เทคโนโลยี IoT ถูกคิดค้นภายใต้โครงการชื่อว่าอะไร และสถาบันใดที่คิดค้นขึ้นมา

126 ครั้งเข้าชม
เทคโนโลยี IoT ถูกคิดค้นภายใต้โครงการ Auto-ID Center ที่สถาบัน MIT โดย Kevin Ashton เป็นผู้บัญญัติคำว่า Internet of Things ในปี 1999 ในยุคแรกต้นทุนชิป RFID อยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น ซึ่งสูงเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โครงการ Auto-ID Center ที่ MIT: จุดกำเนิดที่แท้จริงของเทคโนโลยี IoT

สำหรับโครงการที่คิดค้นเทคโนโลยี IoT และสถาบันที่วิจัยนั้น เทคโนโลยีนี้ถูกคิดค้นภายใต้โครงการ Auto-ID Center ที่สถาบัน MIT โดย Kevin Ashton เป็นผู้บัญญัติคำว่า Internet of Things ในปี 1999

โครงการ Auto-ID Center และสถาบัน MIT: จุดกำเนิดที่แท้จริงของเทคโนโลยี IoT

เทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT ถูกคิดค้นขึ้นภายใต้โครงการวิจัยที่มีชื่อว่า Auto-ID Center โดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนโลกของการสื่อสารจากระดับบุคคลสู่ระดับวัตถุ และเป็นโครงการที่คิดค้นเทคโนโลยี IoT และสถาบันที่วิจัยหลักในยุคนั้น แนวคิดนี้ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในปี 1999 โดย Kevin Ashton ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยดังกล่าว ขณะที่เขากำลังนำเสนอแผนงานให้กับบริษัท Procter & Gamble (P&G) เพื่อแก้ปัญหาการจัดการสต็อกสินค้าโดยใช้เทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี IoT ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวคิดที่ว่าสิ่งของต่างๆ จะสื่อสารกันเองได้อย่างไร การวิจัยที่ MIT มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบมาตรฐานโลกสำหรับการระบุตัวตนของวัตถุแต่ละชิ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนา Electronic Product Code (EPC) ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ทำไมต้องเป็นโครงการ Auto-ID Center และใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง?

หลายคนอาจสงสัยว่า Auto-ID Center MIT คืออะไร โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของนักวิจัยชั้นนำและบริษัทเอกชนระดับโลก เพื่อเป้าหมายในการสร้างอินเทอร์เน็ตสำหรับสิ่งของ โดยมี Kevin Ashton เป็นผู้บัญญัติคำว่า Internet of Things ขึ้นมาเพื่อให้ผู้บริหารในยุคนั้นเห็นภาพว่า หากเราใส่เซ็นเซอร์หรือชิปขนาดเล็กลงในสินค้า สิ่งเหล่านั้นจะสามารถ คุย กับระบบหลังบ้านได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์ป้อนข้อมูล

ในยุคแรกนั้น การยอมรับเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามเมื่อศึกษาเรื่อง RFID และต้นกำเนิด IoT - เพราะในขณะนั้นเทคโนโลยี RFID ยังมีราคาแพงและขนาดที่ใหญ่เกินกว่าจะนำไปติดกับสินค้าทั่วไปได้ทุกชิ้น ข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 1999-2000 ต้นทุนของชิป RFID อยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น [3] ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ในระดับพันล้านชิ้นต่อปี

ผมจำได้ว่าตอนที่เริ่มศึกษา ประวัติ Internet of Things ใหม่ๆ ผมเองก็เคยสับสนว่า IoT เกิดขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง Cisco หรือเปล่า แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในบันทึกการวิจัยของ MIT จะพบว่ามันเริ่มต้นจากห้องแล็บวิจัยเล็กๆ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชนเท่านั้น การเข้าใจต้นกำเนิดนี้ช่วยให้เราเห็นว่า IoT ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพในโลกแห่งความเป็นจริง

วิวัฒนาการจาก RFID สู่ระบบอัจฉริยะในปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นที่เน้นเพียงแค่การติดตามสินค้าในคลัง ปัจจุบัน IoT ได้ขยายตัวไปสู่ทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่บ้านอัจฉริยะไปจนถึงการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม (IIoT) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการลดลงของราคาเซ็นเซอร์และพลังในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

หากเปรียบเทียบจากอดีตจนถึงปี 2026 เราจะพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้: จำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อ: ในปี 2026 คาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกันมากกว่า 22,000 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงสิบปีก่อนหน้า ต้นทุนเทคโนโลยี: ราคาเฉลี่ยของเซ็นเซอร์ IoT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา [2] ทำให้การติดตั้งระบบอัจฉริยะในบ้าน (Smart Home) เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในราคาหลักพันบาท ความเร็วในการส่งข้อมูล: การเปลี่ยนผ่านจาก 4G สู่ 6G ในอนาคตอันใกล้ช่วยลดความหน่วง (Latency) ลงเหลือไม่ถึง 1 มิลลิวินาที ทำให้การสื่อสารระหว่างวัตถุเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์อย่างสมบูรณ์

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับจุดกำเนิดของ IoT

หากสงสัยว่า Kevin Ashton คือใคร เขาคือผู้ที่ทำให้วิสัยทัศน์นี้ชัดเจนขึ้น หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคำว่า Internet of Things เกิดขึ้นในยุคสมาร์ทโฟนรุ่งเรือง แต่ความจริงแล้วมันถูกคิดค้นขึ้นก่อนที่ iPhone เครื่องแรกจะเปิดตัวถึง 8 ปีเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีความสับสนระหว่าง IoT กับเทคโนโลยี Ubiquitous Computing ของ Mark Weiser ซึ่งแม้จะมีแนวคิดที่คล้ายกันในการนำคอมพิวเตอร์ไปอยู่รอบตัวเรา แต่ IoT เน้นย้ำไปที่การเชื่อมต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่จับต้องได้

แต่เดี๋ยวก่อน มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและคนมักมองข้ามไปเกี่ยวกับการใช้ IoT ในชีวิตประจำวันที่อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหากเราไม่ระวัง - ผมจะอธิบายถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับความสะดวกสบายนี้ในส่วนสรุปข้างล่าง

เปรียบเทียบ IoT ในยุคเริ่มต้น vs IoT ในยุคปัจจุบัน (2026)

เพื่อให้เห็นภาพความก้าวหน้าจากโครงการ Auto-ID Center ที่ MIT สู่ปัจจุบัน นี่คือการเปรียบเทียบในประเด็นหลักๆ

IoT ยุคแรก (1999-2005)

• เน้นการใช้ RFID และแท็กแบบ Passive เป็นหลัก

• ใช้ในการจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในองค์กรขนาดใหญ่

• เชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายภายในเฉพาะจุด (Local Network)

IoT ยุคปัจจุบัน (2026) ⭐

• ผสาน AI, Edge Computing และเซ็นเซอร์อัจฉริยะความแม่นยำสูง

• ใช้งานทุกมิติ ตั้งแต่ระดับบุคคล (Smart Wearables) ไปจนถึงระดับเมือง (Smart Cities)

• เชื่อมต่อผ่าน 5G/6G และ Cloud Computing แบบไร้รอยต่อทั่วโลก

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ 'ความฉลาด' ของอุปกรณ์ ยุคแรกอุปกรณ์ทำหน้าที่เพียงแค่ระบุตัวตน (ID) แต่ในยุคปัจจุบันอุปกรณ์สามารถตัดสินใจและประมวลผลข้อมูลได้ด้วยตัวเองผ่าน AI ทำให้ IoT กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่สามารถแยกออกได้

กรณีศึกษา: การปรับตัวของคลังสินค้าสินค้าส่งออกในไทย

คุณมานพ เจ้าของโกดังสินค้าเกษตรส่งออกในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประสบปัญหาของหายและข้อมูลสต็อกไม่ตรงกับความเป็นจริงมานานกว่า 5 ปี ทำให้สูญเสียรายได้หลักแสนบาทต่อไตรมาส

เขาพยายามนำระบบบาร์โค้ดมาใช้ แต่พนักงานมักจะลืมยิงโค้ด หรือบางครั้งป้ายกระดาษก็เปียกชื้นจนอ่านไม่ได้ การนับสต็อกแต่ละครั้งใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมงและต้องหยุดงานทั้งโกดัง

จุดเปลี่ยนคือเมื่อเขาตัดสินใจลงทุนติดตั้งระบบ IoT ตามแนวคิด Auto-ID Center โดยใช้แท็ก RFID ติดที่กระสอบข้าวและติดตั้งตัวอ่านที่ประตูทางเข้าออกทั้งหมด แม้ตอนแรกจะกังวลเรื่องค่าติดตั้งระบบที่สูงถึง 2 แสนบาท

หลังจากใช้งานไป 6 เดือน มานพพบว่าความผิดพลาดของข้อมูลลดลงจนเหลือเกือบ 0 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดเวลาในการเช็คสต็อกลงได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เขารู้สถานะสินค้าได้ทันทีจากหน้าจอมือถือ

สรุปกลยุทธ์

IoT เริ่มต้นที่ห้องแล็บ MIT

โครงการ Auto-ID Center ที่สถาบัน MIT คือผู้ให้กำเนิดเทคโนโลยีและชื่อเรียก Internet of Things ในปี 1999

RFID คือต้นทางของความฉลาด

เทคโนโลยีระบุตัวตนด้วยคลื่นวิทยุ (RFID) คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สิ่งของสามารถสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้

การเติบโตที่ไม่หยุดยั้ง

จากชิปราคา 1 ดอลลาร์ในอดีต สู่ระบบอัจฉริยะที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อมากกว่า 22,000 ล้านเครื่องในปี 2026

หัวข้อเดียวกัน

Kevin Ashton ยังทำงานด้าน IoT อยู่หรือไม่?

ปัจจุบัน Kevin Ashton ทำหน้าที่เป็นนักเขียนและวิทยากรระดับโลกที่ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แม้จะไม่ได้บริหารโครงการ Auto-ID Center แล้ว แต่เขายังคงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ถ้าไม่มี RFID เทคโนโลยี IoT จะเกิดขึ้นได้ไหม?

ในทางทฤษฎีอาจจะเกิดขึ้นได้ผ่านเซ็นเซอร์ชนิดอื่น แต่ RFID คือรากฐานสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ เพราะมันเป็นวิธีที่ถูกและมีประสิทธิภาพที่สุดในการให้ 'ตัวตน' กับวัตถุจำนวนมหาศาล

นอกจาก MIT มีสถาบันอื่นร่วมคิดค้น IoT หรือไม่?

แม้ MIT จะเป็นจุดเริ่มต้นหลัก แต่โครงการ Auto-ID Center ยังได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ เช่น Cambridge ในอังกฤษ และ Adelaide ในออสเตรเลีย เพื่อสร้างมาตรฐานโลกให้เป็นหนึ่งเดียว

หากคุณต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมของเทคโนโลยีนี้ สามารถอ่านต่อได้ที่ Internet of Things (IoT) คือ อะไร มีความสําคัญอย่างไร

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [2] Link-labs - ราคาเฉลี่ยของเซ็นเซอร์ IoT ลดลงกว่า 65-70% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
  • [3] Hardingloevner - ในช่วงปี 1999-2000 ต้นทุนของชิป RFID อยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น