ระดับภาษาของคํามีอะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
ระดับภาษาของคำมีอะไรบ้าง ระดับภาษาไทยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ราชาศัพท์ ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ ภาษาสนทนา ภาษาปาก ทั้งนี้ แต่ละระดับใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมและกาลเทศะ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับภาษาของคำ: 5 ระดับที่ควรรู้ พร้อมตัวอย่างการใช้

ระดับภาษาของคํามีอะไรบ้าง การเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การใช้ภาษาผิดระดับทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเสียความน่าเชื่อถือ บทความนี้อธิบายระดับภาษาต่างๆ พร้อมตัวอย่างการใช้ เพื่อให้คุณสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ระดับภาษาของคำมีอะไรบ้าง? - คำตอบ 5 ระดับหลัก

คำถามเรื่องระดับภาษาของคํามีอะไรบ้างอาจสร้างความสับสนได้ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนหรือผู้ที่ต้องใช้ภาษาไทยในบริบทที่ต่างกัน การเข้าใจระดับภาษาช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ไม่ขัดเขิน และสร้างความประทับใจที่ดีได้ ซึ่งระดับภาษาหลักในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 5 ระดับตามความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สถานที่ และโอกาส มาดูกันว่าระดับภาษาแต่ละระดับมีลักษณะและการใช้อย่างไรบ้าง

ภาษาระดับพิธีการ (Formal/Ceremonial) - ภาษาสูงสุดที่ใช้ในวาระสำคัญ

ภาษาระดับนี้เป็นภาษาที่ไพเราะ สละสลวย และเคร่งครัดในแบบแผนมากที่สุด มักใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการสูงสุด เช่น งานพระราชพิธี การกล่าวสุนทรพจน์ในงานระดับชาติ การเปิดประชุมรัฐสภา หรือการอ่านประกาศสำคัญๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงระดับภาษาไทย 5 ระดับที่มีความแตกต่างกันตามบริบท

ลักษณะเด่นคือการใช้คำราชาศัพท์กับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ใช้คำสุภาพระดับสูง และมีโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน เป็นทางการ คำบางคำในระดับอื่นอาจใช้ได้ แต่ในระดับพิธีการจะต้องใช้คำเฉพาะ เช่น แทนที่จะพูดว่า พูด จะใช้ว่า ตรัส (สำหรับพระมหากษัตริย์) หรือ กล่าว ในบริบททางการทั่วไป

ภาษาระดับทางการ (Formal/Official) - ภาษาสำหรับการทำงานและวิชาการ

ภาษาระดับทางการลดความซับซ้อนลงจากระดับพิธีการ แต่ยังคงความสุภาพและถูกต้องตามหลักภาษา ใช้ในบริบทการทำงาน หนังสือราชการ รายงานวิชาการ การประชุมสัมมนา และจดหมายธุรกิจ

ในบริบทธุรกิจและการศึกษา ภาษาระดับทางการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ประโยคจะตรงประเด็น กระชับ ใช้ศัพท์เทคนิคหรือศัพท์บัญญัติได้ แต่ยังสื่อความหมายได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในการเขียนอีเมลถึงลูกค้า หรือการเขียนบทความวิจัย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างการใช้ระดับภาษาไทยที่ชัดเจนในชีวิตจริง

ภาษาระดับกึ่งทางการ (Semi-formal) - สะพานเชื่อมระหว่างทางการและสบายๆ

ระดับนี้เป็นระดับที่หลายคนใช้บ่อยแต่ก็สับสนบ่อยเช่นกัน ภาษาระดับกึ่งทางการใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความสุภาพแต่ไม่ถึงขั้นทางการเต็มรูปแบบ เช่น การบรรยายในห้องเรียนที่ไม่เคร่งครัดเกินไป การพูดในที่ทำงานกับเพื่อนร่วมทีม การเขียนบทความในบล็อกหรือนิตยสารทั่วไป หลายคนสงสัยว่าภาษาระดับกึ่งทางการใช้ในโอกาสใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

ภาษามีความเป็นกันเองมากขึ้นเล็กน้อย อาจใช้สรรพนาม คุณ แทน ท่าน โครงสร้างประโยคไม่ยาวหรือซับซ้อนเหมือนระดับทางการ แต่ยังหลีกเลี่ยงคำสแลงหรือภาษาปาก ส่วนใหญ่ของการสื่อสารในสถานศึกษาและที่ทำงานใช้ระดับนี้ เพราะสร้างบรรยากาศที่เป็นมืออาชีพแต่ไม่ห่างเหิน [1]

