DM มีกี่ประเภท

0 ครั้งเข้าชม
คำตอบของ โรคเบาหวานมีกี่ประเภท แบ่งตามสาเหตุได้ดังนี้ ชนิดที่ 1: ภูมิคุ้มกันทำลายตับอ่อน ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย พบในเด็กและวัยรุ่น ชนิดที่ 2: พบถึง 95% ของผู้ป่วย เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลิน เบาหวานขณะตั้งครรภ์: ผู้หญิง 50% พัฒนาเป็นชนิดที่ 2 ในอีก 5 ถึง 10 ปี
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท: สัดส่วนผู้ป่วย 95% ในชนิดที่ 2

การทำความเข้าใจว่า โรคเบาหวานมีกี่ประเภท เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาวของทุกคน ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกตื่นตระหนกและร้องไห้เมื่อได้รับผลการวินิจฉัยโรคนี้ แต่ความจริงคือการปรับเปลี่ยนการควบคุมอาหารอย่างถูกวิธีช่วยจัดการภาวะนี้ได้อย่างปลอดภัย ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพในอนาคต

โรคเบาหวาน (DM) มีกี่ประเภท และคุณควรระวังชนิดไหน

โรคเบาหวาน (DM) แบ่งออกเป็นหลักๆ 4 ประเภทตามสาเหตุการเกิดโรค ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1, ชนิดที่ 2, เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และชนิดอื่นๆ ที่มีสาเหตุจำเพาะ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด มีปัจจัยที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม - ผมจะอธิบายความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดในส่วนของการวินิจฉัยด้านล่าง

การเข้าใจ ประเภทของเบาหวาน แต่ละประเภทมีความสำคัญมากต่อการวางแผนการรักษา โรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากการกินของหวานเพียงอย่างเดียวตามที่หลายคนเชื่อกัน (และผมก็เคยเชื่อแบบนั้นเหมือนกันในอดีต) ร่างกายของเรามีกลไกซับซ้อนกว่านั้นมาก ในความเป็นจริง - และผมก็ได้อ่านงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในช่วงสามปีที่ผ่านมา - การที่คนเราจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม พันธุกรรม และการทำงานของตับอ่อนที่ประสานกันอย่างซับซ้อน แม้ว่าทฤษฎีทั่วไปจะบอกว่าแค่ลดน้ำตาลก็พอแล้วก็ตามซึ่งทำให้หลายคนแก้ปัญหาผิดจุด

ความแตกต่างของเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย มักพบในเด็กและวัยรุ่น ส่วน เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดถึง 95% ของผู้ป่วยทั้งหมด[1] เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลินและผลิตได้ไม่เพียงพอ

การดื้ออินซูลินหมายความว่าร่างกายมีอินซูลิน แต่เซลล์ไม่ยอมรับมัน มันน่าหงุดหงิดมาก เหมือนมีกุญแจแต่ไขแม่กุญแจไม่ได้ ผมเคยเห็นผู้ป่วยหลายคนที่พยายามคุมน้ำตาลแทบตายแต่ค่าเลือดก็ไม่ลง เพราะพวกเขาแก้ปัญหาผิดจุด การลดแป้งเพียงอย่างเดียว - แม้จะช่วยได้บ้าง - ก็ไม่สามารถแก้ภาวะดื้ออินซูลินได้ทั้งหมดหากขาดการขยับร่างกาย หลายคนพูดว่าโรคนี้รักษาไม่ได้ เอาเข้าจริง การปรับพฤติกรรมสามารถทำให้โรคสงบลงได้ในผู้ป่วยชนิดที่ 2

เบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

เบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่ต่อต้านการทำงานของอินซูลิน มักพบในช่วงไตรมาสที่ 2-3 และมักจะหายไปเองหลังคลอด

พูดตามตรง หลายคนตื่นตระหนกและร้องไห้เมื่อได้รับผลวินิจฉัยนี้ ความกังวลคือเรื่องปกติ แต่ความจริงก็คือมันสามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยด้วยการคุมอาหารอย่างถูกวิธี ผู้หญิงประมาณ 50% ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะพัฒนาไปสู่เบาหวานชนิดที่ 2 ในอีก 5 ถึง 10 ปีต่อมา[2] ดังนั้น การดูแลตัวเองหลังคลอดจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันอนาคต

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นกลุ่มเสี่ยง (สิ่งที่คุณต้องรู้)

นี่คือความเข้าใจผิดที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้: การคิดว่าคนผอมไม่เป็น เบาหวานประเภทต่างๆ ชนิดที่ 2 เป็นสิ่งที่อันตรายมาก พันธุกรรมและไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในสามารถทำให้คนที่มีรูปร่างปกติเป็นโรคเบาหวานได้

คนผอมที่มีพุงหรือไขมันสะสมในช่องท้องมีความเสี่ยงสูงมาก รูปร่างภายนอกหลอกตาเราได้ เสมอเลย พูดตามตรง ผมเคยพลาดจุดนี้มาก่อนตอนให้คำแนะนำคนรู้จัก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าต้องดูค่าผลเลือดเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ดูจากรูปร่างภายนอกหรือน้ำหนักบนตาชั่งเท่านั้น

ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างของเบาหวานแต่ละชนิดที่เข้าใจง่าย

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาความแตกต่างหลักๆ ของโรคเบาหวานประเภทต่างๆ ด้านล่างนี้

เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1)

- มักพบในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่อายุน้อย

- จำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินตลอดชีวิต

- ภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับอ่อน ร่างกายขาดอินซูลินโดยสิ้นเชิง

เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2) ⭐

- มักพบในผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบในวัยรุ่นที่น้ำหนักเกินมากขึ้น

- ปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย ใช้ยารับประทาน หรืออาจต้องฉีดอินซูลินในบางราย

- ภาวะดื้ออินซูลิน ร่วมกับการที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

- ผู้หญิงในระหว่างการตั้งครรภ์ (มักเป็นไตรมาสที่ 2-3)

- เน้นการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด หากไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้อินซูลินที่ปลอดภัยต่อทารก

- ฮอร์โมนจากรกต่อต้านการทำงานของอินซูลินในร่างกายแม่

การรู้ประเภทของโรคเบาหวานช่วยลดความสับสนได้อย่างมาก สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เป็นชนิดที่ 2 การปรับวิถีชีวิตสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ในขณะที่ชนิดที่ 1 ต้องอาศัยวินัยในการฉีดอินซูลินอย่างเคร่งครัด

การรับมือกับเบาหวานชนิดที่ 2 ของคุณสมชาย

คุณสมชาย พนักงานออฟฟิศวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เขารู้สึกเครียดและกลัวมากเพราะแม่ของเขาเคยมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ เขาเริ่มด้วยการงดแป้งและน้ำตาลทุกชนิดทันทีแบบหักดิบ

ผลที่ตามมาคือเขารู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนัก หงุดหงิดง่าย และมือสั่นตลอดเวลาในสัปดาห์แรก เขาเกือบจะยอมแพ้และกลับไปกินอาหารแบบเดิมเพราะทนความทรมานไม่ไหวจากการหิวโหยตอนบ่าย

เขาไปปรึกษานักกำหนดอาหารและพบว่าการงดแป้งร้อยเปอร์เซ็นต์คือความผิดพลาด เขาเปลี่ยนมาลดปริมาณข้าวขาวลงครึ่งหนึ่ง แทนที่ด้วยข้าวกล้อง และเพิ่มผักใบเขียวกับโปรตีนในทุกมื้อแทน

ภายใน 6 เดือน ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ของเขาลดลงจาก 8.5% เหลือ 6.2% โดยไม่ต้องพึ่งยาเพิ่ม เขาเรียนรู้ว่าความสมดุลและความยั่งยืนสำคัญกว่าความเคร่งครัดที่เกินพอดี

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงหรืออาการเบื้องต้น สามารถอ่านต่อได้ที่ อาการแทรกซ้อนของคนเป็นโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

คำแนะนำอื่นๆ

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท?

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ชนิดที่ 1, ชนิดที่ 2, เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และชนิดอื่นๆ ที่มีสาเหตุจำเพาะ การจำแนกประเภทนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการเลือกวิธีรักษา

ฉันไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างชนิดที่ 1 และ 2?

จำง่ายๆ ว่า ชนิดที่ 1 คือร่างกายไม่มีอินซูลินเลยเพราะตับอ่อนพัง ส่วนชนิดที่ 2 คือร่างกายมีอินซูลินแต่นำไปใช้ไม่ได้ผลเพราะเซลล์ดื้อยา การรักษาจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในอนาคต ควรทำอย่างไรดี?

การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คุณควรไปพบแพทย์ตามนัด และตรวจสุขภาพตา ไต รวมถึงเท้าเป็นประจำทุกปีเพื่อเฝ้าระวัง

ไม่ทราบว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่?

หากคุณอายุเกิน 40 ปี น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย คุณถือว่ามีความเสี่ยง ควรเจาะเลือดตรวจน้ำตาลอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อความแน่ใจ

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์

ประเภทของเบาหวานบอกวิธีการรักษา

เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งพาอินซูลิน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 มุ่งเน้นไปที่การลดความดื้ออินซูลินผ่านการกินและขยับร่างกาย

ภาวะดื้ออินซูลินคือตัวการหลักของชนิดที่ 2

การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ 58% และทำให้เซลล์สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้นมาก [3]

คนผอมก็เสี่ยงได้

อย่าปล่อยให้รูปร่างภายนอกหลอกคุณ ไขมันสะสมในช่องท้องและพันธุกรรมสามารถทำให้คนน้ำหนักปกติเป็นเบาหวานได้เช่นกัน

ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ การใช้ยา หรือแผนการรักษา หากคุณมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Cdc - ส่วนชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดถึง 95% ของผู้ป่วยทั้งหมด
  • [2] Cdc - ผู้หญิงประมาณ 50% ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะพัฒนาไปสู่เบาหวานชนิดที่ 2 ในอีก 5 ถึง 10 ปีต่อมา
  • [3] Cdc - การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ 58% และทำให้เซลล์สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้นมาก