เราควรบริโภค น้ำตาล น้ำมัน เกลือ ได้มากที่สุดวันละกี่ช้อนชา เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS)

17 การดู

การบริโภคเกลือ น้ำตาล และน้ำมันมากเกินไป เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน แนะนำให้ควบคุมปริมาณดังนี้: น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา, น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา, และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

การบริโภคเกลือ น้ำตาล และน้ำมันอย่างพอเหมาะ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) การบริโภคในปริมาณมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน แม้ว่าปริมาณที่แนะนำจะดูเหมือนจำนวนน้อย แต่การเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

การควบคุมการบริโภคเกลือ น้ำตาล และน้ำมัน ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดออกจากชีวิต แต่หมายถึงการบริโภคอย่างรู้เท่าทันและสมดุล การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำตาล น้ำมัน และเกลือในอาหารมากเกินไปจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน (โดยประมาณ):

  • น้ำตาล: ไม่เกิน 6 ช้อนชา ควรระมัดระวังในการบริโภคน้ำตาลทั้งในรูปแบบธรรมชาติ เช่น ผลไม้ และในรูปแบบที่เพิ่มเข้าไปในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม ไอศกรีม ขนมหวาน และเครื่องดื่มหวานต่างๆ
  • น้ำมัน: ไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารมีส่วนสำคัญต่อการดูดซึมสารอาหาร การเลือกใช้ประเภทน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และหลีกเลี่ยงการใช้ในปริมาณมาก จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
  • เกลือ: ไม่เกิน 1 ช้อนชา เกลือเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงรสอาหาร แต่การบริโภคเกลือมากเกินไปอาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังในการใช้เกลือทั้งในการปรุงอาหารและในการปรุงรสในขณะรับประทานอาหาร

นอกเหนือจากการควบคุมปริมาณแล้ว ยังควรคำนึงถึงประเภทของอาหาร:

  • เลือกอาหารสด: การบริโภคผักและผลไม้สดจะช่วยลดการบริโภคน้ำตาลและเกลือที่เพิ่มเข้าไปในอาหารแปรรูป
  • เลือกวิธีปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: การนึ่ง ต้ม หรืออบ เป็นวิธีปรุงอาหารที่ลดปริมาณการใช้น้ำมันได้ดีกว่าการทอด
  • อ่านฉลากอาหาร: การอ่านฉลากอาหารจะช่วยให้เราเห็นปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันที่เพิ่มเข้าไปในอาหารแปรรูปต่างๆ ช่วยให้เราตัดสินใจเลือกอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายได้

ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น การปฏิบัติที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความต้องการของแต่ละบุคคล