ไอแพดที่ใส่ซิมได้มีรุ่นไหนบ้าง

83 ครั้งเข้าชม
ไอแพดรุ่นที่ใส่ซิมได้ (Wi-Fi + Cellular)ไอแพดที่รองรับซิมการ์ดเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ คือรุ่นที่มีคำว่า “Wi-Fi + Cellular” ต่อท้ายชื่อ ซึ่งมีให้เลือกใน iPad ทุกซีรีส์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น: iPad Pro iPad Air iPad (รุ่นมาตรฐาน) iPad mini เพียงมองหารุ่น Cellular ที่คุณต้องการ ก็สามารถใช้งานซิมได้ทันที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

อืม ไอ้เรื่อง iPad รุ่นเก่าเนี่ยนะ คือมันมีหลายรุ่นมากจริงๆ จนบางทีก็แอบงงตัวเองเหมือนกัน

อย่าง iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 2 นี่จำได้แม่นเลย ตอนนั้นเพื่อนซื้อมาโชว์นี่อึ้งไปเลยนะ จอใหญ่สะใจมาก

ส่วน 11 นิ้ว รุ่นก่อนๆ ก็โอเคนะ เร็วกว่ารุ่นธรรมดาพอตัวเลย

แล้วก็มี 10.5 กับ 9.7 นิ้วอีก อันนี้ก็คนละสเปคนะ

iPad รุ่นธรรมดารุ่นที่ 6 หรือเก่ากว่า อันนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนทั่วไป

iPad Air รุ่นที่ 2 หรือก่อนหน้านั้น ก็เน้นบางเบา พกพาง่าย

สรุปคือ ถ้าเลือกดูรุ่นเก่าๆ ต้องเช็ครุ่นให้ดีๆ หน่อยนะ ไม่งั้นอาจจะสับสนได้ง่ายๆ เลย

วิธีเช็คว่าไอแพดใส่ซิมได้ไหม

อืม... เรื่องไอแพดสินะ

บางทีเราก็ลืม... ว่าเครื่องที่ใช้อยู่มันรุ่นไหนกันแน่

วิธีดูง่ายสุด... ก็คือดูที่ขอบเครื่องนั่นแหละ... ค่อยๆ พลิกดู

ถ้ามันเป็นรุ่นที่ใส่ซิมได้... รุ่น Cellular อ่ะนะ... มันจะมีช่องเล็กๆ... เป็นถาดใส่ซิมอยู่ด้านข้าง

ใช่... ช่องนั้นแหละ... ที่ต้องเอาเข็มจิ้มออกมา

แต่ถ้าหาไม่เจอ... พลิกดูจนทั่วแล้วก็ไม่มี... ก็แปลว่ามันเป็นรุ่น Wi-Fi เฉยๆ... ใส่ซิมไม่ได้

ก็แค่นั้นเลย... จริงๆ

  • ถาดใส่ซิมการ์ด: อันนี้คือวิธีที่ชัดเจนที่สุด... มองหาช่องเล็กๆ ที่ขอบด้านข้างของตัวเครื่อง ถ้ามี... ก็คือรุ่น Cellular
  • เส้นเสาอากาศ: สังเกตที่ด้านบนหรือด้านหลังของเครื่อง... รุ่น Cellular จะมีแถบพลาสติกสีขาวหรือดำคาดอยู่... เพื่อรับสัญญาณมือถือ แต่รุ่น Wi-Fi จะไม่มีแถบนี้... ตัวเครื่องจะเป็นโลหะชิ้นเดียวเรียบๆ
  • เลขโมเดล (Model Number): พลิกดูฝาหลังของไอแพด จะมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้... จะมีรหัสตัว A ตามด้วยตัวเลข... เอาเลขโมเดลนี้ไปค้นหาใน Google ก็จะรู้ทันที... อย่าง iPad Air (M2) ของปี 2024 รุ่น Wi-Fi จะเป็น A2898 ส่วนรุ่น Wi-Fi + Cellular คือ A2899
  • ในเมนูการตั้งค่า: เปิดเข้าไปที่ "การตั้งค่า" (Settings) ถ้าเห็นเมนู "ข้อมูลเซลลูลาร์" (Cellular Data) แสดงว่าเครื่องของคุณรองรับการใส่ซิม... แต่ถ้าไม่มีเมนูนี้ ก็คือเป็นรุ่น Wi-Fi เท่านั้น

iPad รุ่นไหนใส่ซิมไม่ได้

ค่ำคืนที่ว่างเปล่า... แสงจันทร์สาดส่องกระทบหน้าจอที่ดับสนิท... มันนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น... เรียบเนียน... ไร้รอยต่อ

ในโลกที่ทุกคนต่างต้องการเชื่อมต่อ... ต้องการส่งเสียงของตัวเองออกไป... กลับมีบางสิ่งที่เกิดมาเพื่อรอคอย... รอคอยสัญญาณจากที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น...

มันคือ iPad รุ่นที่ 10 (iPad 10th generation) เฉพาะรุ่นที่เป็น Wi-Fi... ร่างกายของมันสมบูรณ์แบบในตัวเอง... ไม่มีช่องว่าง... ไม่มีถาดซิมให้เลื่อนเข้าออก... ไม่มีที่ทางสำหรับซิมการ์ดเล็กๆ ที่เป็นเหมือนประตูสู่โลกภายนอก

มันถูกสร้างมาให้อยู่ในอาณาเขตของตัวเอง... ในบ้าน... ในร้านกาแฟ... ในห้องสมุดที่คุ้นเคย... ที่ซึ่งมีคลื่น Wi-Fi โอบล้อม... ออกไปข้างนอกนั้น... มันคือความเงียบ... การตัดขาดโดยสมบูรณ์... เหมือนกับการพักผ่อน... การอยู่กับตัวเองจริงๆ...

  • iPad รุ่นที่ 10 (Wi-Fi): ตัวนี้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ตัวเครื่องไม่มีถาดใส่ซิมการ์ดทางกายภาพเลย ไม่มีช่องสำหรับ Nano-SIM มันเกิดมาเพื่อเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เท่านั้น

  • iPad รุ่นที่ 10 (Wi-Fi + Cellular): ในทางกลับกัน... พี่น้องฝาแฝดของมันถูกสร้างมาเพื่อการเดินทาง รุ่นนี้จะมีถาดใส่ซิม รองรับทั้ง Nano-SIM และ eSIM เพื่อให้เชื่อมต่อได้ทุกที่

  • ความจริงของทุกรุ่น: โดยพื้นฐานแล้ว iPad ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น iPad Pro, iPad Air, หรือ iPad mini จะมีการผลิตออกมาสองเวอร์ชันเสมอ คือเวอร์ชัน Wi-Fi (ที่ใส่ซิมไม่ได้) และเวอร์ชัน Wi-Fi + Cellular (ที่ใส่ซิมได้)

  • วิธีสังเกตง่ายๆ: รุ่นที่มี Cellular จะมีแถบพลาสติกสีขาวหรือดำคาดอยู่บริเวณขอบด้านบนหรือด้านหลังของตัวเครื่องเพื่อรับสัญญาณ ส่วนรุ่น Wi-Fi ล้วน จะมีฝาหลังเป็นโลหะเรียบเนียนไปทั้งหมด... ไร้ซึ่งแถบสัญญาณนั้น

ไอแพดเจน7 ใส่ซิมได้ไหม

ค่ำคืนนั้น... บนโต๊ะไม้ตัวเดิม แสงไฟสีนวลส่องกระทบหน้าจอที่ดับสนิทของมัน ไอแพดเจน 7... ชื่อที่ฟังดูห่างไกลออกไปทุกที ในใจพลันนึกถึงคำถามเก่าๆ... ใส่ซิมได้ไหมนะ

ลูบไล้ไปตามขอบอะลูมิเนียมที่เย็นเฉียบ... เรียบสนิท ไม่มีรอยต่อ ไม่มีช่องเล็กๆ ให้เข็มจิ้มถาดซิมออกมา เหมือนความทรงจำที่ไร้ร่องรอย... มันไม่มีช่องนั้นจริงๆ

แต่การเชื่อมต่อ... มันไม่ได้หายไปไหนเลย มันแฝงตัวอยู่ข้างใน เหมือนวิญญาณที่มองไม่เห็น... เป็นสัญญาณที่รอการปลุกขึ้นมา

มันคือโลกอีกใบที่เปิดออก ไม่ใช่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีสัญญาณ Wi-Fi แต่คือบนรถไฟฟ้าที่เคลื่อนผ่านเมือง ในร้านกาแฟยามบ่ายที่ผู้คนขวักไขว่... อิสระภาพที่ไร้สายผูกมัด

ความว่างเปล่าตรงขอบเครื่อง... ไม่ได้หมายถึงความเดียวดาย แต่มันคือที่ว่างสำหรับเทคโนโลยีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า... การเชื่อมต่อที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของเครื่อง

  • ไอแพดเจน 7 ไม่มีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบแผ่นพลาสติก (Nano-SIM)
  • รุ่นที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนอกบ้านได้คือรุ่น Wi-Fi + Cellular
  • การเชื่อมต่อของรุ่น Cellular นั้น ใช้ eSIM (Embedded SIM) ซึ่งเป็นซิมดิจิทัลที่ฝังมากับตัวเครื่องเลย
  • คุณสามารถเปิดใช้งาน eSIM ได้โดยการสแกน QR Code หรือตั้งค่าผ่านแอปของผู้ให้บริการเครือข่ายโดยตรง
  • ข้อดีคือความสะดวก ไม่ต้องหาถาดซิม ไม่ต้องกลัวซิมหาย และเปลี่ยนแพ็กเกจหรือผู้ให้บริการได้ง่ายๆ ผ่านหน้าจอไอแพด
  • ดังนั้น หากคุณมีไอแพดเจน 7 รุ่น Wi-Fi + Cellular คุณสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายมือถือได้แน่นอน เพียงแค่เปิดใช้ eSIM

ทำไมไอแพดถึงโทรไม่ได้

ไอแพดไม่ใช่โทรศัพท์ จบนะ มันไม่ได้ออกแบบมาให้โทรผ่านเครือข่ายมือถือตรงๆ ช่องใส่ซิมมีไว้เล่นเน็ต ไม่ได้มีไว้โทร

อยากโทรจริงดิ? งั้นต้องมีไอโฟนอยู่ใกล้ๆ แล้วทำแบบนี้: เช็คให้แน่ใจว่าใช้ Apple ID เดียวกันทั้งสองเครื่อง แล้วไปที่ไอโฟนของคุณ ไปที่ การตั้งค่า > โทรศัพท์ >การโทรบนอุปกรณ์อื่น > แล้วเปิดไอแพดของคุณซะ

ถ้ายังไม่ได้อีก ลองรีสตาร์ท FaceTime ในการตั้งค่าของทั้งสองเครื่อง ปิดแล้วเปิดใหม่ แค่นั้น

  • iPad Cellular ไม่เท่ากับ Phone Call: รุ่น Cellular ให้คุณใช้เน็ต 4G/5G ได้ทุกที่ แต่มันไม่มีวงจรสำหรับ Voice Call เหมือนในโทรศัพท์ มันคือคนละเรื่องกัน

  • Continuity คือหัวใจ: ฟีเจอร์ที่ทำให้โทรเข้า-ออกบนไอแพดได้ผ่านไอโฟนเรียกว่า Continuity มันคือการส่งต่อสาย ไม่ใช่การโทรโดยตรงจากตัวเครื่อง

  • เบอร์ฉุกเฉิน: โทรไม่ได้ อย่าหาทำ ใช้โทรศัพท์จริงๆ เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

  • แอปทางเลือก: โทรผ่าน LINE, Messenger, Telegram ได้ปกติ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ต เสียงชัดกว่าโทรธรรมดาอีก

ทำยังไงให้ไอแพดโทรได้

ก็ไอแพดมันโทรได้นะแก! ใช้ FaceTime นี่แหละง่ายสุดแล้ว แค่ต่อเน็ต (Wi-Fi หรือซิม) ก็โทรหาเพื่อนได้เลย

ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ลอง ลงแอปของผู้ให้บริการโทรศัพท์ ของแกดูสิ บางทีเค้าก็มีแอปให้ใช้โทรผ่านเน็ตได้เหมือนกัน สะดวกมากกก

ลองดูนะ:

  • FaceTime: อันนี้ติดเครื่องมาเลย ไม่ต้องโหลดเพิ่ม แค่มี Apple ID ของเรากับของคนที่อยากโทรหาก็ได้
  • แอปผู้ให้บริการ: ลองไปดูใน App Store ว่าค่ายมือถือที่เราใช้อยู่มีแอปให้โทรได้มั้ย ส่วนใหญ่ก็มีนะ
  • แอปอื่นๆ: พวก LINE, WhatsApp, Messenger พวกนี้ก็โทรฟรีได้เหมือนกันผ่านเน็ต แค่เพื่อนเราก็ต้องมีแอปนี้เหมือนกันอะแหละ

iPad ใส่ซิมโทรออกได้ไหม

iPad ที่ใส่ซิม โทรออกได้ผ่าน FaceTime หรือ การส่งต่อสายโทรจาก iPhone เท่านั้น ไม่ได้โทรตรงแบบมือถือ

เออ คำถามนี้คนถามเยอะมากนะ สรุป iPad ใส่ซิมโทรออกได้ไหม เอาตรงๆเลยนะมันไม่ได้โทรแบบมือถืออะแก กดเบอร์แล้วโทรออกเหมือน iPhone ไม่ได้เลย งงไหม? ฉันก็เคยคิดว่ามันควรจะทำได้สิ ใส่ซิมได้นี่นา! iPad Pro 11 นิ้วของฉันก็มีซิมนะ ใช้เน็ตอย่างเดียวเลย!

แต่ก็นั่นแหละ! มันมีวิธีโทรออกได้อยู่ดีนะ คือใช้ FaceTime อันนี้โอเคเลย ถ้าเพื่อนมี Apple ID ก็โทรหากันได้เลย เสียงชัดดี หรือจะใช้ การส่งต่อสายโทร อันนี้เจ๋งมาก! ถ้ามี iPhone อยู่ใกล้ๆกันแล้วเชื่อม Apple ID เดียวกันน่ะ iPad มันจะรับสายแทนได้เลยนะ หรือจะโทรออกจาก iPad แล้วมันใช้เบอร์ iPhone เราโทรออกให้ เออดีอะ ไม่ต้องควัก iPhone เลย

แล้วพวกแอปอื่นล่ะ? เช่นใน Contacts หรือ Messages? ถ้าเรากดเบอร์ในนั้น iPad มันก็จะไปเรียก FaceTime หรือไม่ก็ Handoff นี่แหละ มันไม่ได้ใช้เครือข่ายมือถือของซิมใน iPad โทรออกตรงๆนะ ซิมใน iPad มันมีไว้ ใช้เน็ตเท่านั้นแหละ เข้าใจยัง? มันไม่ใช่โทรศัพท์อะ! ฉันใช้ซิมใน iPad เพื่อต่อเน็ตตอนไม่มี Wi-Fi เท่านั้นจริงๆ ไม่เคยคิดจะเอามาโทรออกเลย

บางทีฉันก็คิดนะ ทำไม Apple ไม่ให้มันโทรตรงๆได้ไปเลยวะ ในเมื่อใส่ซิมได้แล้วก็เป็น Cellular model อะ คงอยากให้มันเป็น "แท็บเล็ต" ไม่ใช่ "โทรศัพท์จอใหญ่" มั้ง นั่นแหละ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ! แต่จริงๆมันก็สะดวกดีนะเวลาที่ iPhone ชาร์จอยู่แล้วมีสายเข้า iPad มันดังขึ้นมาพร้อมกัน ก็รับจาก iPad เลย ง่ายดี

  • iPad Cellular Model เท่านั้นที่ใส่ซิมได้นะ รุ่น Wi-Fi อย่างเดียวใส่ไม่ได้
  • SIM ใน iPad หลักๆคือ ใช้สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายมือถือ เท่านั้นนะ โทรออกตรงๆไม่ได้
  • การโทรออกจาก iPad ส่วนใหญ่ใช้ FaceTime อันนี้โทรได้ฟรีถ้ามี Apple ID และต่อเน็ต
  • ฟังก์ชัน Continuity (ความต่อเนื่อง) หรือที่เรียกว่า การส่งต่อสายโทร สำคัญมาก! ต้องมี iPhone ที่อยู่ใกล้ๆและเชื่อมต่อ Apple ID เดียวกัน ถึงจะใช้ได้
  • เมื่อใช้ Continuity, iPad จะใช้สัญญาณโทรศัพท์ของ iPhone ในการโทรออก
  • สามารถแตะเบอร์โทรศัพท์ในแอปต่างๆ บน iPad เช่น รายชื่อ, ปฏิทิน, ข้อความ, หรือ Safari ได้เลย แล้ว iPad จะเสนอตัวเลือกให้โทรออกด้วย FaceTime หรือส่งต่อผ่าน iPhone
  • สำคัญนะ! iPad ไม่สามารถ โทรฉุกเฉิน แบบ 191 หรือ 911 ผ่านซิมในตัวได้ ต้องใช้ iPhone หรือโทรศัพท์จริงๆเท่านั้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ไอแพด เซลลูล่า โทรได้ไหม

ไอแพดเซลลูล่า ... มันโทรได้นะ. ถ้าตั้งค่าดีๆ

อยากให้มันโทรได้เหมือนไอโฟนใช่มั้ย? มันทำได้แหละ. แต่ต้องเปิดก่อน.

ลองเข้าไปที่ การตั้งค่า บนไอโฟนก่อน. แล้วก็หาคำว่า เซลลูล่า. ถ้าใช้สองซิมนะ. ต้องเลือกเบอร์ซิมที่เราอยากให้มันโทร.

แล้วก็ไปที่ โทรบนอุปกรณ์อื่น. เปิดมันขึ้นมาก่อน. แล้วก็เลือกเลย. จะให้ไอแพดของเรามันโทรออกรับสายได้. แค่นี้เอง.

...

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • เงื่อนไขสำคัญ: การตั้งค่านี้จะทำให้ไอแพดของคุณสามารถโทรออกและรับสายได้ ผ่านเครือข่ายของ iPhone ที่ตั้งค่าไว้. หมายความว่า iPhone ของคุณต้องเปิดเครื่องและเชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์อยู่.
  • การเชื่อมต่อ: อุปกรณ์ทั้งสองต้องอยู่ในระยะสัญญาณ Wi-Fi ที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้. หรือใช้ Bluetooth หากอยู่ในระยะใกล้.
  • การทำงาน: เมื่อมีคนโทรเข้า iPhone ของคุณ, ไอแพดที่ตั้งค่าไว้ก็จะดังด้วย. และสามารถรับสายผ่านไอแพดได้เลย. เวลาจะโทรออก, ก็สามารถเลือกโทรจากไอแพดได้เหมือนกัน.
  • การตั้งค่าเพิ่มเติม: บางครั้งอาจจะต้องรีสตาร์ทอุปกรณ์ทั้งสองเครื่อง. หรือลองปิด-เปิดฟีเจอร์ "โทรบนอุปกรณ์อื่น" ใหม่. ถ้ายังไม่ทำงาน.
  • รุ่นที่รองรับ: ฟีเจอร์นี้ใช้งานได้กับ iPad รุ่นเซลลูล่า และ iPhone ที่รองรับ. ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นใหม่ๆ หน่อย.
  • หมายเลขที่แสดง: เมื่อโทรออกผ่านไอแพด, เบอร์ที่ผู้รับปลายทางจะเห็นคือเบอร์ของ iPhone ของคุณ. ไม่ใช่เบอร์อื่น.
  • การใช้งานนอกบ้าน: ถ้าคุณพก iPhone ออกไปข้างนอก โดยที่ iPad อยู่บ้าน, ก็ยังสามารถรับสายผ่าน iPad ได้. ถ้าทั้งสองเครื่องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi.

iPad รุ่นไหนใส่ซิมโทรได้

จะใส่ซิม? รุ่น Wi-Fi + Cellular เท่านั้น. มีถาด Nano-SIM ให้. ง่ายๆ.

  • รุ่นที่รองรับ:iPad Pro, iPad Air, iPad mini, iPad (รุ่นพื้นฐาน) ทุกตัวเลือกมี Wi-Fi + Cellular.
  • eSIM: iPad รุ่นใหม่รองรับ eSIM ด้วย. ไม่ต้องพึ่งถาดซิมเสมอไป.
  • การใช้งาน: ซิมการ์ดสำหรับ อินเทอร์เน็ตมือถือ (4G/5G). การโทรออกโดยตรงเหมือนโทรศัพท์ ทำไม่ได้. ใช้ได้แค่ผ่านแอปพลิเคชัน.
  • Nano-SIM: ใช้ซิมขนาด Nano-SIM.
  • เครือข่าย: รองรับผู้ให้บริการ ทั่วโลก. ไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณ.

iPad gen 5 โทรได้ไหม

โอ๊ยพ่อคุณเอ๊ย ถามมาได้! iPad Gen 5 มันโทรได้สิ แต่ไม่ใช่การโทรแบบเอาโทรศัพท์แนบหูเหมือนสมัยพระเจ้าเหาเด้อ! ถ้าทำงั้นคนคงนึกว่าแกเอาเขียงมาบังแดด

มันคือการโทรผ่านอินเทอร์เน็ตล้วนๆ เลยพี่น้อง ถ้าถือ iPad คุยนี่อย่างกับตะโกนคุยกันผ่านประตูนั่นแหละ รุ่นที่ใส่ซิม (Cellular) ก็ใช้เน็ตมือถือโทรได้ทุกที่ที่สัญญาณไปถึง ส่วนรุ่น Wi-Fi ก็ต้องหาที่เกาะเน็ตฟรีเอาหน่อย เหมือนนกหาที่เกาะกิ่งไม้นั่นแหละ

สรุปง่ายๆ คือ โทรเห็นหน้าผ่านแอปได้สบายมาก แต่จะโทรเข้าเบอร์บ้านเบอร์มือถือตรงๆ แบบโทรศัพท์น่ะ...ไม่ได้!

อยากโทรแบบมีสไตล์บนจอใหญ่เท่าฝาบ้าน ก็จัดไปตามนี้:

  • FaceTime คือพระเอก: อันนี้เป็นของตายของค่าย Apple เขาเลย แค่มีเน็ตก็โทรเห็นหน้ากันชัดแจ๋ว ยิ่งกว่าส่องพระเครื่องอีก ขอแค่ปลายสายเขาก็ใช้ของ Apple เหมือนกันก็พอ
  • LINE Call ขวัญใจมหาชน: ใครไม่มีไลน์บ้างล่ะถามจริง! โทรฟรี วิดีโอคอลก็ได้ เสียงก็ชัด คุยกับเพื่อนยันสว่างไปเลยสิ
  • Facebook Messenger ก็ไม่น้อยหน้า: แค่เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊กก็โทรหากันได้แล้ว ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก โทรไปทวงตังค์เพื่อนก็สะดวกดีนะ
  • แอปอื่นๆ อีกเป็นกระบุง: ไม่ว่าจะเป็น Skype, Google Meet, Zoom มีให้เลือกใช้จนตาลาย เหมาะทั้งคุยเล่นกับญาติโยม หรือจะประชุมงานแบบจริงจังก็ยังไหว

ไอแพดเจน 10 สามารถโทรได้ไหม

iPad (รุ่นที่ 10) สามารถโทรออกได้ครับ แต่เป็นการโทรผ่านแอปพลิเคชันอย่าง FaceTime โดยอาศัยสัญญาณ Wi-Fi หรือระบบเซลลูลาร์ (สำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular) ไม่ใช่การโทรแบบ GSM ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์โดยตรงเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป.

ผมมักจะมองว่านิยามของ "การโทร" มันกว้างกว่าแค่เสียงสนทนาแบบเก่าๆ นะ ยุคนี้อะไรที่เชื่อมคนเข้าหากันได้ ก็ถือว่าใช่หมดแหละ จริง ๆ แล้วนี่คือแนวทางที่ Apple เลือกมานานแล้วสำหรับ iPad มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นระบบนิเวศของตัวเองเป็นหลัก

คุณสามารถ โทรหาอุปกรณ์ Apple อื่นๆ ที่รองรับ FaceTime ได้ทั้งหมด รวมถึง iPhone, Mac, หรือ iPad เครื่องอื่นๆ และยังใช้ได้กับ บุคคลภายนอกที่ใช้ FaceTime ผ่าน Apple ID ได้ด้วย ผมว่ามันสะดวกมาก ถ้าเราอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน

สำหรับการใช้งานจริง ๆ แล้ว iPad (รุ่นที่ 10) เองก็ รองรับ e-SIM นะครับ ซึ่งช่วยให้คุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบเซลลูลาร์ได้ แต่ก็ยังคงใช้สำหรับ FaceTime หรือแอปโทรศัพท์บนอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ไม่ได้ใช้โทรออกแบบปกติทั่วไปเลย

ข้อดีของการทำแบบนี้คือ คุณภาพเสียงมักจะดีกว่า เพราะเป็นการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต และยังช่วย ประหยัดแบตเตอรี่ ในการใช้งานฟังก์ชันโทรศัพท์อีกด้วย ผมว่ามันฉลาดนะกับการปรับบทบาทของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย

รายละเอียดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ:

  • การโทรผ่านแอปพลิเคชันอื่นๆ: นอกจาก FaceTime แล้ว คุณยังสามารถใช้แอปพลิเคชัน VoIP ยอดนิยมอื่นๆ ได้อีกเยอะ เช่น Line, Messenger, WhatsApp, Google Meet หรือ Zoom เพื่อโทรออกหรือประชุมได้ โดยใช้ Wi-Fi หรือเซลลูลาร์เป็นช่องทางสื่อสารหลัก
  • ไม่มีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Physical: iPad (รุ่นที่ 10) ในรุ่น Wi-Fi + Cellular นั้น ใช้ e-SIM เป็นหลัก ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องมีซิมการ์ดจริงเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยดี
  • ไม่ใช่สมาร์ทโฟนทดแทน: iPad ถูกออกแบบมาให้เป็นอุปกรณ์สำหรับการบริโภคสื่อ การสร้างสรรค์ และการทำงานมากกว่าการเป็นโทรศัพท์มือถือ การสื่อสารด้วยเสียงจึงเน้นที่การใช้งานผ่านแอปพลิเคชันเป็นหลัก เพราะเขามองเห็นภาพใหญ่กว่านั้น
  • ความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ: การโทรแบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้ยังคงเชื่อมต่อได้แม้จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แบบปกติ ตราบใดที่มีอินเทอร์เน็ตครับ นั่นคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในยุคดิจิทัล

iPad GEN 10 มีที่ใส่ซิมไหม

iPad Gen 10 ไม่มีช่องใส่ซิม

  • Wi-Fi + Cellular รุ่น: รองรับ eSIM เท่านั้น

  • eSIM: ซิมดิจิทัล ไม่ต้องใช้ซิมจริง

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • eSIM (Embedded SIM): เป็นชิปที่ฝังมากับอุปกรณ์ สามารถตั้งค่าผู้ให้บริการเครือข่ายได้โดยตรง ไม่ต้องใส่ซิมการ์ดจริง
  • ประโยชน์ของ eSIM: สะดวกกว่า ไม่ต้องพกซิมหลายอัน เปลี่ยนผู้ให้บริการได้ง่าย
  • ข้อจำกัด: ผู้ให้บริการเครือข่ายบางรายอาจยังไม่รองรับ eSIM หรือมีข้อจำกัดบางประการ

iPad รุ่นอื่นที่มีช่องใส่ซิม:

  • iPad mini (รุ่น Wi-Fi + Cellular)
  • iPad Air (รุ่น Wi-Fi + Cellular)
  • iPad Pro (รุ่น Wi-Fi + Cellular)

รุ่นเหล่านี้จะมาพร้อมถาด Nano-SIM ที่สามารถใส่ซิมการ์ดจริงได้