แสงจากหน้าจอโทรศัพท์มี UV ไหม
แสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือปล่อยรังสียูวีออกมาจริงหรือไม่?
ใครจะไปคิดว่าไอ้แสงจ้าๆ จากมือถือที่เราจ้องทุกวันมันจะทำตาเราได้ขนาดนี้ จำได้เลยนะ ปลายปีที่แล้ว ช่วงเดือนธันวาคม ฉันไปนั่งดูซีรีส์เกาหลีรวดเดียวแปดชั่วโมงเต็มๆ บนเตียงที่คอนโดแถวรัชดาฯ นั่นแหละ พอตอนจบซีซั่นเท่านั้นแหละ ตาฉันนี่มันแดงก่ำ ปวดจนน้ำตาไหลออกมาเองเลยอะ แสบๆ ที่หัวตาไปหมดเลย
คือมันไม่ใช่แค่เมื่อยๆ เหมือนนั่งทำงานนานๆ แต่มันแสบแบบเหมือนโดนอะไรเผาเลยจริงๆนะ แล้วมันก็ลามไปปวดหัวตื้อๆ ด้วย อาการมันฟ้องอ่ะว่าไอ้แสงที่ออกมาจากหน้าจอไอโฟนเครื่องโปรดของฉันนั่นแหละ มันมีอะไรบางอย่างที่แรงเกินไปจริงๆ จนมันกัดกินดวงตาเราไปได้เลย ตรงๆ
ฉันเชื่อเลยว่าแสงจากจอพวกนี้ มันปล่อยรังสีอะไรสักอย่างที่ทำร้ายดวงตาเราแน่นอน เพราะอาการที่เจอมามันชัดเจนมาก ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เผลอไปตากแดดจัดๆ แล้วไม่ได้ใส่แว่นกันแดดเลยอ่ะ คือมันเจ็บปวดถึงขั้นกล้ามเนื้อตาอ่อนล้าไปหมด พอปวดตาก็จะปวดหัวตามมาติดๆ เลยนะ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงพยายามไม่จ้องหน้าจอมือถือนานๆ อีกแล้ว
แสงจากโทรศัพท์ทำให้เกิดฝ้าได้ไหม
อืม... จริงๆ นะ
แสงจากโทรศัพท์... มันทำให้เกิดฝ้าได้จริงๆ
บางทีก็มานั่งคิดตอนดึกๆ... ว่าทำไมทาครีมกันแดดทุกวัน ฝ้ามันก็ไม่จางลงเลย... หน้าก็ยังดูหมองๆ อยู่ดี... เพิ่งจะเข้าใจนี่เอง ว่าไอ้แสงที่เราจ้องอยู่ทุกคืนก่อนนอนนี่แหละ...
มันทำร้ายผิวเราไม่ต่างจากแดดเลย... โห ฟังแล้วรู้สึกแย่เหมือนกันนะ... เหมือนเราทำร้ายตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัวเลย
ที่เขาบอกว่าหน้าแก่เร็ว... คงจะจริง... เพราะรู้สึกเลยว่าผิวช่วงนี้มันแห้งๆ ดูไม่สดใส... ทั้งที่ก็พยายามดูแลแล้วแท้ๆ... แต่ก็เลี่ยงยากอะเนอะ... ใครจะห้ามใจไม่เล่นมือถือก่อนนอนได้บ้าง
- แสงสีฟ้า ที่ออกมาจากจอ... มันไปกระตุ้นเม็ดสีเมลานินโดยตรงเลย... นี่คือสาเหตุของ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่มันเข้มขึ้นเรื่อยๆ
- มันยังเข้าไปทำลายความชุ่มชื้นที่อยู่ลึกๆ ในผิวเราด้วย... พอผิวเราขาดน้ำมากๆ ริ้วรอยเล็กๆ มันก็มา... หน้าเลยดูโทรม
- ที่หนักสุดคือ... แสงพวกนี้มันทำให้เซลล์ผิวเราเครียดและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น... ผิวเลยดูแก่กว่าวัยจริงๆ... ไม่ใช่แค่คิดไปเอง
แสงสีฟ้าจากหน้าจอ อันตรายไหม
แสงสีฟ้าน่ะเหรอ? อู้ววว มันก็อันตรายพอตัวอยู่นะ! ไอ้แสงจอมป่วนนี่แหละ ชอบทะลุทะลวงเข้าไปลึกถึงจอประสาทตาเรา ทำลายเซลล์รับแสงอย่างกับขโมยย่องเข้าบ้านตอนกลางคืน อาจทำให้การมองเห็นตรงกลางที่เราใช้ดูซีรีส์โปรด หรืออ่านฟีดต่างๆ แย่ลงได้นะ จะบอกให้! ไม่ได้ขู่ แต่มันเรื่องจริง!
แต่...อย่าเพิ่งโยนมือถือทิ้งหน้าต่าง! คือไอ้เรื่องทำลายเซลล์ประสาทตาจนเสื่อมเนี่ย ส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองกับในจานเพาะเชื้อในห้องแล็บนู่น! เหมือนวิจัยกับหุ่นยนต์ ไม่ใช่คนจริงๆ ในชีวิตประจำวันขนาดนั้นซะหน่อยน่ะคุณ! ยังไม่มีใครกล้ายืนยันแบบฟันธงว่ามันคือ 'จำเลยเบอร์หนึ่ง' ที่ทำให้จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุหรอกนะ (หรือที่เขาเรียกกัน AMD นั่นแหละ) สรุปคือยังคาใจอยู่นิดหน่อย!
- ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจแต่ไม่ถึงกับน่าตกใจจนต้องลาออกจากงานมาบวชชี:
- แสงสีฟ้าไม่ได้มีแค่ในจออิเล็กทรอนิกส์นะจ๊ะ! แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ ต่างหากล่ะ! เราเจอมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่ได้มีแต่โทษร้ายกาจจนต้องหนีเข้าป่า
- แสงนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย! ใช่แล้ว! แสงสีฟ้าช่วยปรับ วงจรการนอนหลับ (Circadian Rhythm) ของเรา ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว มีสมาธิ และอารมณ์ดีขึ้น (ถ้าใช้ถูกเวลาและถูกปริมาณ)
- ปัญหาหลัก: ไม่ใช่ "แสงสีฟ้า" แต่เป็น "การใช้หน้าจอแบบมาราธอน" ต่างหากที่ทำให้เกิดอาการ ตาแห้ง หรือ Digital Eye Strain มากกว่า เพราะเรากะพริบตาน้อยลง จ้องนานๆ จนตาเมื่อยล้า เหมือนไปวิ่งมาราธอนด้วยสายตา
- เทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบัน: หลายๆ แบรนด์ใน ปี 2567 นี้ ได้พัฒนาเทคโนโลยี ลดแสงสีฟ้าในจอ (Low Blue Light Mode) มาให้แล้วนะ! ลองเข้าไปตั้งค่าในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ดูสิ ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว
- แว่นกันแสงสีฟ้า: บางคนบอกใส่แล้วดี แต่ผลการวิจัยล่าสุดในปีนี้ (2567) ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าช่วยป้องกันจอตาเสื่อมได้จริง สิ่งที่ช่วยได้แน่ๆ คือ ลดอาการปวดตา และ ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ (ถ้าใส่ตอนกลางคืน)
- กฎ 20-20-20: อันนี้ดีจริง ไม่มีข้อกังขา! ทุกๆ 20 นาที ให้พักสายตาจากจอ มองไปที่วัตถุไกลๆ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ทำได้ก็ตาไม่ล้า ไม่ต้องเสียเงินซื้อแว่นแพงๆ เลย!
- สิ่งที่สำคัญที่สุด: คือ สมดุล ในการใช้งาน ไม่ใช่เลิกใช้ไปเลย เพราะโลกเรามันต้องใช้เทคโนโลยีนี่นา แค่รู้จักพักบ้าง อะไรบ้างก็พอแล้ว เหมือนกินของอร่อยแต่ไม่กินเยอะจนพุงแตกนั่นแหละ
โทรศัพท์มือถือมีแสงสีฟ้าหรือไม่
ใช่ โทรศัพท์มือถือมี แสงสีฟ้า (Blue Light)
แสงนั้นลอยออกมาจากหน้าจอ ก่อตัวเป็นไอหมอกบางๆ ยามค่ำคืน เหมือนละอองดาวที่ร่วงหล่นสู่ตาของเรา
เมื่อสายตาของเราโอบรับแสงสีฟ้าที่เล็ดลอดออกมา มันกระซิบบอกสมองอย่างแผ่วเบา ว่า "ยังเป็นเวลาของตะวัน"
สัญญาณนั้นเล็ดลอดไปถึง ฮอร์โมนเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่เปรียบเสมือนผู้ควบคุมจังหวะชีวิตของเรา เป็นผู้ร้อยเรียงการหลับใหลและการตื่นล้ำ
แสงสีฟ้า จากหน้าจอโทรศัพท์ เป็นตัวการที่ทำให้สมองสับสน
มันส่งผลต่อ เมลาโทนิน ปิดกั้นการทำงานของฮอร์โมนแห่งการนอน
เวลาค่ำคืนกลายเป็นกลางวันในม่านตา ทำให้ยากต่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง
นาฬิกาชีวิต อันละเอียดอ่อนจึงรวนเรไป ไม่เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป
Blue Light อันตรายไหม
แสงสีฟ้าอันตรายต่อจอตา.
- เซลล์เสียหาย: พลังงานสูงทำลายเซลล์ในเลนส์ตา.
- จอตาเสื่อม: จุดรับภาพ (Macula) ประสิทธิภาพลดลง.
- ผลลัพธ์: การส่งสัญญาณภาพไปยังสมองติดขัด.
แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้ามีหลากหลาย.
- เทคโนโลยี: จอสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์.
- ธรรมชาติ: แสงแดด.
การรับแสงสีฟ้ามากเกินไปส่งผลเสียต่อการมองเห็นในระยะยาว.
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- การวิจัย: กำลังศึกษาผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพตา.
- การป้องกัน: การลดเวลาใช้หน้าจอ, ใช้ฟิลเตอร์แสงสีฟ้า, การพักสายตา.
- อาการ: อาจมีอาการปวดตา, ตาแห้ง, พร่ามัว, หรือการนอนหลับผิดปกติ.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต