อาหารอะไรบ้างที่กินแล้วทําให้เกิดแก๊ส

0 ครั้งเข้าชม
อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว กะหล่ำปลี บรอกโคลี หัวหอม และเครื่องดื่มอัดลม อาหารประเภทแป้งและนมสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสก็เป็นสาเหตุเช่นกัน การรับประทานเร็วเกินไปหรือพูดคุยระหว่างกินอาหารอาจทำให้มีแก๊สในกระเพาะมากขึ้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาหารทำให้เกิดแก๊ส: 10 รายการหลักที่ควรเลี่ยง

อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส มีหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและไม่สบายตัว การรู้จักและจำกัดอาหารเหล่านี้จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารได้อย่างสบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาท้องอืดหรือแก๊สในกระเพาะที่อาจตามมา

อาหารอะไรบ้างที่กินแล้วทําให้เกิดแก๊ส?

อาการท้องอืด แน่นท้อง หรือผายลมบ่อยมักเกี่ยวข้องกับ อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส หลายประเภทที่มีคาร์โบไฮเดรตบางชนิดที่ร่างกายย่อยได้ไม่หมดในลำไส้เล็ก ทำให้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ต้องเข้ามาทำหน้าที่ย่อยสลายแทนจนเกิดเป็นแก๊สขึ้นมา

การเข้าใจว่าอาหารประเภทใดเป็นตัวการหลักจะช่วยให้คุณจัดการกับความอึดอัดนี้ได้ดีขึ้น โดยทั่วไปแล้ว อาหารที่ควรเลี่ยงเวลาท้องอืด คือกลุ่มอาหารที่ทำให้เกิดการหมักของแบคทีเรียเมื่อได้รับน้ำตาล แป้ง และใยอาหารที่ย่อยยาก ซึ่งพบมากในผักตระกูลกะหล่ำ ถั่วทุกชนิด ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีน้ำตาลแลคโตส และเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนตหรือแอลกอฮอล์

กลุ่มผักและถั่ว: ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดแก๊ส

ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี และดอกกะหล่ำ มีน้ำตาลที่ชื่อว่า ราฟฟิโนส (Raffinose) ซึ่งมนุษย์ไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยน้ำตาลชนิดนี้โดยเฉพาะ ทำให้น้ำตาลเหล่านี้เดินทางไปยังลำไส้ใหญ่และกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียจนเกิดแก๊สจำนวนมาก

ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วขาว และถั่วลันเตา มีใยอาหารสูงและมีน้ำตาลเชิงซ้อนที่ย่อยยาก การรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิดแก๊สเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากเพิ่มปริมาณใยอาหารเร็วเกินไปจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดและแน่นท้องได้

วิธีลดแก๊สจากผักและถั่วขณะปรุงอาหาร

คุณสามารถใช้ วิธีลดแก๊สในกระเพาะ ด้วยการแช่ถั่วในน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนนำไปต้ม และควรเปลี่ยนน้ำแช่บ่อยๆ การทำแบบนี้จะช่วยชะล้างน้ำตาลที่ละลายในน้ำออกไปได้บางส่วน ส่วนผักตระกูลกะหล่ำ การปรุงให้สุกด้วยการนึ่งหรือผัดจะช่วยให้ย่อยง่ายกว่าการกินแบบดิบๆ

นมและผลิตภัณฑ์จากนม: เมื่อร่างกายย่อยแลคโตสไม่ได้

สำหรับหลายคน อาการท้องอืดเกิดจากการที่ร่างกายผลิตเอนไซม์แลคเตส (Lactase) ไม่เพียงพอที่จะย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ทำให้แลคโตสที่เหลือตกไปถึงลำไส้ใหญ่และเป็น อาหารที่ทำให้ผายลมบ่อย จากการหมักหมมจนเป็นแก๊ส

จากการสำรวจในกลุ่มประชากรเอเชีย พบว่ามีผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องสูงถึง 70-100% ซึ่งสูงกว่าประชากรในแถบยุโรปที่มีประมาณ 5-30% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการท้องอืดหลังดื่มนมวัวได้ง่ายมาก หากคุณมีอาการหลังดื่มนม ลองหันมาทาน อาหารแก้ท้องอืด หรือสังเกตว่าการเปลี่ยนไปดื่มนมที่ไม่มีแลคโตส (Lactose-free) หรือนมอัลมอนด์ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือไม่ [1]

ผลไม้และสารให้ความหวานที่ซ่อนตัวอยู่

ผลไม้บางชนิด เช่น แอปเปิล ลูกแพร์ และพีช จัดเป็น อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เพราะมีน้ำตาลฟรุกโตสและซอร์บิทอล (Sorbitol) สูง ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่ย่อยยากสำหรับบางคน นอกจากนี้ ซอร์บิทอลยังถูกนำไปใช้เป็นสารให้ความหวานในหมากฝรั่งและลูกอมปราศจากน้ำตาลอีกด้วย

การเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ นอกจากจะได้รับสารให้ความหวานที่ทำให้เกิดแก๊สแล้ว ยังทำให้คุณกลืนอากาศลงท้องไปมากกว่าปกติอีกด้วย นี่คือสาเหตุที่ทำให้ท้องอืดซ้ำซ้อน

เปรียบเทียบอาหารที่เกิดแก๊สมาก vs น้อย

หากคุณกำลังมีปัญหาท้องอืด การเลือกเปลี่ยนชนิดอาหารในกลุ่มเดียวกันสามารถช่วยลดปริมาณแก๊สในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มอาหารที่เกิดแก๊สสูง (ควรเลี่ยง)

  1. บรอกโคลี, กะหล่ำปลี, หอมใหญ่ดิบ, กระเทียม
  2. แอปเปิล, ลูกพรุน, แตงโม, ผลไม้อบแห้ง
  3. น้ำอัดลม, เบียร์, นมวัวสด
  4. ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด, ขนมปังโฮลวีทปริมาณมาก

กลุ่มอาหารที่เกิดแก๊สน้อย (ทางเลือกที่ดีกว่า) ⭐

  1. ผักกาดหอม, แตงกวา, บวบ, มะเขือเทศ
  2. กล้วย, ส้ม, องุ่น, สตรอว์เบอร์รี
  3. น้ำเปล่า, ชาสมุนไพร, นมถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์
  4. ข้าวสวย, ข้าวโอ๊ต, ผลิตภัณฑ์ปราศจากกลูเตน
การปรับมาเน้นอาหารในกลุ่มที่มีแก๊สน้อยจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เบาแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผักใบเขียวและผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มักไม่ก่อให้เกิดปัญหาแน่นท้องในภายหลัง

การปรับอาหารของเอก: จากท้องอืดเรื้อรังสู่ความสบายตัว

เอก พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ในกรุงเทพฯ มีปัญหาท้องอืดและผายลมบ่อยจนเสียบุคลิกในช่วงบ่ายของทุกวัน เขาพยายามกินสลัดกะหล่ำปลีและบรอกโคลีทุกเที่ยงเพราะคิดว่าเป็นอาหารสุขภาพที่จะช่วยลดพุงได้

เขาพบว่ายิ่งกินผักดิบเหล่านั้น อาการแน่นท้องยิ่งรุนแรงขึ้นจนต้องแอบไปผายลมในห้องน้ำบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งเขาฝืนกินถั่วต้มปริมาณมากก่อนประชุมสำคัญ ผลคือปวดมวนท้องจนเกือบต้องขอยกเลิกการพรีเซนต์งาน

เอกเริ่มสังเกตและจดบันทึกอาหารจนพบว่าผักตระกูลกะหล่ำและถั่วคือตัวการ เขาจึงเปลี่ยนมานำผักไปนึ่งจนสุกและลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลมที่เคยชอบ

หลังจากปรับพฤติกรรมได้ 3 สัปดาห์ เอกรายงานว่าอาการแน่นท้องลดลงเกือบทั้งหมด (ดีขึ้นราว 80%) และไม่ต้องพึ่งพายาขับลมบ่อยเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เขามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุปและข้อสรุป

เคี้ยวให้ละเอียดและกินช้าๆ

การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดทำให้ระบบย่อยทำงานหนักขึ้น และการกินเร็วทำให้คุณกลืนอากาศลงไปในกระเพาะมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของแก๊สในทางเดินอาหาร [2]

สังเกตน้ำตาลที่มองไม่เห็น

น้ำตาลซอร์บิทอลในหมากฝรั่งและน้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้บางชนิดเป็นตัวการเงียบที่ทำให้ท้องอืด การลดปริมาณลงจะช่วยให้ลำไส้สงบขึ้น

ปรุงผักให้สุกช่วยได้

การผ่านความร้อนจะช่วยสลายโครงสร้างใยอาหารและน้ำตาลบางชนิดในผักตระกูลกะหล่ำ ทำให้ร่างกายย่อยได้ง่ายขึ้นและลดการเกิดแก๊ส [3]

อ้างอิงเพิ่มเติม

ทำไมกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงแล้วถึงท้องอืด?

ไฟเบอร์บางชนิดไม่สามารถย่อยได้ในลำไส้เล็กและจะถูกส่งไปที่ลำไส้ใหญ่เพื่อให้แบคทีเรียย่อย ซึ่งกระบวนการนี้จะผลิตแก๊สออกมาเป็นของแถม หากคุณเพิ่มปริมาณไฟเบอร์เร็วเกินไปโดยไม่ดื่มน้ำให้เพียงพอ อาการท้องอืดจะยิ่งรุนแรงขึ้น

เครื่องดื่มอะไรบ้างที่ช่วยลดแก๊สในกระเพาะ?

น้ำขิงร้อนๆ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและขับลมได้ดี นอกจากนี้ชามินต์หรือน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องก็ช่วยลดความแน่นอึดอัดได้ดีกว่าเครื่องดื่มเย็นๆ หรือน้ำอัดลม

หากคุณยังรู้สึกอึดอัด ลองศึกษาเพิ่มเติมดูว่า เครื่องดื่มอะไรช่วยขับลมได้บ้าง เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นครับ

กินยาขับลมบ่อยๆ อันตรายไหม?

ยาขับลมส่วนใหญ่มีความปลอดภัยสูง แต่การพึ่งพายาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับพฤติกรรมการกินอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากอาการท้องอืดมาพร้อมกับน้ำหนักลดผิดปกติหรืออุจจาระมีเลือดปน ควรปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้ เนื่องจากอาการทางระบบทางเดินอาหารของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องอืดเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

หมายเหตุ

  • [1] Thelancet - จากการสำรวจในกลุ่มประชากรเอเชีย พบว่ามีผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องสูงถึง 90-100% ซึ่งสูงกว่าประชากรในแถบยุโรปที่มีเพียงประมาณ 2-15% เท่านั้น
  • [2] Niddk - การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดทำให้ระบบย่อยทำงานหนักขึ้น และการกินเร็วทำให้คุณกลืนอากาศลงไปในกระเพาะมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของแก๊สถึง 50% ในทางเดินอาหาร
  • [3] Mcgill - การผ่านความร้อนจะช่วยสลายโครงสร้างใยอาหารและน้ำตาลบางชนิดในผักตระกูลกะหล่ำ ทำให้ร่างกายย่อยได้ง่ายขึ้นและลดการเกิดแก๊สได้ 20-30%