ทำไมต้องลดของทอด
[ทำไมต้องลดของทอด]: 1 ช้อนโต๊ะ 120 แคลอรี่
ทำไมต้องลดของทอด ถึงเวลาใส่ใจสุขภาพและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากน้ำมันส่วนเกินในมื้ออาหารประจำวันของคุณ การทำความเข้าใจปริมาณแคลอรี่ช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักและป้องกันปัญหาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้เพื่อร่างกายที่แข็งแรง
ทำไมต้องลดของทอด? คำตอบที่มากกว่าแค่เรื่องน้ำหนัก
หลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องลดของทอด การลดของทอดช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะช่วยลดไขมันไม่ดี ป้องกันโรคอ้วน และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นี่อาจฟังดูเป็นคำตอบพื้นฐานที่ใครๆ ก็รู้ แต่ผลกระทบที่แท้จริงนั้นลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของสัดส่วนภายนอกมาก
มีผลเสียของของทอดต่อสุขภาพอย่างหนึ่งที่คนกว่า 90% มักจะมองข้ามไป - ผมจะเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของการย่อยอาหารด้านล่าง
พูดตามตรง การเลิกกินหมูกรอบหรือไก่ทอดมันทำใจลำบากมาก ผมเองก็เคยพยายามหักดิบเลิกกินทุกอย่างตอนที่รู้ตัวว่าน้ำหนักขึ้น สุดท้ายตบะแตกกินหนักกว่าเดิมในวันที่สาม คนที่กินของทอดมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันตัวเลข 28% เมื่อเทียบกับคนที่แทบไม่กินเลย[1] ความจริงก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเลิกถาวร แต่ต้องเข้าใจว่ามันทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง
ผลเสียของของทอดต่อสุขภาพในระยะยาว
หลายคนรู้ว่ากินของทอดอ้วนไหม คำตอบคืออ้วนแน่ๆ แต่ความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำมันเดือดๆ นั้นมีมากกว่าแคลอรี่
อันตรายจากไขมันทรานส์และคอเลสเตอรอล
ไขมันอิ่มตัวและอันตรายจากไขมันทรานส์ในของทอดคือตัวการหลักที่เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในกระแสเลือด การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลอดเลือดตีบตันและนำไปสู่โรคหัวใจได้ง่ายขึ้นมาก
เรื่องนี้อันตรายมาก
สิ่งที่คนมักไม่รู้คือ น้ำมันพืชทั่วไปเมื่อโดนความร้อนสูงซ้ำๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี กลายเป็นไขมันที่ร่างกายกำจัดออกได้ยากมาก
แคลอรี่แฝงที่ทำให้อ้วนไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ โทษของอาหารทอดคืออาหารที่นำไปทอดจะดูดซับน้ำมันเข้าไป ทำให้พลังงานพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการต้ม ไก่ต้มหนึ่งชิ้นมีประมาณ 165 แคลอรี่ แต่พอนำไปชุบแป้งทอด แคลอรี่อาจเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก ขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดของแป้ง และปริมาณน้ำมันที่ใช้ [2]
ตัวเลขไม่เคยโกหก
หลายคนชอบคิดว่ากินชิ้นเล็กๆ คงไม่เป็นไร แต่น้ำมันเพียง 1 ช้อนโต๊ะก็มีถึง 120 แคลอรี่แล้ว[3] การกินของทอดเพียงมื้อเดียวอาจทำให้คุณได้รับแคลอรี่เกินความต้องการของทั้งวัน
สารก่อมะเร็งจากน้ำมันทอดซ้ำ
ร้านอาหารนอกบ้านส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันทอดซ้ำเพื่อประหยัดต้นทุน ความร้อนสูงทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพและเกิดสารประกอบอันตรายอย่างอะคริลาไมด์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในระยะยาว
ระบบย่อยอาหารพัง: สิ่งที่คนมักมองข้าม
นี่คือสิ่งที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น อาหารอมน้ำมันจะใช้เวลาย่อยนานกว่าอาหารปกติมาก ไขมันปริมาณมหาศาลทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้น ย่อยยาก และหลั่งกรดออกมามากกว่าเดิม
ผลลัพธ์คืออะไร? ผลเสียของของทอดต่อสุขภาพทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และกรดไหลย้อนตามมา บางครั้งเราปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ - ลองสังเกตดูสิว่ามื้อก่อนหน้าคุณกินอาหารมันๆ มาใช่ไหม นั่นล่ะครับคำตอบ
ร่างกายกำลังประท้วง
วิธีเริ่มลดของทอดแบบไม่ทรมานตัวเอง
ถ้าถามอีกครั้งว่า ทำไมต้องลดของทอด การปรับพฤติกรรมต้องใช้เวลาครับ นี่คือความจริงที่คุณต้องยอมรับ ถ้ารู้สึกโหยหาของกรอบๆ ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีอื่นแทน
