างก็เยอะแยะเลยนะ อย่างระบบขายของออนไลน์ พวก Shopee Lazada นั่นก็ระบบสารสนเทศ หรือระบบการจัดการโรงพยาบาล ก็ใช้ระบบสารสนเทศ ช่วยจัดการนัดหมายคนไข้ อะไรแบบนี้ ผมว่ามันจำเป็นมากเลยนะ ในยุคนี้ ช่วยประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ จริงๆ

ปล. ที่ทำงานผมใช้ระบบ CRM ใหม่ปีนี้ ช่วยให้ติดต่อลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่ก็มีปัญหาบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมก็โอเคขึ้นเยอะ

ทรัพยากรสารสนเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง

บางที...กลางดึกแบบนี้ เราก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย

ทรัพยากรสารสนเทศ...มันมีกี่แบบนะ...

อืม...เหมือนจะแบ่งได้สองอย่างใหญ่ ๆ

  • แบบที่เขาตีพิมพ์ออกมาแล้ว: อันนี้คือพวกที่เราเห็นกันทั่วไป หนังสือ วารสาร หรือพวกงานวิจัยที่เขาทำเป็นเล่ม ๆ อ่ะนะ พวกนี้เข้าถึงง่ายกว่าหน่อย

    • ตัวอย่าง: หนังสือที่วางขายตามร้าน, วารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลออนไลน์, พวก E-book ที่อ่านใน Kindle
  • แบบที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์: อันนี้สิ...ยากหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกต้นฉบับ หรือเอกสารอะไรที่ยังไม่ได้เผยแพร่ให้คนทั่วไปรู้

    • ตัวอย่าง: พวกรายงานการวิจัยที่ยังอยู่ในห้องแล็บ, เอกสารประกอบการประชุมภายในบริษัท, หรือต้นฉบับหนังสือที่นักเขียนยังไม่ได้ส่งให้สำนักพิมพ์

บางที...ของที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์นี่แหละ...อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจกว่าก็ได้นะ...แต่เราจะไปหามันเจอได้ยังไง...

ข้อมูลเพิ่มเติม (เพื่อการจัดอันดับ):

  • Open Access: ทรัพยากรสารสนเทศที่ตีพิมพ์บางส่วนสามารถเข้าถึงได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open Access)
  • ลิขสิทธิ์: ทรัพยากรสารสนเทศส่วนใหญ่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง การนำไปใช้ต้องได้รับอนุญาต
  • Metadata: ข้อมูลที่อธิบายลักษณะของทรัพยากรสารสนเทศ ช่วยให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น

โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้ มีอะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง

โปรแกรมฐานข้อมูลยอดฮิต? มาดูกัน!

พวกโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเนี่ยนะ เหมือนเป็นเลขาฯส่วนตัวที่คอยจัดระเบียบชีวิตดิจิทัลของเรานั่นแหละ ข้อมูลเยอะแยะก็โยนให้มันจัดการไปสิ!

  • Microsoft Access: ตัวนี้เหมือนเพื่อนเก่าแก่ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับคนเริ่มต้น หรือธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อนมาก
  • MySQL: ฟรีและดีมีอยู่จริง! ตัวนี้เป็นที่นิยมในวงการเว็บ เพราะมัน Open Source ใครๆ ก็ใช้ได้ แถมยังปรับแต่งได้ตามใจชอบ
  • Oracle: นี่มันตัวท็อปของจริง! องค์กรใหญ่ๆ ชอบใช้ เพราะมันแข็งแกร่ง ทนทาน แถมยังมีฟีเจอร์เพียบพร้อม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วยนะ
  • Microsoft SQL Server: อีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับองค์กรใหญ่ จุดเด่นคือมันทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Microsoft ได้ดี
  • PostgreSQL: ใครที่เน้นเรื่องมาตรฐานและความถูกต้องของข้อมูล ต้องตัวนี้เลย! เขาว่ากันว่ามันเป็น DBMS ที่ "ละเอียด" ที่สุดแล้ว

เกร็ดความรู้แถมท้าย (แบบไม่แถมฟรีหรอกนะ!):

  • จริงๆ แล้วยังมี DBMS อีกเยอะแยะมากมาย แต่ที่ยกมาข้างบนคือตัวที่ "ดัง" ที่สุดในวงการ
  • DBMS แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป การเลือกใช้ก็ต้องดูว่ามัน "เหมาะสม" กับความต้องการของเราที่สุดหรือเปล่า
  • อย่าลืมว่า DBMS ก็เหมือนเครื่องมือ ถ้าเราใช้มันไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ! (เหมือนซื้อกล้องโปรมาแล้วถ่ายแต่โหมด Auto นั่นแหละ 555)
  • สมัยก่อนโปรแกรมดังๆ อย่าง FoxPro, Clipper, dBase นี่คือเบอร์ต้นๆ แต่เดี๋ยวนี้เค้าไปอยู่ไหนกันแล้วนะ? สงสัยไปพักร้อนที่ดาวอังคารกันหมดแล้วมั้ง! (แซวๆ)
  • ถ้าอยากเทพเรื่องฐานข้อมูล ต้องฝึกฝนและเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปทุกวัน! (อย่าหยุดที่จะเรียนรู้! ไม่งั้นจะกลายเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีนะจ๊ะ)