ภาษาระดับไม่เป็นทางการ/สนทนา (Informal) - ภาษาในชีวิตประจำวัน

นี่คือภาษาที่เราใช้พูดคุยกันในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ กับคนรู้จักในสังคม การคุยกับเพื่อน หรือการเขียนจดหมายถึงคนใกล้ชิด ภาษาระดับนี้ใช้คำที่เข้าใจง่าย ใกล้เคียงภาษาพูด เป็นธรรมชาติ และลดความซับซ้อนของประโยคลง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเอ่ยชื่อโดยไม่ใช้คำนำหน้านามกับผู้ใหญ่ หรือใช้สรรพนาม แก กับคนที่เพิ่งรู้จัก ซึ่งอาจดูไม่สุภาพได้ ระดับนี้เหมาะสำหรับการสื่อสารที่ไม่ต้องการความเคร่งครัด แต่ยังคงความเกรงใจพื้นฐานไว้

ภาษาระดับกันเอง/ภาษาปาก (Casual/Colloquial) - ภาษาในวงใน

ภาษาระดับกันเองคือภาษาที่ใช้กับคนสนิทจริงๆ เช่น ครอบครัว เพื่อนสนิท คู่รัก หรือในกลุ่มสังคมเฉพาะ อาจมีคำสแลง คำเฉพาะกลุ่ม หรือแม้แต่ภาษาถิ่นปนอยู่ด้วย เป็นภาษาที่แสดงถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของระดับภาษา 5 ระดับอย่างชัดเจน

การใช้ภาษาระดับนี้ผิดที่ผิดทางอาจสร้างความอับอายหรือดูไม่เหมาะสมได้มากที่สุด เช่น การใช้คำสแลงกับครูในห้องเรียน หรือพูดภาษาปากในที่ประชุมบริษัท ดังนั้น กฎสำคัญคือ รู้ว่าใคร รู้ว่าที่ และเข้าใจหลักการใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะ

เปรียบเทียบคำศัพท์ชุดเดียวกันใน 5 ระดับภาษา

การเห็นตัวอย่างคำศัพท์ที่ความหมายเดียวกันแต่ใช้ในระดับภาษาต่างกัน จะทำให้เข้าใจความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้นมาก เปรียบเทียบคำกริยาที่ใช้บ่อย 3 คำ ว่ามีรูปแบบอย่างไรในแต่ละระดับ

คำว่า "กิน" "ตาย" และ "ไป" ในแต่ละระดับภาษา

1. คำว่า กิน พิธีการ: ทรงเสวย (สำหรับพระมหากษัตริย์), รับประทาน (ระดับสูง) ทางการ: ทาน, รับประทาน กึ่งทางการ: กิน, ทาน ไม่เป็นทางการ: กิน กันเอง: กิน, แดก (สแลง), สวาปาม (ขำขัน)

2. คำว่า ตาย พิธีการ: สวรรคต (สำหรับพระมหากษัตริย์), ถึงแก่พิราลัย ทางการ: เสียชีวิต, ถึงแก่กรรม กึ่งทางการ: เสียชีวิต, จากไป ไม่เป็นทางการ: ตาย กันเอง: ตาย, ไปเลย, ขาก (สแลงหยาบ)

3. คำว่า ไป พิธีการ: เสด็จฯ (สำหรับพระมหากษัตริย์), ทรงพระดำเนิน ทางการ: เดินทางไป, ไปยัง กึ่งทางการ: ไป ไม่เป็นทางการ: ไป กันเอง: ไป, แล่น (สแลง), ออก (เช่น ออกเที่ยว)

หลักการเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะและบุคคล

การจะเลือกใช้ระดับภาษาใดให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลักที่ต้องประเมินเสมอ: บุคคลที่เราสื่อสารด้วย สถานที่หรือโอกาส และจุดประสงค์ของการสื่อสาร

ประเมินบุคคล: ใครคือผู้ฟัง/ผู้อ่านของคุณ?

ให้พิจารณาสถานะ อายุ ความสัมพันธ์ และบทบาทของคู่สนทนา สถานะสูงกว่า/ผู้ใหญ่: ใช้ภาษาระดับทางการขึ้นไป (ทางการ, พิธีการ) โดยเฉพาะเมื่อไม่สนิท เพื่อนร่วมงาน/คนรู้จัก: ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการเป็นพื้นฐาน แล้วปรับตามความสนิท เพื่อนสนิท/ครอบครัว: ใช้ระดับไม่เป็นทางการถึงระดับกันเองได้ บุคคลสาธารณะ/ในทางการ: ใช้ระดับทางการเสมอ

ประเมินสถานที่และโอกาส: คุณอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร?

สภาพแวดล้อมกำหนดระดับความสุภาพ สถานที่ราชการ/งานพิธี: ต้องใช้ภาษาระดับทางการหรือพิธีการ ที่ทำงาน/ห้องเรียน: ส่วนใหญ่ใช้ระดับกึ่งทางการ ร้านอาหาร/สถานที่สาธารณะ: ใช้ระดับไม่เป็นทางการกับพนักงาน แต่หากเป็นงานเลี้ยงธุรกิจอาจต้องปรับขึ้น บ้าน/ที่ส่วนตัว: ใช้ระดับกันเองได้ตามความสัมพันธ์

ประเมินจุดประสงค์: คุณต้องการสื่อสารเพื่ออะไร?

รูปแบบการสื่อสารก็มีผล เพื่อความบันเทิง/สร้างความสัมพันธ์: อาจใช้ภาษาระดับต่ำลงเพื่อสร้างความเป็นกันเอง เพื่อการโน้มน้าว/เสนอแนวคิด: ใช้ภาษาระดับทางการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อแจ้งข้อมูล/รายงาน: ใช้ภาษากึ่งทางการถึงทางการเพื่อความชัดเจน

ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับระดับภาษา

ในทางปฏิบัติ มีความเข้าใจผิดหลายประการที่ทำให้การใช้ภาษาไทยดู ขัดหูขัดตา ข้อผิดพลาดบางอย่างพบได้บ่อยในกลุ่มนักเรียนและผู้เริ่มทำงาน [2]

1. สับสนระหว่างภาษาระดับกึ่งทางการและไม่เป็นทางการ

หลายคนคิดว่าการใช้สรรพนาม คุณ และประโยคที่ไม่ยาวมากคือภาษาระดับไม่เป็นทางการแล้ว จริงๆ แล้วนั่นคือระดับกึ่งทางการ ระดับไม่เป็นทางการอาจเริ่มเอ่ยชื่อเล่นโดยไม่ใช้ คุณ นำหน้าได้

2. ใช้ภาษาระดับกันเองในที่ทำงานกับหัวหน้า

ถึงแม้หัวหน้าจะเป็นกันเอง แต่ในที่สาธารณะหรือการประชุมที่เป็นทางการ การใช้ภาษาปากหรือคำสแลงกับหัวหน้าอาจทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพและขาดความเคารพ

3. ลืมปรับระดับภาษาเมื่อเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร

คนส่วนใหญ่มักใช้ภาษาในระดับเดียวกันทั้งการพูดและการเขียน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การเขียนอีเมลควรเป็นทางการกว่าการพูดคุยแบบตัวต่อตัวในหัวข้อเดียวกันประมาณหนึ่งระดับเสมอ

ตารางเปรียบเทียบ 5 ระดับภาษาไทยแบบสรุปใจความ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน มาดูคุณลักษณะหลักของแต่ละระดับภาษาแบบจัดเต็ม

1. ระดับพิธีการ (Formal/Ceremonial)

- พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตัวแทนประเทศในงานระดับนานาชาติ

- ไพเราะ สละสลวย ใช้คำราชาศัพท์เต็มรูปแบบ โครงสร้างประโยคซับซ้อน

- สูงสุด

- งานพระราชพิธี รัฐพิธี การกล่าวสุนทรพจน์ระดับชาติ ประกาศสำคัญ

2. ระดับทางการ (Formal/Official)

- เจ้านายระดับสูง ลูกค้า นักวิชาการ สาธารณชนในทางการ

- ตรงไปตรงมา กระชับ ใช้ศัพท์เทคนิคได้ ถูกหลักไวยากรณ์

- สูง

- หนังสือราชการ รายงานวิชาการ การประชุมสัมมนา จดหมายธุรกิจ อีเมลทางการ

3. ระดับกึ่งทางการ (Semi-formal) (ใช้บ่อยที่สุด)

- เพื่อนร่วมงาน อาจารย์ในบางบริบท ลูกค้าที่สนิทแล้ว

- เป็นธรรมชาติมากขึ้น ใช้สรรพนาม "คุณ" โครงสร้างประโยคไม่ซับซ้อน

- ปานกลางถึงสูง

- การบรรยายในชั้นเรียน การประชุมภายในทีม บทความทั่วไปในบล็อก/นิตยสาร

4. ระดับไม่เป็นทางการ/สนทนา (Informal)

- เพื่อน คนในครอบครัว (ที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่สุด) คนรู้จักทั่วไป

- เป็นภาษาพูด ใช้คำง่ายๆ ใกล้เคียงภาษาปาก แต่ยังสุภาพ

- ปานกลาง

- การพูดคุยในชีวิตประจำวันกับคนรู้จัก จดหมายถึงเพื่อน รายการสนทนาทางโทรทัศน์

5. ระดับกันเอง/ภาษาปาก (Casual/Colloquial)

- พ่อแม่พี่น้องที่สนิท คู่รัก เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก

- ใช้คำสแลง ภาษาถิ่น คำย่อ อวัจนภาษา (เช่น เสียงอุทาน) เต็มที่

- ต่ำ (แต่แสดงความใกล้ชิดสูง)

- การคุยกับคนสนิทมากๆ ในครอบครัว กับเพื่อนสนิท ในพื้นที่ส่วนตัว

โดยทั่วไปแล้ว ภาษาระดับกึ่งทางการคือระดับที่ปลอดภัยและใช้ได้กว้างขวางที่สุดในสังคมไทยยุคใหม่ สำหรับการเริ่มต้น ให้เลือกระดับที่สุภาพกว่าที่คุณคิดไว้เล็กน้อย แล้วค่อยๆ ปรับลดลงตามการตอบรับของคู่สนทนา การใช้ภาษาที่ "สูงเกินไป" มักสร้างความรู้สึกห่างเหินได้น้อยกว่าการใช้ภาษาที่ "ต่ำเกินไป" ซึ่งอาจดูไม่เคารพ

ประสบการณ์จริงของนัท: จากความขัดเขินในที่ทำงาน สู่การใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจ

นัท เป็นนักศึกษาจบใหม่ที่ได้งานแรกในบริษัทแห่งหนึ่ง เธอเคยชินกับการใช้ภาษาระดับกันเองกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย เมื่อต้องส่งอีเมลหาเจ้านายครั้งแรก เธอเขียนด้วยภาษาแบบที่คุยกับเพื่อน ส่งผลให้หัวหน้าเรียกไปคุยและตักเตือนเรื่องความไม่เป็นทางการเกินไป

นัทรู้สึกอับอายและขาดความมั่นใจ เธอพยายามแก้ไขด้วยการเปลี่ยนมาใช้ภาษาระดับทางการเต็มรูปแบบในทุกสถานการณ์ แม้แต่การคุยกับเพื่อนร่วมทีมในห้องประชุมย่อย ซึ่งทำให้เพื่อนๆ รู้สึกเหินห่างและเธอดูไม่เป็นธรรมชาติ

จุดเปลี่ยนมาหลังจากที่หัวหน้าที่ปรึกษาแนะนำว่า "ภาษาเหมือนเครื่องแต่งกาย" นัทเริ่มสังเกตภาษาที่เพื่อนร่วมงานใช้กันในบริบทต่างๆ และพบว่า "ภาษาระดับกึ่งทางการ" คือชุดกลางที่เหมาะสมที่สุดในที่ทำงาน

ภายใน 2-3 เดือน นัทเรียนรู้ที่จะปรับระดับภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ใช้ภาษาทางการในเอกสารและอีเมล ใช้ภาษากึ่งทางการในการประชุมและคุยงานกับทีม และเก็บภาษากันเองไว้ใช้ตอนกินข้าวเที่ยงกับเพื่อนสนิท ความมั่นใจและประสิทธิภาพในการสื่อสารของเธอเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คำแนะนำสุดท้าย

ระดับภาษาไทยมี 5 ขั้น ไล่จากสุภาพสูงสุดไปหาความสนิท

ได้แก่ 1) พิธีการ 2) ทางการ 3) กึ่งทางการ 4) ไม่เป็นทางการ และ 5) กันเอง ความแตกต่างชัดเจนในคำศัพท์และระดับความสุภาพ

เลือกใช้ภาษาโดยประเมิน "บุคคล สถานที่ และจุดประสงค์"

ถามตัวเองเสมอว่า กำลังพูดกับใคร อยู่ที่ไหน และต้องการสื่อสารอะไร กฎนี้ใช้ได้กับทุกสถานการณ์และช่วยป้องกันการเลือกใช้ภาษาผิดระดับ

ภาษาระดับกึ่งทางการคือจุดกลางที่ปลอดภัยและใช้บ่อยที่สุด

ในการทำงานหรือสถานศึกษายุคใหม่ ภาษาระดับกึ่งทางการ (ที่ยังใช้ "คุณ" และเป็นทางการปานกลาง) มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดก่อนที่จะปรับระดับขึ้นหรือลงตามสถานการณ์

การผิดพลาดที่ร้ายแรงคือใช้ภาษาต่ำเกินไป

การใช้ภาษาระดับกันเองกับคนที่ไม่สนิทหรือในสถานการณ์ทางการ สร้างความไม่พอใจได้มากกว่าการใช้ภาษาที่เป็นทางการเกินไป เมื่อไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากภาษาที่สุภาพกว่าเสมอ

มุมมองอื่นๆ

ภาษาระดับกึ่งทางการและระดับไม่เป็นทางการ ต่างกันยังไง? ดูคล้ายกันมาก

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ "ความสุภาพพื้นฐาน" และ "บริบท" ภาษาระดับกึ่งทางการยังคงใช้สรรพนาม "คุณ" และหลีกเลี่ยงคำสแลง เหมาะกับคนที่ไม่สนิทมากในสถานการณ์ทั่วไป (เช่น เพื่อนร่วมงาน) ส่วนระดับไม่เป็นทางการอาจละ "คุณ" ได้ ใช้ภาษาพูดมากขึ้น เหมาะกับคนรู้จักในชีวิตประจำวัน วิธีสังเกต: หากยังต้องคิดว่าจะใช้คำไหนให้สุภาพอยู่ แสดงว่ายังอยู่ในระดับกึ่งทางการ

อยากทบทวนสรุปแบบกระชับเพิ่มเติมไหม ลองอ่านต่อที่ 5 ระดับภาษามีอะไรบ้าง

ถ้าไม่แน่ใจ ควรเลือกใช้ระดับภาษาไหนดีที่สุด?

กฎง่ายๆ คือ "เริ่มต้นที่สูงไว้ก่อน" หากไม่แน่ใจในสถานะหรือความสนิทของคู่สนทนา ให้ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการขึ้นไป (ทางการหรือกึ่งทางการ) การใช้ภาษาที่สุภาพเกินไปอาจดูเป็นทางการไปหน่อย แต่การใช้ภาษาที่ต่ำเกินไปอาจถูกมองว่าไม่เคารพได้ง่ายกว่า เมื่อคู่สนทนาตอบกลับมาด้วยภาษาที่เป็นกันเองมากขึ้น คุณค่อยปรับตามลงมาได้

ระดับภาษามีผลกับการสอบวิชาภาษาไทยไหม? ต้องจำให้ได้ทั้งหมดไหม

มีผลแน่นอน โดยเฉพาะข้อสอบ O-NET หรือการสอบวัดระดับต่างๆ มักมีข้อสอบที่ให้วิเคราะห์หรือเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คุณไม่จำเป็นต้องจำคำศัพท์พิธีการทุกคำ แต่ต้องจับหลักให้ได้ว่า ระดับไหนใช้ในโอกาสใด และสามารถแยกแยะลักษณะภาษาเบื้องต้นของแต่ละระดับออกจากกันได้

เวลาเขียนอีเมลธุรกิจ ควรใช้สรรพนามเรียกตัวเองและผู้อ่านอย่างไร?

สำหรับอีเมลธุรกิจ (ระดับทางการ) ควรใช้ "ดิฉัน/กระผม" สำหรับผู้ส่ง และ "ท่าน" หรือ "คุณ (ชื่อนามสกุล)" สำหรับผู้รับ หากเป็นอีเมลภายในองค์กรที่วัฒนธรรมไม่เคร่งครัดมาก (ระดับกึ่งทางการ) อาจใช้ "ผม/ฉัน" และ "คุณ (ชื่อตัว)" ได้ หลีกเลี่ยงการเรียกตัวเองว่า "เรา" หรือ "กู" และหลีกเลี่ยงการเรียกผู้รับว่า "เธอ" หรือ "แก" โดยเด็ดขาด

หมายเหตุ

  • [1] Today - ส่วนใหญ่ของการสื่อสารในสถานศึกษาและที่ทำงานใช้ระดับนี้ เพราะสร้างบรรยากาศที่เป็นมืออาชีพแต่ไม่ห่างเหิน
  • [2] Sanook - ข้อผิดพลาดบางอย่างพบได้บ่อยในกลุ่มนักเรียนและผู้เริ่มทำงาน