เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ

141 ครั้งเข้าชม
เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ รวม 5 ระดับความรุนแรง เริ่มจากระยะไม่มีอาการจนถึงระยะลุกลาม ประกอบด้วยกลุ่ม NPDR และ PDR ตามข้อมูลปี 2026
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ: 2 กลุ่มใหญ่ 5 ระดับความรุนแรง

การทราบว่า เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ ช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ถึง 95% หากตรวจพบเร็ว ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจระยะของโรคเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและรับการรักษาที่เหมาะสม การละเลยสัญญาณเตือนเบื้องต้นนำไปสู่ความเสี่ยงในการตาบอดถาวรที่ยากจะแก้ไขในภายหลัง

เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ และทำไมคุณถึงต้องใส่ใจ

ภาวะเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และประกอบด้วย ระดับความรุนแรงเบาหวานขึ้นตา หลักๆ โดยเริ่มตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการไปจนถึงระยะลุกลามที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร การเข้าใจระดับเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประมาณ 95% ของกรณีการสูญเสียการมองเห็นจากเบาหวานสามารถป้องกันได้หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ [1]

เบาหวานขึ้นตา - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม - ไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกปวดตาหรือระคายเคืองเลยแม้แต่นิดเดียว ในช่วงแรกที่เส้นเลือดในดวงตาเริ่มเสียหาย คุณอาจจะยังมองเห็นได้ปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมเคยเจอคนไข้หลายคนที่คุมค่าน้ำตาลสะสมได้ดีมาตลอด แต่กลับละเลยการตรวจตาประจำปีเพราะคิดว่า ตาก็ยังใสดี จนกระทั่งเข้าสู่ระยะลุกลามถึงเพิ่งเริ่มรู้ตัว ความประมาทนี้เองที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุด

เจาะลึก 5 ระดับความรุนแรงของเบาหวานขึ้นตา

ในทางการแพทย์ จักษุแพทย์จะประเมินความเสียหายของจอประสาทตาโดยแบ่งเป็น 2 ระยะใหญ่ คือ ระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (NPDR) และระยะที่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (PDR) ซึ่งแต่ละระยะมี ความแตกต่างระหว่าง NPDR และ PDR ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ระยะที่ 1: Mild NPDR (ระยะเริ่มต้น)

ในระดับนี้จะเริ่มมีอาการหลอดเลือดฝอยในจอประสาทตาโป่งพองเล็กน้อย (Microaneurysms) คล้ายกับจุดเลือดออกเล็กๆ ขนาดจิ๋ว ระยะนี้ยังไม่มีผลต่อการมองเห็น และบ่อยครั้งที่การตรวจตาแบบปกติอาจมองไม่เห็นหากไม่ใช้เครื่องมือขยายพิเศษ

น่ายินดีที่ในระดับนี้คุณยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้ เพียงแค่คุมน้ำตาลให้คงที่ ร่างกายจะสามารถประคับประคองไม่ให้รอยโรคลุกลามไปไกลกว่าเดิมได้นานหลายปี

ระยะที่ 2: Moderate NPDR (ระยะปานกลาง)

เมื่อเข้าสู่ระดับที่สอง หลอดเลือดบางส่วนจะเริ่มเกิดการอุดตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาเริ่มติดขัด รอยโรคจะเริ่มขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการตรวจภาพถ่ายจอประสาทตา

ระยะที่ 3: Severe NPDR (ระยะรุนแรง)

ระดับนี้คือสัญญาณอันตรายขั้นสุด หลอดเลือดส่วนใหญ่ถูกปิดกั้นจนจอประสาทตาขาดเลือดอย่างรุนแรง ร่างกายจึงเริ่มส่งสัญญาณเคมีเพื่อเตรียมสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แม้การมองเห็นจะยังดูปกติอยู่ แต่คนไข้ที่กังวลว่า เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ ในระยะนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะก้าวเข้าสู่ระยะลุกลามในอนาคตอันใกล้

ระยะที่ 4: Proliferative Diabetic Retinopathy (PDR - ระยะลุกลาม)

นี่คือจุดเปลี่ยนที่น่ากลัวที่สุด เมื่อหลอดเลือดใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นไม่มีความแข็งแรง มันเปราะบางและแตกง่ายมาก เมื่อเลือดออกในวุ้นตาหรือเกิดพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา การมองเห็นจะมัวลงอย่างรวดเร็วหรือเห็นเป็นเงาดำลอยไปมาเหมือน เบาหวานขึ้นตาระยะสุดท้าย

ระดับพิเศษ: Diabetic Macular Edema (DME - จุดรับภาพชัดบวมน้ำ)

ความเสียหายหรือ อาการเบาหวานขึ้นตาแต่ละระดับ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระดับของเบาหวานขึ้นตา และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไข้เริ่มสังเกตเห็นว่าภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวหรืออ่านหนังสือลำบากขึ้นอย่างกะทันหัน

สถิติและความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับเบาหวานขึ้นตา

ปัจจุบันมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 30% ทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะเบาหวานขึ้นตาในระดับใดระดับหนึ่ง ความน่ากังวลคือผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งความเสียหายมาถึงจุดที่แก้ยากแล้ว แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะสถิติชี้ชัดว่าหากคุณสามารถควบคุมค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% ได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตานี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ [3]

การตรวจคัดกรองใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น - ใช่ครับ แค่สั้นๆ เท่ากับการสั่งกาแฟหนึ่งแก้ว - แต่มันสามารถเซฟการมองเห็นของคุณไว้ได้ตลอดชีวิต เอาเข้าจริง ผมเห็นคนไข้หลายคนยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้ออาหารเสริมบำรุงสายตา แต่กลับไม่ยอมสละเวลาไป การตรวจระดับเบาหวานขึ้นตา ฟรีตามสิทธิการรักษา ซึ่งนั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเอาเสียเลย

ควรไปพบหมอตาตอนไหนดี

คำตอบที่สั้นที่สุดสำหรับข้อสงสัย เบาหวานขึ้นตามีกี่ระดับ คือ ทันทีที่คุณรู้ว่าเป็นเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ควรรับการตรวจตาทันทีที่ได้รับวินิจฉัย เพราะเราไม่รู้เลยว่าน้ำตาลในเลือดของคุณแอบสูงมานานแค่ไหนแล้ว ส่วนผู้ป่วยประเภทที่ 1 ควรเริ่มตรวจหลังจากเป็นมาแล้ว 5 ปี

สัญญาณเตือนที่คุณห้ามมองข้าม ได้แก่ ภาพมัวเหมือนมีหมอกบัง มองเห็นจุดดำลอยไปมา ภาพบิดเบี้ยว หรือเห็นสีซีดลง หากมีอาการเหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย อย่ารอให้ถึงวันนัดครั้งหน้า ให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที

หากคุณมีความกังวลเรื่องการสูญเสียการมองเห็น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เบาหวานขึ้นตาทำให้ตาบอดได้ไหม เพื่อการป้องกันที่ถูกต้องครับ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระยะ NPDR และ PDR

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าความรุนแรงในแต่ละช่วงส่งผลต่อดวงตาของคุณอย่างไร เรามาสรุปข้อแตกต่างสำคัญกันครับ

ระยะไม่ลุกลาม (NPDR)

- หลอดเลือดเดิมโป่งพองหรืออุดตัน แต่ยังไม่มีการสร้างเส้นเลือดใหม่

- ต่ำ หากตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

- ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรืออาจมัวเล็กน้อยหากมีจุดรับภาพบวม

- เน้นการควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันเป็นหลัก

ระยะลุกลาม (PDR) - ระดับอันตราย

- มีการงอกของหลอดเลือดใหม่ที่เปราะบางและแตกง่าย

- สูงมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและถูกต้อง

- ตามัวลงกะทันหัน เห็นเงาดำบังตา หรือสูญเสียการมองเห็นด้านข้าง

- มักต้องใช้การฉายเลเซอร์ การฉีดยาเข้าวุ้นตา หรือการผ่าตัด

ความแตกต่างที่สำคัญคือการมีหรือไม่มี 'หลอดเลือดงอกใหม่' ระยะ NPDR คือช่วงเวลาทองที่คุณต้องรักษาไว้ให้ได้นานที่สุดด้วยการคุมเบาหวานให้ดี ในขณะที่ระยะ PDR คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องอาศัยการรักษาเชิงรุกทันที

บทเรียนจากคุณสมชาย: เมื่อความประมาทเกือบพรากการมองเห็น

คุณสมชาย พนักงานบริษัทวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ป่วยเป็นเบาหวานมานาน 8 ปี เขามั่นใจในการคุมน้ำตาลเพราะค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร (FBS) ดูดีเสมอ จึงเลิกไปตรวจตาตามนัดมานานกว่า 3 ปี เพราะคิดว่าเสียเวลาและตาก็ยังมองเห็นชัดเจนดี

วันหนึ่งขณะนั่งทำงาน เขาเห็นจุดดำเล็กๆ ลอยผ่านตาซ้ายเหมือนมีแมลงวันบินผ่าน เขาพยายามขยี้ตาแต่ไม่หาย สองวันถัดมาภาพที่เห็นกลับเริ่มพร่ามัวลงอย่างรวดเร็วจนอ่านเมลไม่ได้ ความตกใจทำให้เขาต้องลางานเพื่อไปโรงพยาบาลทันที

หมอตรวจพบว่าเขาอยู่ในระยะ PDR แล้ว โดยมีเลือดออกในวุ้นตาเพราะเส้นเลือดใหม่แตก คุณสมชายเพิ่งรู้ว่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ของเขาสูงถึง 9% มานานแล้ว แม้ค่าน้ำตาลรายวันจะดูปกติ เขาต้องเข้ารับการฉีดยาเข้าวุ้นตาถึง 3 เข็มเพื่อกู้การมองเห็นกลับมา

หลังจากรักษาต่อเนื่อง 6 เดือน การมองเห็นกลับมาดีขึ้นราว 80% แต่ไม่ชัดเท่าเดิม คุณสมชายเปลี่ยนนิสัยใหม่โดยไปตรวจตาตรงเวลาร้อยเปอร์เซ็นต์และพกสมุดจดค่าน้ำตาลสะสมติดตัวเสมอเพื่อเตือนใจว่าการมองเห็นนั้นมีค่าแค่ไหน

สิ่งที่สำคัญที่สุด

แบ่งความรุนแรงเป็น 5 ระดับหลัก

เริ่มจากระดับ 1-3 (NPDR) ที่ยังคุมได้ด้วยยาและวินัย จนถึงระดับ 4 (PDR) ที่ต้องรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ และภาวะบวมน้ำ (DME) ที่เกิดได้ทุกเมื่อ

อย่ารอจนมีอาการแล้วค่อยไปหาหมอ

เบาหวานขึ้นตาในระยะแรกมักไม่มีอาการเตือน 95% ของเคสตาบอดป้องกันได้ถ้าเจอเร็ว การมองเห็นชัดไม่ได้แปลว่าข้างในตาปกติ

เป้าหมาย HbA1c คือหัวใจสำคัญ

พยายามรักษาค่าน้ำตาลสะสมให้ต่ำกว่า 7% เพื่อลดแรงกดดันต่อหลอดเลือดในดวงตา และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้ในระยะยาว

คู่มือการอ่านเพิ่มเติม

ถ้าเบาหวานขึ้นตาแล้วจะตาบอดทุกคนไหม?

ไม่เสมอไปครับ หากตรวจพบในระดับเริ่มต้น (NPDR) และคุมน้ำตาลได้ดี โอกาสตาบอดจะน้อยมาก แต่ถ้าปล่อยไว้จนถึงระดับลุกลามโดยไม่รักษา ความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างนัยสำคัญ การตรวจตาประจำปีคือคำตอบที่ดีที่สุด

ถ้าน้ำตาลปกติแล้ว ยังต้องตรวจตาอยู่ไหม?

ต้องตรวจครับ เพราะความเสียหายของเส้นเลือดอาจสะสมมาตั้งแตช่วงที่น้ำตาลยังสูงอยู่ และโรคนี้อาจแฝงตัวอยู่โดยไม่แสดงอาการนานหลายปี การยืนยันด้วยภาพถ่ายจอประสาทตาจึงชัวร์กว่าความรู้สึกส่วนตัว

เบาหวานขึ้นตาในระดับรุนแรง รักษาหายขาดได้ไหม?

ในระดับรุนแรง การรักษาเน้นไปที่การประคองอาการและป้องกันไม่ให้ตาบอดถาวรมากกว่าการทำให้กลับมาปกติ 100% เลเซอร์หรือยาฉีดจะช่วยยับยั้งหลอดเลือดที่ผิดปกติ แต่รอยแผลเป็นบนจอประสาทตามักจะคงอยู่ตลอดไป

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาจักษุแพทย์หรือแพทย์ประจำตัวเสมอเกี่ยวกับการประเมินระดับโรคและการวางแผนรักษา หากคุณมีอาการตามัวกะทันหันหรือเห็นภาพผิดปกติ โปรดเข้ารับการตรวจรักษาทันที

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Nei - ประมาณ 95% ของกรณีการสูญเสียการมองเห็นจากเบาหวานสามารถป้องกันได้หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
  • [3] Pubmed - หากคุณสามารถควบคุมค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% ได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตานี้ได้ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง