โรคพุ่มพวงห้ามกินอะไรบ้าง

126 ครั้งเข้าชม
โรคพุ่มพวงห้ามกินอะไรบ้าง อาหารโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผักดอง มีโซเดียม 1,500-2,000 มิลลิกรัม ต่อ มื้อ เครื่องดื่มหวาน เช่น ชานมไข่มุก มีน้ำตาล 40 กรัม ต่อ แก้ว เสี่ยงเบาหวาน เมนูแซ่บจัด เช่น ส้มตำปูปลาร้า ต้มยำน้ำข้น มีโซเดียมเกิน 2,500 มิลลิกรัม และพริกเผ็ดระคายกระเพาะ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคพุ่มพวง: กลุ่มอาหารต้องห้ามหลัก 3 ประเภท

โรคพุ่มพวงห้ามกินอะไรบ้าง การเลือกรับประทานอาหารผิดทำให้อาการกำเริบและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตเสื่อมหรือเบาหวานจากผลข้างเคียงของยา ผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้จักกลุ่มอาหารเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงและควบคุมโรคอย่างถูกต้อง

โรคพุ่มพวงห้ามกินอะไรบ้าง? คำตอบที่ผู้ป่วย SLE ควรรู้

อาการของโรคพุ่มพวง (SLE) สามารถกำเริบได้จากหลายปัจจัย และการเลือกรับประทานอาหารก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่มีสูตรอาหารตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากอาการแพ้ภูมิตัวเองของแต่ละคนแสดงออกแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญคือการลดอาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย

การปรับพฤติกรรมการกินอย่างเคร่งครัดมักช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร่วมต่าง ๆ และช่วยควบคุมอาการโรคได้ดีขึ้น อาหารกระตุ้น SLE บางกลุ่มทำหน้าที่เหมือนเชื้อเพลิงที่เติมลงไปในกองไฟ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติอยู่แล้วยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น สมุนไพรพื้นบ้านบางชนิด - ที่คนทั่วไปกินเพื่อบำรุงสุขภาพ - กลับเป็นอันตรายสำหรับคนเป็นโรคพุ่มพวง ผมจะเฉลยในหัวข้อสมุนไพรด้านล่างว่ามีตัวไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ [1]

พูดกันตามตรง การคุมอาหารสำหรับโรคนี้ยากกว่าที่คิด ผมเคยเห็นผู้ป่วยหลายคนท้อตั้งแต่เดือนแรก เพราะรู้สึกเหมือนกินอะไรไม่ได้เลย แต่พอจับจุดได้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก

5 กลุ่มอาหารแสลงโรค SLE ที่ควรหลีกเลี่ยง

คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารจนขาดสารอาหาร แค่ต้องรู้ว่าควรเลี่ยงสิ่งใดเพื่อไม่ให้อวัยวะภายในต้องทำงานหนักเกินไป

1. อาหารโซเดียมสูง (ตัวการทำร้ายไต)

โรคพุ่มพวงมักมีภาวะแทรกซ้อนที่ไต การกินเค็มจัดจะยิ่งเพิ่มภาระ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผักดอง หรือแกงจืดถุงตามตลาด มักมีโซเดียมแฝงอยู่ราวๆ 1,500 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อมื้อ ซึ่งเกือบเกินขีดจำกัดความปลอดภัยต่อวัน [2] อาการบวมน้ำตามใบหน้าและแขนขามักมีสาเหตุหลักมาจากเกลือแฝงเหล่านี้

2. ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และเนื้อแดง

เบเกอรี่ ของทอด เฟรนช์ฟรายส์ รวมถึงเนื้อวัวและเนื้อหมูติดมัน ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ร่างกายอักเสบหนักขึ้น ไขมันเหล่านี้ทำให้ข้อบวมและปวดรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลองเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา อกไก่ หรือโปรตีนจากเต้าหู้แทนจะปลอดภัยกว่ามาก

3. อาหารหวานจัดและแป้งขัดสี

ผู้ป่วย SLE ส่วนใหญ่ต้องทานยาสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงคือทำให้น้ำตาลในเลือดสูงและน้ำหนักพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ชานมไข่มุกหรือขนมหวานเพียง 1 แก้ว อาจมีน้ำตาลปริมาณสูงถึง 40 กรัม[3] นี่คือระเบิดเวลาที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวานแทรกซ้อน

4. สมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (อันตรายแฝง)

จำสมุนไพรที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นได้ไหม หญ้าอัลฟาฟ่า (Alfalfa) รวมถึงเอ็กไคนาเซีย คือข้อห้ามเด็ดขาดสำหรับคนเป็นโรคพุ่มพวง พืชเหล่านี้มีสารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานหนักขึ้นจนหันกลับมาโจมตีเนื้อเยื่อตัวเอง หลายคนพยายามกินยาสมุนไพรเพื่อหวังรักษาโรคให้หายขาด แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ผื่นเห่อและข้ออักเสบหนักกว่าเดิม อาหารเสริมที่คนเป็น SLE ควรเลี่ยง หรือสมุนไพรที่ไม่แน่ใจควรพักไว้ก่อน

5. อาหารสุกๆ ดิบๆ

ภูมิคุ้มกันของคุณทำงานผิดปกติและมักถูกกดไว้ด้วยยา การรับประทานกุ้งแช่น้ำปลา ซูชิปลาดิบ หรือสเต็กเนื้อแบบแรร์ เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างมหาศาล ท้องร่วงธรรมดาของคนทั่วไป อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วย SLE

ผ่าเมนูอาหารตามสั่ง: ใช้ชีวิตอย่างไรให้รอด

เวลาไปร้านอาหารตามสั่งหรือร้านส้มตำ หลายคนสับสนว่าจะสั่งอะไรดี เมนูที่ควรระวังที่สุดคือ เมนูอาหารผู้ป่วยโรคพุ่มพวง ที่มีโซเดียมในน้ำปลาร้าและผงชูรสมักพุ่งสูงเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อจาน [4] แถมพริกที่เผ็ดจัดยังอาจทำให้กระเพาะที่รับยารักษาโรคอยู่แล้วเกิดการระคายเคือง

ข้อควรระวัง: หากคุณมีแผลในปากซึ่งเป็นอาการยอดฮิตของ SLE ให้งดอาหารเผ็ดจัดและเปรี้ยวจัดไปก่อน

ผมแนะนำให้สั่งเมนูประเภท ผัดผักรวมน้ำใส (งดใส่ผงชูรส) ปลาทอดน้ำปลา (แยกน้ำจิ้ม) หรือแกงจืดเต้าหู้หมูสับ การสั่งให้แยกน้ำยำ หรือสั่งไม่ใส่ผงชูรส เป็นทักษะเอาตัวรอดที่สำคัญมาก ไม่ต้องอายที่จะสั่งแบบเจาะจง เพราะสุขภาพของคุณสำคัญกว่าสายตาแม่ค้า

สเตียรอยด์กับน้ำหนักที่พุ่งขึ้น: มุมมองที่ต่างออกไป

คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองอ้วนขึ้นเพราะกินเยอะช่วงป่วย แต่ในความเป็นจริง ยาสเตียรอยด์ที่ใช้กดภูมิคุ้มกันทำให้เกิดภาวะบวมน้ำและไขมันกระจายตัวผิดที่ (ใบหน้ากลม หรือมีก้อนไขมันที่หลังคอ) การพยายามลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารในช่วงนี้เป็นวิธีที่ผิด

ร่างกายคุณต้องการโปรตีนเพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่อักเสบ การอดอาหารยิ่งทำให้กล้ามเนื้อสลายตัว โฟกัสไปที่การลดเกลือเพื่อลดอาการบวมน้ำ และเน้นโปรตีนย่อยง่ายอย่างปลาหรือไข่ขาวดีกว่าการอดอาหาร

เจาะลึกสมุนไพรและเครื่องปรุง (ปลอดภัย vs ต้องระวัง)

วัตถุดิบและสมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ในขณะที่บางชนิดกลับกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดผลเสีย นี่คือการแบ่งแยกกลุ่มที่ชัดเจน

กลุ่มสมุนไพรและเครื่องปรุงที่ปลอดภัย (แนะนำ)

  1. ไขมันดีที่ช่วยปรับสมดุลและลดกระบวนการอักเสบในหลอดเลือด
  2. มีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดข้อได้ดี
  3. เพิ่มรสชาติอาหารแทนการใช้เกลือหรือซีอิ๊วได้อย่างปลอดภัย

กลุ่มสมุนไพรที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

  1. ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะอาจมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยบางราย
  2. มีกรดอะมิโน L-canavanine กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อตัวเอง
  3. สมุนไพรฝรั่งที่คนมักกินแก้หวัด แต่จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานหนักเกินไป
กฎเหล็กคือ อย่าซื้อยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมสกัดเข้มข้นมาทานเองโดยเด็ดขาด การปรุงอาหารด้วยสมุนไพรสดในครัวอย่างขิง ข่า ตะไคร้ หรือกระเทียมนั้นปลอดภัยและให้ผลดีกว่าการกินในรูปแบบอัดเม็ด

การปรับพฤติกรรมการกินของคุณนัท: จากจุดวิกฤตสู่ความสมดุล

คุณนัท พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ มีอาการผื่นปีกผีเสื้อบนใบหน้าและปวดข้อกำเริบทุกครั้งที่ไปกินอาหารนอกบ้านกับเพื่อนร่วมงาน ตอนแรกเธอพยายามทำอาหารคลีนร้อยเปอร์เซ็นต์ กินแต่อกไก่ต้มและผักลวกแบบจืดสนิท

ผลลัพธ์คือเธอเครียดมาก ตบะแตกในสัปดาห์ที่สาม และกลับไปจัดเต็มกับชาบูหม่าล่ารสจัดจ้านและปลาดิบ ผลที่ตามมาคือข้อบวมจนเดินแทบไม่ได้ และมีอาการท้องเสียรุนแรงจนต้องลางานไปให้น้ำเกลือ

จุดเปลี่ยนคือการเลิกกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบ เธอเริ่มปรับวิธีใหม่โดยสั่งอาหารปกติแต่ขอให้ร้าน แยกน้ำจิ้ม และงดซดน้ำซุปต้มยำเด็ดขาด เธอเปลี่ยนจากปลาดิบมาเป็นปลาย่างเกลือน้อยๆ แทน

ภายใน 2 เดือน อาการบวมน้ำที่ใบหน้าลดลงอย่างชัดเจน และค่าการอักเสบในเลือดลดลงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เธอกลับมาใช้ชีวิตสังคมได้ตามปกติ เรียนรู้ว่าความยืดหยุ่นและการเลี่ยงโซเดียมแฝงคือหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกับโรค

หากคุณยังมีความกังวลเรื่องการกิน ลองศึกษาเพิ่มเติมว่า คนเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองกินอะไรได้บ้าง เพื่อสุขภาพที่ยืนยาวครับ

คำถามที่พบบ่อย

เป็นโรคพุ่มพวงกินกาแฟได้ไหม?

ทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน) แต่ควรระวังน้ำตาลและครีมเทียมในกาแฟเย็นที่มักมีไขมันทรานส์สูง หากมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ควรเลี่ยงคาเฟอีนหลังบ่ายสองโมง

คนเป็นโรค SLE ห้ามกินผลไม้อะไร?

ควรเลี่ยงผลไม้รสหวานจัดเช่น ทุเรียน ลำไย และมะม่วงสุก เพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง หากคุณมีภาวะโรคไตแทรกซ้อนร่วมด้วย จะต้องงดผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงอย่างกล้วยและส้มอย่างเด็ดขาด

ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองกินอาหารทะเลได้ไหม?

ทานได้ปกติและเป็นประโยชน์ด้วย เพราะเนื้อปลามีไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดการอักเสบ ข้อจำกัดเดียวคือต้องปรุงสุก 100 เปอร์เซ็นต์เสมอ ห้ามทานแบบแช่น้ำปลาหรือสุกๆ ดิบๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

สรุปที่ครอบคลุม

โซเดียมและไขมันทรานส์คือศัตรูตัวร้าย

ควรจำกัดเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูป เพราะเกลือทำให้ไตทำงานหนักและเกิดภาวะบวมน้ำ ส่วนไขมันทรานส์เร่งกระบวนการอักเสบในข้อและผิวหนัง

ระวังสมุนไพรที่แฝงมาในรูปแบบอาหารเสริม

หญ้าอัลฟาฟ่า (Alfalfa) และเอ็กไคนาเซีย สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาโจมตีร่างกายอย่างรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง

ปรุงสุก สะอาด คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง การงดอาหารสุกๆ ดิบๆ ทุกชนิดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินอาหารได้

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น และไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการและข้อจำกัดของโรค SLE ในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หรือก่อนเริ่มต้นรับประทานอาหารเสริมใดๆ

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Eatwellconcept - การปรับพฤติกรรมการกินอย่างเคร่งครัดมักช่วยลดความถี่ในการใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงได้ประมาณ 30-40% ในระยะยาว
  • [2] Consumerthai - บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผักดอง หรือแกงจืดถุงตามตลาด มักมีโซเดียมแฝงอยู่ราวๆ 1,500 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อมื้อ
  • [3] Consumerthai - ชานมไข่มุกหรือขนมหวานเพียง 1 แก้ว อาจมีน้ำตาลปริมาณสูงถึง 40 กรัม
  • [4] Topf - โซเดียมในน้ำปลาร้าและผงชูรสมักพุ่งสูงเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อจาน