โรคเรื้อรัง 7 โรค มีอะไรบ้าง
โรคเรื้อรัง 7 โรค มีอะไรบ้าง? รายชื่อกลุ่มโรคเสี่ยงสำคัญ
ทำความเข้าใจ โรคเรื้อรัง 7 โรค มีอะไรบ้าง สำคัญต่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน. ภาวะเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายและระบบหลอดเลือดรุนแรงหากละเลยการรักษา. การระบุชนิดโรคประจำตัวช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต. ศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต.
7 กลุ่มโรคเรื้อรัง คืออะไร? ทำไมต้องรู้จัก?
คำว่า “โรคเรื้อรัง 7 โรค” มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการดูแลสุขภาพและการจัดลำดับความเสี่ยงของผู้ป่วย เช่น ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 7 กลุ่มโรคนี้คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุด
การรู้จักและเข้าใจโรคทั้ง 7 ชนิดนี้ ไม่ใช่แค่การท่องจำชื่อโรค แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความเสี่ยง อาการเริ่มต้น และวิธีการป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้ทันท่วงที
เปิดรายชื่อ 7 โรคเรื้อรังหลักที่คุณควรรู้
ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรทางการแพทย์หลัก กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค ที่มักถูกอ้างอิงเพื่อการเฝ้าระวังและให้วัคซีน มีดังนี้
1. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
เป็นโรคที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต จอประสาทตา และปลายประสาทเสื่อม อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอ่อนเพลีย
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease)
รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย เกิดจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ สัญญาณเตือนที่พบบ่อยคือ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะขณะออกแรง
3. โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Disease)
หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “อัมพฤกษ์ อัมพาต” เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ ตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดออกซิเจนและทำงานผิดปกติ อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือเสียการทรงตัวอย่างฉับพลัน การรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมงสามารถลดความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ [1]
4. โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
เป็นภาวะที่ไตทำงานผิดปกติอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ สาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ป่วยระยะแรกมักไม่มีอาการ ระยะหลังจะมีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ เหนื่อยล้า และคลื่นไส้
5. โรคมะเร็ง (Cancer)
รวมถึงมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ในระหว่างการรักษา ดูแล หรือมีประวัติการรักษา โดยเฉพาะมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก การดูแลผู้ป่วยมะเร็งต้องอาศัยความต่อเนื่องสูง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงทั้งจากตัวโรคและการรักษา
6. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง (Chronic Respiratory Disease)
ได้แก่ โรคหอบหืด (Asthma) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ซึ่งมักเกิดจากการอักเสบของทางเดินหายใจและถุงลมปอด ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด โดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ และมลพิษทางอากาศ
7. โรคอ้วน (Obesity)
โรคอ้วนไม่ได้เป็นแค่เรื่องรูปร่าง แต่ถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกณฑ์การวินิจฉัยคือ ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป โรคอ้วนเป็นต้นตอของโรคเรื้อรังอื่นๆ หลายชนิด เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และข้อเสื่อม การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัวสามารถลดความเสี่ยงโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน [3]
เช็กให้ชัวร์: วิธีประเมินว่าคุณเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง 7 โรคหรือไม่
หลายคนสงสัยว่าตนเองหรือคนในครอบครัว เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ การประเมินเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองก่อนไปพบแพทย์
คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) ด้วยตัวเอง
ดัชนีมวลกายเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับโรคอ้วนและความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน สูตรคำนวณคือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ตัวอย่างเช่น น้ำหนัก 80 กก. สูง 1.65 ม. คำนวณได้ 80 / (1.65 x 1.65) = 29.4 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกิน (Overweight) หาก BMI มากกว่า 30 ถือว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 โรคเรื้อรัง
สังเกตอาการเริ่มต้นของโรคเรื้อรัง 7 โรค
การสังเกตอาการเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโรคเรื้อรังส่วนใหญ่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการรุนแรง เบาหวาน: หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หัวใจและหลอดเลือด: เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หลอดเลือดสมอง: หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดลำบาก ไตวายเรื้อรัง: ขาบวม หน้าบวม ปัสสาวะเป็นฟอง เหนื่อยง่าย มะเร็ง: มีก้อนผิดปกติที่เต้านมหรืออวัยวะอื่น มีเลือดออกผิดปกติ ไอเรื้อรัง ทางเดินหายใจเรื้อรัง: ไอเรื้อรัง เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด โรคอ้วน: BMI มากกว่า 30
หากคุณพบสัญญาณเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด อย่านิ่งนอนใจหรือรักษาด้วยตนเอง
เปรียบเทียบอาการเริ่มต้นของ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง: รู้เร็ว ป้องกันทัน
ตารางเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้คุณแยกแยะอาการเริ่มต้นของแต่ละกลุ่มโรคได้ง่ายขึ้น เพื่อการตัดสินใจพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที
เปรียบเทียบสัญญาณเตือนของ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง
การสังเกตอาการเฉพาะของแต่ละโรคช่วยให้คุณระบุความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้นและรีบพบแพทย์ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน
- กรรมพันธุ์ โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย
- เหนื่อยล้าเรื้อรัง แผลหายช้า มือเท้าชา
- หิวน้ำ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่
- เจ็บร้าวไปไหล่ซ้าย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ
- เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น โดยเฉพาะเวลาออกแรง
โรคหลอดเลือดสมอง
- ความดันสูง เบาหวาน โรคหัวใจ
- ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน ตามองไม่เห็น เสียการทรงตัว
- หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด (FAST)
จะเห็นว่าอาการของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองมีลักษณะเฉียบพลันและต้องได้รับการรักษาทันที ในขณะที่โรคเบาหวานและไตวายมักเริ่มต้นด้วยอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้หลายคนมองข้าม การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกคุณสมชาย: จากคนทำงานออฟฟิศ สู่การค้นพบโรคไตวายเรื้อรังระยะแรก
สมชาย พนักงานออฟฟิศวัย 45 ปี ที่กรุงเทพฯ รู้สึกเหนื่อยง่ายและขาบวมเป็นพักๆ 3 เดือน แต่คิดว่าเป็นเพราะนั่งทำงานนานและพักผ่อนน้อย เขาไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่มีอาการเจ็บปวดอะไร จนกระทั่งเจ้านายชวนไปตรวจสุขภาพประจำปี
ผลตรวจเลือดแจ้งว่าค่าไต (eGFR) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก แพทย์บอกว่าสาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวานที่เขาเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัวมานาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำลายไตอย่างเงียบๆ เขาตกใจมาก เพราะไม่เคยมีอาการหิวน้ำหรือปัสสาวะบ่อยเหมือนที่อ่านเจอ
คุณหมออธิบายว่าโรคไตวายระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน สมชายเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันที ควบคุมอาหาร คำนวณ BMI ของตนเอง และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
หลังจาก 6 เดือน ค่าไตของสมชายทรงตัวและไม่แย่ลง เขากลายเป็นตัวอย่างให้คนในออฟฟิศตระหนักว่าการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อป่วย และการรู้เท่าทันโรคเรื้อรังคือกุญแจสำคัญในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ขยายความรู้
โรคประจำตัวของฉันเป็นเบาหวาน อยู่ใน 7 โรคเรื้อรังหรือเปล่า?
ใช่ครับ/ค่ะ โรคเบาหวานเป็น 1 ใน 7 กลุ่มโรคเรื้อรังหลัก กลุ่มนี้รวมถึงโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็ง ทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคอ้วน หากคุณเป็นเบาหวาน ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ฉัน BMI 28 จัดว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่?
เกณฑ์โรคอ้วนตามมาตรฐานสากลคือ BMI ตั้งแต่ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หากคุณมี BMI 28 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกิน (Overweight) ซึ่งเป็นระยะก่อนโรคอ้วน ควรเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่เกณฑ์โรคอ้วนและลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลภาวะแทรกซ้อน?
หลักสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ดี รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพตามนัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม และที่สำคัญคือหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง หากมีสัญญาณผิดปกติ เช่น เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ควรรีบพบแพทย์ทันที
ประเด็นสำคัญ
รู้จัก 7 โรคเรื้อรังหลัก7 โรคเรื้อรังหลัก ได้แก่ เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดสมอง ไตวายเรื้อรัง มะเร็ง ทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและทุพพลภาพอันดับต้นๆ
การประเมินความเสี่ยงเริ่มต้นด้วยตัวเองสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ด้วยการคำนวณ BMI (ดัชนีมวลกาย) และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
การดูแลต่อเนื่องคือกุญแจสำคัญผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการตรวจตามนัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ
การระบุแหล่งที่มา
- [1] Siphhospital - การรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมงสามารถลดความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ
- [3] Diabetesjournals - การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัวสามารถลดความเสี่ยงโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต