โรคจากการทํางาน มีกี่กลุ่ม

79 ครั้งเข้าชม
โรคจากการทํางาน มีกี่กลุ่ม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามปัจจัยเสี่ยง 1. กลุ่มโรคจากปัจจัยทางกายภาพ ชีวภาพ และสารเคมี 2. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจและปอด 3. กลุ่มโรคผิวหนังจากการทำงาน 4. กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ข้อมูลอัปเดตล่าสุดปี 2566
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคจากการทํางาน มีกี่กลุ่ม: สรุป 4 กลุ่มหลักที่พบบ่อย

การเข้าใจว่า โรคจากการทํางาน มีกี่กลุ่ม ช่วยให้พนักงานและผู้ประกอบการเฝ้าระวังอันตรายแฝงในสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคัดกรองความเสี่ยงตามลักษณะงานช่วยลดโอกาสเกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรังและป้องกันความสูญเสียทางสุขภาวะในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ท่านควรศึกษาประเภทของโรคเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ของตนเอง

โรคจากการทํางาน มีกี่กลุ่ม และเกณฑ์การแบ่งล่าสุดคืออะไร

โรคจากการทำงาน (Occupational Diseases) ตามหลักเกณฑ์ล่าสุดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ครอบคลุมความเจ็บป่วยทั้งหมด 106 รายการ การแบ่งกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของคำนิยาม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานและการเบิกจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน เมื่อพนักงานได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

การจำแนกโรคเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด - โดยเฉพาะในยุคที่ลักษณะงานมีความซับซ้อนมากขึ้น - การทำความเข้าใจแต่ละกลุ่มจะช่วยให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

เจาะลึก 4 กลุ่มโรคจากการทำงานตามประกาศกระทรวงแรงงาน

กลุ่มโรคจากการทำงานตามประกาศฉบับปี 2566 มีความชัดเจนมากขึ้นในการครอบคลุมถึงปัจจัยเสี่ยงสมัยใหม่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มที่เกิดจากสภาพแวดล้อม กลุ่มที่ส่งผลต่อระบบอวัยวะ กลุ่มมะเร็ง และกลุ่มโรคที่พิสูจน์ได้ภายหลัง

กลุ่มที่ 1: โรคที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงในที่ทำงาน

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและพบบ่อยที่สุด ซึ่งแบ่งย่อยลงไปได้อีก 7 กลุ่มย่อยตามลักษณะของปัจจัยเสี่ยงที่สัมผัส ได้แก่: สารเคมี: เช่น โรคจากพิษตะกั่ว สารปรอท หรือยาฆ่าแมลงที่พบในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจัยทางกายภาพ: เช่น โรคหูตึงจากเสียงดัง (Noise-induced hearing loss) ซึ่งพบมากในโรงงานที่มีระดับเสียงเกิน 85 เดซิเบลต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน [3] รวมถึงโรคจากความร้อน ความเย็น และแรงสั่นสะเทือน ปัจจัยทางชีวภาพ: เช่น การติดเชื้อวัณโรค หรือไวรัสตับอักเสบ จากการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหรือห้องแล็บ ระบบทางเดินหายใจ: เช่น โรคปอดฝุ่นทราย (Silicosis) หรือปอดอักเสบจากฝุ่นใยหิน (Asbestosis)

เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งผมเคยเข้าใจผิดว่าโรคจากเสียงดังต้องเป็นเสียงที่ระเบิดตูมเดียวแล้วหูดับไปเลย - แต่ความจริงมันน่ากลัวกว่านั้น - มันคือการทำลายเซลล์ประสาทหูทีละนิดวันละ 1-2% จนคุณไม่รู้ตัวว่าเริ่มสูญเสียการได้ยินไปแล้วกว่าครึ่ง การสะสมความเสียหายแบบนี้ทำให้การรักษาทำได้ยากเพราะมันไม่ใช่ความเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน

กลุ่มที่ 2: โรคที่เกิดจากลักษณะงานหรืออวัยวะที่ถูกใช้งานหนัก

กลุ่มนี้เน้นไปที่ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงระบบประสาทที่เกิดจากการใช้งานผิดท่าทางหรือใช้งานซ้ำๆ (Repetitive Motion) ซึ่งโรคที่รู้จักกันดีคือกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม การอักเสบของเอ็นข้อมือ หรืออาการปวดหลังเรื้อรังจากการยกของหนักในท่าที่ผิดสุขลักษณะ

ประมาณ 60% ของพนักงานออฟฟิศในเขตเมืองใหญ่ประสบปัญหากล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อยหนึ่งอย่างในช่วงการทำงาน 5 ปีแรก[2] อัตรานี้สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ เนื่องจากพฤติกรรมการนั่งนิ่งๆ นานกว่า 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลต่อกระดูกสันหลังและแรงดันในหมอนรองกระดูกโดยตรง

กลุ่มที่ 3: โรคมะเร็งจากการทำงาน (Occupational Cancer)

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัวนานที่สุด (Latent period) มะเร็งที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อมะเร็งในที่ทำงาน เช่น การสูดดมฝุ่นใยหิน (Asbestos) ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอด หรือการสัมผัสสารเบนซีน (Benzene) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเม็ดเลือดขาว

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมะเร็งเหล่านี้มักจะไม่ปรากฏอาการจนกว่าเวลาจะผ่านไป 15-20 ปีหลังจากเริ่มสัมผัสสารก่อมะเร็ง ทำให้พนักงานหลายคนหลงลืมไปว่าตนเองมีความเสี่ยงสะสมอยู่ การตรวจสุขภาพประจำปีแบบเจาะลึกเฉพาะกลุ่มอาชีพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง

กลุ่มที่ 4: โรคอื่นๆ ที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการทำงาน

กลุ่มนี้เปิดกว้างสำหรับโรคที่ไม่ได้ระบุไว้ใน 106 รายการข้างต้น แต่หากคณะกรรมการทางการแพทย์สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับลักษณะงานโดยตรง ก็จะถือว่าเป็นโรคจากการทำงานด้วยเช่นกัน กลุ่มนี้ช่วยปิดช่องว่างทางกฎหมายในกรณีที่มีเทคโนโลยีใหม่หรือสารเคมีใหม่ๆ เข้ามาในกระบวนการผลิต

ความต่างระหว่างโรคจากการทำงานและโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน

หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ แต่ในทางการแพทย์และกฎหมายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย

ความแตกต่างโรคจากการทำงานและโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน คือ โรคจากการทำงาน (Occupational Disease) เป็นโรคที่มีสาเหตุจากปัจจัยในงานโดยตรง เช่น ถ้าไม่มีฝุ่นทรายในโรงงาน คุณก็จะไม่เป็นโรคซิลิโคสิส แต่ถ้าเป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน (Work-related Disease) งานอาจจะเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นให้อาการแย่ลง เช่น โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ที่อาจเกิดจากความเครียดในงานประกอบกับพฤติกรรมสุขภาพส่วนตัว

ฟังดูเหมือนจะแยกง่ายใช่ไหม? แต่ความจริงมันคลุมเครือมาก ผมเคยคุยกับพนักงานคนหนึ่งที่ปวดหลังอย่างรุนแรง เขาคิดว่าเกิดจากการนั่งทำงาน (ซึ่งเป็นโรคจากการทำงาน) แต่ผลวินิจฉัยกลับพบว่าเขามีอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัยประกอบกับการนั่งผิดท่า งานจึงเป็นแค่ตัวเร่ง - ไม่ใช่สาเหตุหลัก - นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนพลาดสิทธิการเบิกจ่ายเพราะหลักฐานทางการแพทย์ไม่ชัดเจนพอ

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ากำลังป่วยด้วยโรคจากการทำงาน

หากคุณเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง ขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและรักษาสิทธิของตนเองได้

1. เข้ารับการตรวจกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Physician) เพื่อวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างอาการและลักษณะงาน 2. แจ้งนายจ้างเพื่อขอรับแบบ กท.16 เพื่อนำไปยื่นใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทน 3. รวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ระดับเสียง ค่าฝุ่น หรือรายชื่อสารเคมีที่สัมผัส เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบ 4. ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันกองทุนเงินทดแทนครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็นจริงในวงเงินที่กำหนด

สิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนนั้นครอบคลุมค่ารักษาตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยพนักงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหากเข้ารักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิ ซึ่งในปี 2566 มีการปรับเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แพงขึ้นด้วย

ตารางเปรียบเทียบความเสี่ยงตามกลุ่มโรคจากการทำงาน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงและกลุ่มพนักงานที่น่ากังวลในแต่ละกลุ่มโรคได้ดังนี้

กลุ่มโรคจากปัจจัยกายภาพและเคมี

• พนักงานโรงงานหลอมโลหะ, ก่อสร้าง, เกษตรกร

• ปานกลาง (1-5 ปี ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร)

• เสียงดัง, สารตะกั่ว, ฝุ่นละออง, ความร้อนสูง

กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก

• พนักงานออฟฟิศ, พนักงานสายการผลิต, คนขับรถบรรทุก

• เร็วถึงปานกลาง (6 เดือน - 3 ปี)

• ท่าทางที่ผิดสุขลักษณะ, การทำงานซ้ำซาก, การนั่งนาน

กลุ่มโรคมะเร็งจากการทำงาน

• อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, งานรื้อถอนอาคารเก่า, รังสีเทคนิค

• ช้ามาก (15-20 ปีขึ้นไป)

• ฝุ่นใยหิน, เบนซีน, รังสีไอโอไนซ์

ความเสี่ยงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยง พนักงานออฟฟิศมักกังวลกลุ่มกล้ามเนื้อ แต่อุตสาหกรรมหนักต้องระวังทั้งกลุ่มทางกายภาพและมะเร็งสะสม

บทเรียนจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์: เมื่อฝุ่นไม้ไม่ใช่เรื่องเล็ก

คุณวิชัย ทำงานในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้แถบชานเมืองกรุงเทพฯ มานานกว่า 10 ปี หน้าที่หลักคือการไสและขัดไม้ เขาเริ่มมีอาการคัดจมูกเรื้อรังและมีเลือดกำเฉียดออกบ่อยครั้งแต่คิดว่าเป็นเพียงภูมิแพ้อากาศปกติ

ครั้งแรกเขาพยายามซื้อยาพ่นจมูกมาใช้เองและสวมหน้ากากอนามัยธรรมดาขณะทำงาน ผลคืออาการไม่ดีขึ้นและเริ่มมีก้อนเนื้อในโพรงจมูกจนหายใจลำบาก เขาต้องลางานบ่อยครั้งจนกระทบกับรายได้รายวัน

หลังจากพบแพทย์เฉพาะทางและมีการตรวจสอบสภาพอากาศในที่ทำงาน พบว่าค่าฝุ่นไม้ละเอียดสูงเกินมาตรฐานและเป็นฝุ่นจากไม้ประเภทที่ก่อมะเร็ง วิชัยจึงเริ่มกระบวนการขอใช้สิทธิโรคจากการทำงานกลุ่มที่ 3

ผลการรักษาใช้เวลากว่า 8 เดือน แม้จะรักษาได้ทันท่วงทีแต่ปอดของเขาก็สูญเสียประสิทธิภาพไป 25% วิชัยต้องเปลี่ยนแผนกทำงานเป็นฝ่ายคลังสินค้าที่ไม่มีฝุ่น และบทเรียนนี้ทำให้โรงงานต้องติดตั้งระบบดูดฝุ่นประสิทธิภาพสูงทันที

คำแนะนำสุดท้าย

ตรวจสอบสิทธิ 106 รายการ

ควรศึกษาประกาศกระทรวงแรงงานฉบับล่าสุดปี 2566 เพื่อดูว่าลักษณะงานของคุณเข้าข่ายความเสี่ยงใน 106 โรคที่กำหนดไว้หรือไม่

การป้องกันสำคัญกว่าการชดเชย

การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ลดระดับเสียง หรือปรับเก้าอี้ตามหลัก Ergonomics สามารถลดความเสี่ยงโรคกลุ่มกล้ามเนื้อได้ถึง 60-70%

อยากเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ลองอ่านต่อที่ โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพตามประกาศกระทรวงแรงงานมีทั้งหมดกี่กลุ่มโรค
บันทึกข้อมูลการทำงานเสมอ

ควรเก็บข้อมูลประเภทสารเคมีที่ใช้หรือระดับเสียงในที่ทำงานไว้เป็นหลักฐาน เพราะการพิสูจน์โรคจากการทำงานในภายหลังมักใช้หลักฐานสภาพแวดล้อมย้อนหลัง

มุมมองอื่นๆ

ออฟฟิศซินโดรมจัดเป็นโรคจากการทำงานหรือไม่?

จัดเป็นโรคจากการทำงานในกลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและประสาท หากพิสูจน์ได้ว่าอาการปวดนั้นเกิดจากลักษณะการทำงานที่ซ้ำซากหรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมในออฟฟิศ อย่างไรก็ตามต้องมีการวินิจฉัยจากแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ร่วมด้วย

ถ้าบริษัทไม่มีประกันสังคม จะเบิกเงินทดแทนได้ไหม?

ตามกฎหมายนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและจ่ายเงินสมทบ หากนายจ้างไม่ได้ทำตามกฎหมาย ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง โดยสำนักงานประกันสังคมจะเรียกเก็บเงินย้อนหลังจากนายจ้างเอง

ต้องทำงานนานแค่ไหนถึงจะถือว่าเป็นโรคจากการทำงาน?

ไม่มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่แน่นอน แต่ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยงกับอาการของโรค เช่น มะเร็งอาจต้องสัมผัสสารมานานกว่า 10 ปี แต่โรคจากสารเคมีเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์หรือทางกฎหมายได้ อาการเจ็บป่วยของแต่ละบุคคลมีสาเหตุที่แตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ของคุณ

เอกสารอ้างอิง

  • [2] Facebook - ประมาณ 60% ของพนักงานออฟฟิศในเขตเมืองใหญ่ประสบปัญหากล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อยหนึ่งอย่างในช่วงการทำงาน 5 ปีแรก
  • [3] Shecu - การสูญเสียการได้ยินจากการทำงานมักเกิดขึ้นในโรงงานที่มีระดับเสียงเกิน 85 เดซิเบลต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน