โรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้าง

95 ครั้งเข้าชม
โรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้าง ในกลุ่ม NCDs มีตัวอย่างดังนี้ โรคเส้นเลือดในสมองตีบและโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและโรคอ้วน โรคหัวใจและภาวะไตวาย กลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรังนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิต 75% ของคนไทย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้าง? รู้จักภัยเงียบกลุ่มโรค NCDs

โรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้าง เป็นความรู้พื้นฐานเพื่อป้องกันภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพอย่างรุนแรง การทำความเข้าใจลักษณะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตผิดสุขลักษณะ สุขภาพที่ดีเริ่มจากการตระหนักรู้ถึงอันตรายแฝงในร่างกายเพื่อวางแผนดูแลตนเองอย่างถูกต้องและยั่งยืน

โรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้าง: ทำความเข้าใจกลุ่มโรค NCDs ที่อยู่ใกล้ตัวคุณ

การตอบคำถามว่าโรคเรื้อรังได้แก่โรคอะไรบ้างนั้น มีคำอธิบายที่เรียบง่ายคือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งเป็นโรคที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ สะสมต่อเนื่อง และคงอยู่ยาวนานเกิน 1 ปีขึ้นไป โดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อหรือเชื้อโรค แต่เกิดจากนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง กลุ่มโรคหลักที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคไตเรื้อรัง

ผมเคยคิดว่าโรคพวกนี้เป็นเรื่องของคนแก่ (60 ปีขึ้นไป) จนกระทั่งเห็นเพื่อนรุ่นน้องอายุเพียง 32 ปีต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบเพราะโหมงานหนักและกินแต่ฟาสต์ฟู้ด ความจริงที่น่าตกใจคือคนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือประมาณ 320,000 คนต่อปี นั่นหมายความว่าในทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ถึง 37 คน

เจาะลึก 5 โรคติดต่อเรื้อรังยอดฮิตที่คนไทยเป็นมากที่สุด

1. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

โรคนี้เปรียบเสมือน เพชฌฆาตเงียบ เพราะส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ความดันโลหิตที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนนำไปสู่ภาวะหัวใจโตหรือไตวายได้ ในปัจจุบันคนไทยกว่า 13 ล้านคนกำลังเผชิญกับโรคนี้ และที่น่ากังวลคือเกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรค

2. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

เบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติเนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือดื้ออินซูลิน หากปล่อยไว้นานน้ำตาลจะไปทำลายอวัยวะต่างๆ ทำให้ตาบอด แผลหายช้าจนต้องตัดขา หรือเสี่ยงต่อโรคหัวใจพุ่งสูงขึ้น 2-4 เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ - การคุมอาหารและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงลงได้มหาศาล

3. โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiovascular and Cerebrovascular Diseases)

กลุ่มโรคนี้เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองเกิดการตีบ ตัน หรือแตก มักมีสาเหตุสะสมมาจากไขมันในเลือดสูงและความดันสูง นำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงสะสมมานานหลายปีโดยไม่ดูแลพฤติกรรม

4. โรคมะเร็ง (Cancer)

มะเร็งเกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติจนควบคุมไม่ได้ แม้จะมีปัจจัยจากพันธุกรรม แต่พฤติกรรมเช่นการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการกินอาหารปิ้งย่างก็เป็นตัวกระตุ้นหลัก มะเร็งที่พบมากที่สุดในไทยคือมะเร็งตับ ปอด และเต้านม ซึ่งการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาหายได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน

5. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และถุงลมโป่งพอง

โรคนี้มักถูกมองข้ามในช่วงแรก แต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หายใจลำบากและเหนื่อยง่าย สาเหตุหลักกว่า 80-90% มาจากการสูบบุหรี่และมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 การเลิกบุหรี่ในวันนี้สามารถหยุดการทำลายปอดได้ทันที - แม้ปอดที่เสียไปแล้วจะกู้คืนไม่ได้ แต่คุณสามารถรักษาการทำงานของปอดที่เหลืออยู่ไว้ได้

สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง: ทำไมเราถึงเป็นโรคเรื้อรัง?

โรคเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มักเกิดจากพฤติกรรมที่เรียกว่า 4 เสี่ยงหลัก ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การขาดกิจกรรมทางกาย และการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม (หวาน มัน เค็มจัด) เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้รวมกับความเครียดจากการทำงานและการนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอักเสบเรื้อรัง

ผมเคยสงสัยว่าทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริง ร่างกายแต่ละคนมีการจัดการน้ำตาลและไขมันต่างกัน (แต่อย่างไรก็ตาม - ทุกคนมีความเสี่ยงสะสมเหมือนกัน) การทานน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวันเป็นประจำช่วยเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 20-25 ช้อนชาต่อวัน หรือมากกว่าเกณฑ์แนะนำถึง 4 เท่า

เปรียบเทียบสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังยอดฮิต

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการจัดการโรคเรื้อรังก่อนที่จะสายเกินไป

โรคเบาหวาน

- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ

- แผลตามร่างกายมักจะหายช้ากว่าปกติ หรือมีอาการชาปลายมือปลายเท้า

- ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FPG) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL

โรคความดันโลหิตสูง ⭐

- ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการปวดท้ายทอย มึนงง หรือตาพร่ามัว

- เป็นโรคที่ต้องอาศัยการวัดค่าเป็นหลักเพื่อคัดกรอง เพราะมองไม่เห็นจากภายนอก

- ค่าความดันโลหิตตัวบน >= 140 หรือตัวล่าง >= 90 mmHg เมื่อวัดซ้ำอย่างถูกต้อง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

- หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัดหรือนึกคำพูดไม่ออก

- อาการจะเกิดขึ้นทันทีทันใด และเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องไป รพ. ทันที

- ใช้แบบทดสอบ F.A.S.T (Face, Arm, Speech, Time) เพื่อประเมินความเร่งด่วน

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดในการคัดกรองเบื้องต้นเพราะมักไม่มีอาการแสดง ส่วนเบาหวานจะค่อยๆ แสดงอาการผ่านระบบขับถ่ายและผิวหนัง ในขณะที่หลอดเลือดสมองเป็นอาการปลายทางที่รุนแรงและฉุกเฉินที่สุด

บทเรียนจากพนักงานออฟฟิศ: เมื่อ 'หวานมัน' เกินพิกัด

คุณเอก พนักงานบัญชีวัย 38 ปีในกรุงเทพฯ มีกิจวัตรประจำวันคือการนั่งโต๊ะทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน และชอบสั่งชานมหวาน 100% พร้อมข้าวขาหมูเป็นมื้อกลางวัน เขาคิดว่าตัวเองแค่ 'อ้วนท้วน' และไม่มีอาการผิดปกติอะไรนอกจากเหนื่อยง่าย

ความพยายามครั้งแรก: เขาพยายามลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเย็นอย่างสุดโต่ง แต่ผลที่ได้คือความเครียดสะสมและกลับมา 'ตบะแตก' กินหนักกว่าเดิมในสัปดาห์ต่อมา แถมยังมีอาการมึนหัวรุนแรงบ่อยครั้ง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาไปตรวจสุขภาพบริษัทแล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงถึง 180 mg/dL และความดันสูงในระดับอันตราย แพทย์สั่งคุมอาหารทันที เขาจึงตระหนักว่า 'ความไม่มีโรค' ที่เขาคิดมาตลอดเป็นเพียงภาพลวงตาจากการที่ร่างกายยังฝืนไหว

หลังจากปรับมาทานหวานน้อย 25% และเดินรอบหมู่บ้านวันละ 30 นาที ผลตรวจเลือดใน 6 เดือนต่อมาพบว่าระดับน้ำตาลลดลงเหลือ 110 mg/dL และน้ำหนักลดลงไป 8 กิโลกรัม เอกบอกว่าเขารู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่และเสียดายที่ไม่ได้เริ่มดูแลตัวเองให้เร็วกว่านี้

สรุปแบบรายการ

คุมอาหารแบบ 2:1:1

ใช้จานแบ่งส่วนเป็น ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและหัวใจได้มากกว่า 30%

ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจอย่างเห็นผลใน 12 สัปดาห์

เลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงทันที

การเลิกบุหรี่เพียง 1 ปี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบอยู่

รวบรวมความรู้

โรคเรื้อรังรักษาให้หายขาดได้ไหม?

โรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เหมือนโรคติดเชื้อ แต่สามารถ 'ควบคุม' ให้อยู่ในระดับปกติและใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรับยาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

หากคุณยังสงสัยเรื่องโรคเรื้อรัง สามารถอ่านต่อได้ที่ โรคเรื้อรังหายขาดได้ไหม

ถ้าไม่มีอาการปวดหัว แสดงว่าความดันปกติใช่ไหม?

ไม่เสมอไปครับ โรคความดันโลหิตสูงมักถูกเรียกว่าเพชฌฆาตเงียบเพราะ 90% ของผู้ป่วยไม่มีอาการแสดง วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือการวัดความดันอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

อายุยังน้อย ต้องกังวลเรื่องโรคเรื้อรังด้วยหรือ?

ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคเรื้อรังในวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงในกลุ่มคนอายุ 25-40 ปี เนื่องจากการกินอาหารรสจัดและความเครียดสะสม ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงสำคัญมากสำหรับทุกวัย

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ เนื่องจากภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ ยา หรือแผนการรักษาใดๆ หากคุณมีอาการรุนแรงหรือฉุกเฉิน โปรดพบแพทย์ทันที