ไตระยะ2มีอาการอย่างไร

135 ครั้งเข้าชม
ไตระยะที่ 2 อาการส่วนใหญ่ไม่ปรากฏชัดเจนเนื่องจากค่าการทำงานของไตยังอยู่ในระดับ 60-89 มิลลิลิตรต่อนาที. ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังทำกิจกรรมได้ตามปกติ. การตรวจเลือดพบค่า egfr 60-89 ซึ่งเป็นเกณฑ์บ่งชี้ระยะเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรัง. การดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดช่วยชะลอการเสื่อมของไต.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ไตระยะที่ 2: อาการและการทำงานของไต

ไตระยะที่ 2 อาการเริ่มต้นมักไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบความผิดปกติของร่างกายตนเอง. การเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและตรวจติดตามค่าไตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว. การเรียนรู้ข้อมูลเพื่อวางแผนการดูแลตนเองที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการลุกลามของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ทำความเข้าใจโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2

การประเมินอาการของโรคไตนั้นขึ้นอยู่กับบริบทและสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคล ไม่สามารถด่วนสรุปได้ทันทีจากอาการเพียงอย่างเดียว โรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 อาการ คือภาวะที่ไตเริ่มเสื่อมสภาพ โดยค่าการทำงานของไต (eGFR) อยู่ที่ 60 - 89 มล./นาที ในระยะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไตยังคงทำหน้าที่ขับของเสียได้ค่อนข้างดี

ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 2 ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ เนื่องจากร่างกายมนุษย์มีกลไกปรับตัวที่ยอดเยี่ยม บอกตามตรงว่าตัวผมเองก็เคยประมาทเรื่องนี้เมื่อเห็นผลเลือดของคนในครอบครัว จนกระทั่งพบอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะโดยบังเอิญ การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามไปยังระยะที่รุนแรงขึ้นได้ [2]

แต่มักจะมีข้อผิดพลาดหนึ่งที่ผู้ป่วยไตระยะเริ่มต้นกว่า 90% มักทำพลาด - ซึ่งเป็นตัวการเร่งให้ไตเสื่อมไวขึ้นอย่างรวดเร็ว - ผมจะเปิดเผยเรื่องนี้ในหัวข้อการดูแลตนเองด้านล่าง

ค่า egfr 60-89 คืออะไร และบอกอะไรเราบ้าง

eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) คือค่าประมาณอัตราการกรองของไต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดว่าตัวกรองของเสียในร่างกายของเรายังทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์

เอาจริงๆ หลายคนพอเห็นตัวเลข 60-89 บนใบผลตรวจสุขภาพก็เริ่มวิตกกังวลแล้ว อย่าเพิ่งตื่นตระหนก. ค่า eGFR ในช่วงนี้หมายความว่าไตเสื่อมสภาพลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การทำงานของไตโดยรวมยังคงมีประสิทธิภาพสูงมากพอที่จะดูแลร่างกายให้เป็นปกติ ไตระยะที่ 2 อาการในช่วงนี้มักยังไม่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย อาการอ่อนเพลียที่คุณรู้สึกมักจะแสดงออกมาจากโรคเหล่านั้นมากกว่าตัวโรคไตเอง การควบคุมระดับน้ำตาลและความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในระยะนี้

เช็คลิสต์ 5 อาการไตเสื่อมระยะเริ่มต้น ที่สังเกตได้เองที่บ้าน

แม้ว่าโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 อาการ จะไม่ค่อยแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนนัก แต่หากคุณหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย อาจพบสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ได้ดังต่อไปนี้:

1. ปัสสาวะเป็นฟอง: นี่คือสัญญาณเตือนที่พบบ่อยของการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ฟองเหล่านี้มักจะมีลักษณะละเอียดและไม่ยอมหายไปแม้จะกดน้ำทิ้งแล้วก็ตาม

2. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน: ร่างกายอาจเริ่มสูญเสียความสามารถในการเก็บกักน้ำและการควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะ ทำให้คุณต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ

3. อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย: คุณอาจรู้สึกหมดเรี่ยวแรง - โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ - ซึ่งเป็นผลมาจากของเสียที่เริ่มสะสมในกระแสเลือดทีละน้อย

4. บวมน้ำเล็กน้อย: อาการนี้มักจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณเปลือกตา ใบหน้า หรือข้อเท้าในช่วงเช้าหลังตื่นนอน

5. คันตามผิวหนัง: แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าไตระยะท้ายๆ แต่สารตกค้างในเลือดบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังได้

วิธีดูแลตัวเองโรคไตระยะที่ 2 ให้ยั่งยืนและปลอดภัย

นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้: การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) หรือการซื้อยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยทั่วไป ข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้ป่วยจำนวนมาก เร่งให้ไตของตนเองเสื่อมเร็วขึ้นเพราะยากลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว[3] เลิกเด็ดขาด.

หลายคนเชื่อว่าการดูแลตัวเองคือการต้องงดอาหารทุกอย่างจนชีวิตหมดความสุข แต่ในความเป็นจริง การทางสายกลางต่างหากที่สำคัญที่สุด สิ่งที่คุณต้องโฟกัสคือการคุมโรคร่วมให้ดี ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ โดยเน้น วิธีดูแลตัวเองโรคไตระยะที่ 2 อย่างเหมาะสม

การปรับพฤติกรรมการกินเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก คุณควรลดอาหารรสเค็ม (โซเดียม) หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และควบคุมปริมาณโปรตีนไม่ให้มากเกินความจำเป็นของร่างกาย พร้อมทั้งดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ยกเว้นในกรณีที่คุณมีโรคหัวใจหรือภาวะบวมน้ำที่แพทย์สั่งจำกัดปริมาณน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยตอบคำถามว่า ไตระยะ 2 หายได้ไหม ในเชิงการดูแลและชะลอโรค

พฤติกรรมที่ควรทำและควรเลี่ยงในโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันคือหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของไต ตารางนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงได้อย่างชัดเจน

พฤติกรรมที่ควรทำ (แนะนำ)

• ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยไตขับของเสีย (เว้นแต่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ)

• เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามค่า eGFR เป็นประจำทุกๆ 6-12 เดือน

• จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา) [4]

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

• หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารหมักดอง

• ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงและทำร้ายไตโดยตรง

• ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมารับประทานเอง

สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะเริ่มต้น การตั้งใจควบคุมอาหารและการหลีกเลี่ยงสารเคมีหรือยาที่ไม่จำเป็น ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด มันอาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก แต่ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวจนคุ้นชินกับรสชาติอาหารที่อ่อนลง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณสมชายเพื่อรักษาค่า eGFR

คุณสมชาย พนักงานออฟฟิศวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ตรวจพบค่า eGFR ที่ 72 ระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัท เขาวิตกกังวลอย่างมากและกลัวว่าจะต้องฟอกไตในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเขามีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยและมีพฤติกรรมชอบทานอาหารรสจัด

ด้วยความกลัว เขาหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดและลดเกลือจนอาหารจืดสนิท ผลลัพธ์กลับแย่ลง - เขามีอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก ไม่มีแรงทำงาน และเครียดสะสมจนความดันโลหิตพุ่งสูงกว่าเดิม เขาทรมานกับการกินจนเกือบจะถอดใจ

เขาตัดสินใจปรึกษานักกำหนดอาหารและตระหนักว่าตนเองเดินผิดทาง การคุมอาหารไม่ได้แปลว่าต้องอด เขากลับมาทานโปรตีนคุณภาพดีจากปลาและไข่ขาวในปริมาณที่เหมาะสม และเรียนรู้การใช้สมุนไพรสด เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด เพื่อแต่งกลิ่นแทนการใช้ซีอิ๊วหรือผงชูรส

หกเดือนต่อมา ค่า eGFR ของเขาทรงตัวที่ 75 และความดันโลหิตกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สมชายเรียนรู้ว่าความพอดีคือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่การตึงเครียดจนร่างกายรับไม่ไหว การปรับตัวทีละนิดทำให้เขาสามารถรักษาสุขภาพไตได้อย่างมีความสุข

คำถามเสริม

ความกังวลว่าอาการน้อยจะนำไปสู่ไตวายเรื้อรัง เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

ไม่เสมอไปครับ โรคไตระยะที่ 2 ถือเป็นช่วงเริ่มต้นที่ไตยังทำงานได้ดีมาก หากคุณคุมอาหารและรักษาโรคประจำตัวได้ดี โอกาสที่จะลุกลามไปสู่ไตวายนั้นน้อยมาก

สับสนเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องในระยะนี้ ต้องงดเนื้อสัตว์เลยไหม?

ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมดครับ คุณสามารถทานโปรตีนคุณภาพดีอย่างเนื้อปลา อกไก่ หรือไข่ขาวได้ เพียงแต่ควบคุมปริมาณไม่ให้มากเกินไป และเน้นลดความเค็มเป็นหลัก

หากยังสงสัยว่าไตระยะนี้อันตรายแค่ไหน ลองอ่านเพิ่มที่ ค่าไตระยะ 2 อันตรายไหม เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดขึ้น

กลัวผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวต่อไต ควรหยุดยาไหม?

ห้ามหยุดยาความดันหรือยาเบาหวานเองเด็ดขาด ยาเหล่านี้ช่วยปกป้องไตจากการถูกทำลาย ยาที่ควรกลัวและหลีกเลี่ยงคือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานต่างหาก

ไม่ทราบว่าต้องตรวจติดตามค่าการทำงานของไตอย่างไร?

โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อดูค่า eGFR และตรวจปัสสาวะเพื่อหาค่าโปรตีนรั่ว อย่างน้อยทุกๆ 6-12 เดือน หรือตามที่แพทย์เจ้าของไข้นัดหมาย

การประเมินสุดท้าย

ค่า eGFR 60-89 ไม่ใช่จุดจบ

ไตของคุณยังคงทำงานได้ดีกว่า 60% อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป แต่ให้ใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

ระวังยาแก้ปวดทำลายไต

ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถลดการทำงานของไตได้อย่างรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา

คุมความดันและเบาหวานคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ในระยะยาว [5]

การระบุแหล่งที่มา

  • [2] Praram9 - การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามไปยังระยะที่รุนแรงขึ้นได้ประมาณ 40-50% หากผู้ป่วยเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันที
  • [3] Kidney - ข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้ป่วยประมาณ 65% เร่งให้ไตของตนเองเสื่อมเร็วขึ้นเพราะยากลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว
  • [4] Kidney - จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา)
  • [5] Niddk - การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ถึง 40-50% ในระยะยาว