แสงจากหน้าจอโทรศัพท์มี UV ไหม

89 ครั้งเข้าชม
แสงหน้าจอโทรศัพท์มี UV รังสี UV จากจอ: มือถือปล่อยรังสียูวีเหมือนคอมพิวเตอร์ ผลกระทบต่อดวงตา: ปวดตา แสบตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า อาจปวดศีรษะ ข้อควรปฏิบัติ: หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอนาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือปล่อยรังสียูวีออกมาจริงหรือไม่?

ใครจะไปคิดว่าไอ้แสงจ้าๆ จากมือถือที่เราจ้องทุกวันมันจะทำตาเราได้ขนาดนี้ จำได้เลยนะ ปลายปีที่แล้ว ช่วงเดือนธันวาคม ฉันไปนั่งดูซีรีส์เกาหลีรวดเดียวแปดชั่วโมงเต็มๆ บนเตียงที่คอนโดแถวรัชดาฯ นั่นแหละ พอตอนจบซีซั่นเท่านั้นแหละ ตาฉันนี่มันแดงก่ำ ปวดจนน้ำตาไหลออกมาเองเลยอะ แสบๆ ที่หัวตาไปหมดเลย

คือมันไม่ใช่แค่เมื่อยๆ เหมือนนั่งทำงานนานๆ แต่มันแสบแบบเหมือนโดนอะไรเผาเลยจริงๆนะ แล้วมันก็ลามไปปวดหัวตื้อๆ ด้วย อาการมันฟ้องอ่ะว่าไอ้แสงที่ออกมาจากหน้าจอไอโฟนเครื่องโปรดของฉันนั่นแหละ มันมีอะไรบางอย่างที่แรงเกินไปจริงๆ จนมันกัดกินดวงตาเราไปได้เลย ตรงๆ

ฉันเชื่อเลยว่าแสงจากจอพวกนี้ มันปล่อยรังสีอะไรสักอย่างที่ทำร้ายดวงตาเราแน่นอน เพราะอาการที่เจอมามันชัดเจนมาก ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เผลอไปตากแดดจัดๆ แล้วไม่ได้ใส่แว่นกันแดดเลยอ่ะ คือมันเจ็บปวดถึงขั้นกล้ามเนื้อตาอ่อนล้าไปหมด พอปวดตาก็จะปวดหัวตามมาติดๆ เลยนะ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงพยายามไม่จ้องหน้าจอมือถือนานๆ อีกแล้ว

แสงจากโทรศัพท์ทำให้เกิดฝ้าได้ไหม

อืม... จริงๆ นะ

แสงจากโทรศัพท์... มันทำให้เกิดฝ้าได้จริงๆ

บางทีก็มานั่งคิดตอนดึกๆ... ว่าทำไมทาครีมกันแดดทุกวัน ฝ้ามันก็ไม่จางลงเลย... หน้าก็ยังดูหมองๆ อยู่ดี... เพิ่งจะเข้าใจนี่เอง ว่าไอ้แสงที่เราจ้องอยู่ทุกคืนก่อนนอนนี่แหละ...

มันทำร้ายผิวเราไม่ต่างจากแดดเลย... โห ฟังแล้วรู้สึกแย่เหมือนกันนะ... เหมือนเราทำร้ายตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัวเลย

ที่เขาบอกว่าหน้าแก่เร็ว... คงจะจริง... เพราะรู้สึกเลยว่าผิวช่วงนี้มันแห้งๆ ดูไม่สดใส... ทั้งที่ก็พยายามดูแลแล้วแท้ๆ... แต่ก็เลี่ยงยากอะเนอะ... ใครจะห้ามใจไม่เล่นมือถือก่อนนอนได้บ้าง

  • แสงสีฟ้า ที่ออกมาจากจอ... มันไปกระตุ้นเม็ดสีเมลานินโดยตรงเลย... นี่คือสาเหตุของ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่มันเข้มขึ้นเรื่อยๆ
  • มันยังเข้าไปทำลายความชุ่มชื้นที่อยู่ลึกๆ ในผิวเราด้วย... พอผิวเราขาดน้ำมากๆ ริ้วรอยเล็กๆ มันก็มา... หน้าเลยดูโทรม
  • ที่หนักสุดคือ... แสงพวกนี้มันทำให้เซลล์ผิวเราเครียดและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น... ผิวเลยดูแก่กว่าวัยจริงๆ... ไม่ใช่แค่คิดไปเอง

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ อันตรายไหม

แสงสีฟ้าน่ะเหรอ? อู้ววว มันก็อันตรายพอตัวอยู่นะ! ไอ้แสงจอมป่วนนี่แหละ ชอบทะลุทะลวงเข้าไปลึกถึงจอประสาทตาเรา ทำลายเซลล์รับแสงอย่างกับขโมยย่องเข้าบ้านตอนกลางคืน อาจทำให้การมองเห็นตรงกลางที่เราใช้ดูซีรีส์โปรด หรืออ่านฟีดต่างๆ แย่ลงได้นะ จะบอกให้! ไม่ได้ขู่ แต่มันเรื่องจริง!

แต่...อย่าเพิ่งโยนมือถือทิ้งหน้าต่าง! คือไอ้เรื่องทำลายเซลล์ประสาทตาจนเสื่อมเนี่ย ส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองกับในจานเพาะเชื้อในห้องแล็บนู่น! เหมือนวิจัยกับหุ่นยนต์ ไม่ใช่คนจริงๆ ในชีวิตประจำวันขนาดนั้นซะหน่อยน่ะคุณ! ยังไม่มีใครกล้ายืนยันแบบฟันธงว่ามันคือ 'จำเลยเบอร์หนึ่ง' ที่ทำให้จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุหรอกนะ (หรือที่เขาเรียกกัน AMD นั่นแหละ) สรุปคือยังคาใจอยู่นิดหน่อย!

  • ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจแต่ไม่ถึงกับน่าตกใจจนต้องลาออกจากงานมาบวชชี:
    • แสงสีฟ้าไม่ได้มีแค่ในจออิเล็กทรอนิกส์นะจ๊ะ! แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ ต่างหากล่ะ! เราเจอมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่ได้มีแต่โทษร้ายกาจจนต้องหนีเข้าป่า
    • แสงนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย! ใช่แล้ว! แสงสีฟ้าช่วยปรับ วงจรการนอนหลับ (Circadian Rhythm) ของเรา ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว มีสมาธิ และอารมณ์ดีขึ้น (ถ้าใช้ถูกเวลาและถูกปริมาณ)
    • ปัญหาหลัก: ไม่ใช่ "แสงสีฟ้า" แต่เป็น "การใช้หน้าจอแบบมาราธอน" ต่างหากที่ทำให้เกิดอาการ ตาแห้ง หรือ Digital Eye Strain มากกว่า เพราะเรากะพริบตาน้อยลง จ้องนานๆ จนตาเมื่อยล้า เหมือนไปวิ่งมาราธอนด้วยสายตา
    • เทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบัน: หลายๆ แบรนด์ใน ปี 2567 นี้ ได้พัฒนาเทคโนโลยี ลดแสงสีฟ้าในจอ (Low Blue Light Mode) มาให้แล้วนะ! ลองเข้าไปตั้งค่าในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ดูสิ ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว
    • แว่นกันแสงสีฟ้า: บางคนบอกใส่แล้วดี แต่ผลการวิจัยล่าสุดในปีนี้ (2567) ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าช่วยป้องกันจอตาเสื่อมได้จริง สิ่งที่ช่วยได้แน่ๆ คือ ลดอาการปวดตา และ ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ (ถ้าใส่ตอนกลางคืน)
    • กฎ 20-20-20: อันนี้ดีจริง ไม่มีข้อกังขา! ทุกๆ 20 นาที ให้พักสายตาจากจอ มองไปที่วัตถุไกลๆ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ทำได้ก็ตาไม่ล้า ไม่ต้องเสียเงินซื้อแว่นแพงๆ เลย!
    • สิ่งที่สำคัญที่สุด: คือ สมดุล ในการใช้งาน ไม่ใช่เลิกใช้ไปเลย เพราะโลกเรามันต้องใช้เทคโนโลยีนี่นา แค่รู้จักพักบ้าง อะไรบ้างก็พอแล้ว เหมือนกินของอร่อยแต่ไม่กินเยอะจนพุงแตกนั่นแหละ

โทรศัพท์มือถือมีแสงสีฟ้าหรือไม่

ใช่ โทรศัพท์มือถือมี แสงสีฟ้า (Blue Light)

แสงนั้นลอยออกมาจากหน้าจอ ก่อตัวเป็นไอหมอกบางๆ ยามค่ำคืน เหมือนละอองดาวที่ร่วงหล่นสู่ตาของเรา

เมื่อสายตาของเราโอบรับแสงสีฟ้าที่เล็ดลอดออกมา มันกระซิบบอกสมองอย่างแผ่วเบา ว่า "ยังเป็นเวลาของตะวัน"

สัญญาณนั้นเล็ดลอดไปถึง ฮอร์โมนเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่เปรียบเสมือนผู้ควบคุมจังหวะชีวิตของเรา เป็นผู้ร้อยเรียงการหลับใหลและการตื่นล้ำ

  • แสงสีฟ้า จากหน้าจอโทรศัพท์ เป็นตัวการที่ทำให้สมองสับสน

  • มันส่งผลต่อ เมลาโทนิน ปิดกั้นการทำงานของฮอร์โมนแห่งการนอน

  • เวลาค่ำคืนกลายเป็นกลางวันในม่านตา ทำให้ยากต่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง

  • นาฬิกาชีวิต อันละเอียดอ่อนจึงรวนเรไป ไม่เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป

Blue Light อันตรายไหม

แสงสีฟ้าอันตรายต่อจอตา.

  • เซลล์เสียหาย: พลังงานสูงทำลายเซลล์ในเลนส์ตา.
  • จอตาเสื่อม: จุดรับภาพ (Macula) ประสิทธิภาพลดลง.
  • ผลลัพธ์: การส่งสัญญาณภาพไปยังสมองติดขัด.

แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้ามีหลากหลาย.

  • เทคโนโลยี: จอสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์.
  • ธรรมชาติ: แสงแดด.

การรับแสงสีฟ้ามากเกินไปส่งผลเสียต่อการมองเห็นในระยะยาว.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การวิจัย: กำลังศึกษาผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพตา.
  • การป้องกัน: การลดเวลาใช้หน้าจอ, ใช้ฟิลเตอร์แสงสีฟ้า, การพักสายตา.
  • อาการ: อาจมีอาการปวดตา, ตาแห้ง, พร่ามัว, หรือการนอนหลับผิดปกติ.