เริ่มจากการลดความถี่ลง หากคุณเคยกินทุกวัน ลองลดเหลือวันเว้นวัน ควบคู่ไปกับการใช้เทคนิคการปรุงแบบอื่น - และนี่คือข้อควรระวัง - หากคุณมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนอาหารควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
เปรียบเทียบวิธีการปรุงอาหารยอดฮิต
ก่อนจะคิดว่าต้องบอกลาความอร่อยไปตลอดกาล ลองมาดูทางเลือกการปรุงอาหารที่ช่วยลดไขมันเลวกันครับ
ทอดน้ำมันท่วม (Deep Frying)
- เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงและโรคอ้วน ย่อยยาก ท้องอืด
- สูงมาก เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบเดิมกว่า 200%
- กรอบอร่อย แต่มักจะเลี่ยนน้ำมัน
⭐ หม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Frying)
- ลดไขมันทรานส์ได้อย่างชัดเจน ดีต่อระบบย่อยอาหาร
- หม้อทอดไร้น้ำมันช่วยลดการใช้น้ำมันเมื่อเทียบกับการทอดปกติ[5] แต่ปริมาณการลดลงขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร วิธีเตรียม และสูตรการปรุง
- ได้ความกรอบคล้ายของทอดจริง 80% โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน
อบหรือย่าง (Baking/Grilling)
- ปลอดภัยที่สุด ดีต่อการควบคุมน้ำหนัก
- ต่ำมาก รักษาสารอาหารได้ดี
- หอมกลิ่นควันหรือเครื่องเทศ แต่อาจไม่ได้ความกรอบจัด
สำหรับคนที่พยายามลดของทอด หม้อทอดไร้น้ำมันคือสะพานเชื่อมที่ดีที่สุด มันช่วยตอบสนองความอยากความกรอบได้ดี ในขณะที่ตัดความเสี่ยงเรื่องไขมันส่วนเกินออกไปเกือบหมดบทเรียนการลดของทอดของคุณเอก: จากจุดพังสู่ความสมดุล
คุณเอก พนักงานออฟฟิศวัย 34 ปีในกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวและกรดไหลย้อนเรื้อรัง เขารักการกินไก่ทอดและหมูกรอบหลังเลิกงานเพื่อคลายเครียด พอหมอเตือนเรื่องไขมันในเลือด เขาจึงตัดสินใจหักดิบเลิกกินของมันทุกชนิดทันที
ผลปรากฏว่าเละเทะ ภายในสี่วัน เอกรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิทำงาน ร่างกายโหยหาของทอดอย่างหนัก สุดท้ายก็ระเบิดความอยากด้วยการสั่งไก่ทอดชุดใหญ่มากินตอนห้าทุ่ม คืนนั้นอาการกรดไหลย้อนกำเริบหนักจนไม่ได้นอน
เขาตระหนักได้ว่าการหักดิบมันฝืนธรรมชาติเกินไป เอกเปลี่ยนวิธีใหม่ หันมาใช้กฎ 80/20 คือกินอาหารต้มหรือย่าง 80% และอนุญาตให้ตัวเองกินของที่ชอบได้ 20% พร้อมกับลงทุนซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันมาทำกินเองที่บ้าน
ภายในระยะเวลา 3 เดือน เอกสามารถลดน้ำหนักลงได้ 4 กิโลกรัม อาการกรดไหลย้อนหายไปแทบจะ 100% เขาได้เรียนรู้ว่าความสมดุลและความยั่งยืนสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบที่ทำได้แค่สามวัน
คู่มือดำเนินการทันที
ระวังไขมันแฝงทำร้ายหลอดเลือดการกินของทอดบ่อยๆ สัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของไขมันเลวและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจถึง 28%
ระบบย่อยอาหารคือด่านหน้าอาหารอมน้ำมันทำให้กระเพาะทำงานหนัก เป็นสาเหตุหลักของอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนเรื้อรัง
กฎ 80/20 คือทางออกไม่จำเป็นต้องหักดิบ เน้นกินอาหารต้มย่าง 80% และอนุญาตให้ตัวเองใช้หม้อทอดไร้น้ำมันเพื่อลดแคลอรี่ลง 70-80% ในวันที่อยากกินของกรอบ
คุณอาจสนใจ
กินของทอดอ้วนไหม ถ้าออกกำลังกายทุกวัน?
แม้ออกกำลังกายหนัก แต่ถ้ารับแคลอรี่จากอาหารทอดมากเกินกว่าที่เผาผลาญได้ คุณก็ยังอ้วนขึ้นอยู่ดีครับ การคุมอาหารส่งผลต่อน้ำหนักตัวมากกว่าการออกกำลังกาย
อันตรายจากไขมันทรานส์ในของทอดคืออะไร?
ไขมันทรานส์จะเข้าไปเพิ่มไขมันเลวและลดไขมันดีในร่างกาย ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบและตีบตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจวายกะทันหัน
ใช้น้ำมันอะไรทอดอาหารปลอดภัยที่สุด?
ไม่มีน้ำมันที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หากนำมาทอดซ้ำ แต่น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เช่น น้ำมันรำข้าว จะทนความร้อนได้ดีกว่า และลดการเกิดสารก่อมะเร็งได้ดีกว่าน้ำมันปาล์มทั่วไป
แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง
- [1] Ahajournals - คนที่กินของทอดมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับคนที่แทบไม่กินเลย
- [2] Fdc - ไก่ต้มหนึ่งชิ้นมีประมาณ 165 แคลอรี่ แต่พอนำไปชุบแป้งทอด แคลอรี่อาจทะลุ 320 แคลอรี่ได้ทันที
- [3] Fdc - น้ำมันเพียง 1 ช้อนโต๊ะก็มีถึง 120 แคลอรี่แล้ว
- [5] Health - ลดลง 70-80% เมื่อเทียบกับการทอดปกติ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต