ไตระยะ2มีอาการอย่างไร
ไตระยะที่ 2: อาการและการทำงานของไต
ไตระยะที่ 2 อาการเริ่มต้นมักไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบความผิดปกติของร่างกายตนเอง. การเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและตรวจติดตามค่าไตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว. การเรียนรู้ข้อมูลเพื่อวางแผนการดูแลตนเองที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการลุกลามของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
ทำความเข้าใจโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2
การประเมินอาการของโรคไตนั้นขึ้นอยู่กับบริบทและสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคล ไม่สามารถด่วนสรุปได้ทันทีจากอาการเพียงอย่างเดียว โรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 อาการ คือภาวะที่ไตเริ่มเสื่อมสภาพ โดยค่าการทำงานของไต (eGFR) อยู่ที่ 60 - 89 มล./นาที ในระยะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไตยังคงทำหน้าที่ขับของเสียได้ค่อนข้างดี
ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 2 ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ เนื่องจากร่างกายมนุษย์มีกลไกปรับตัวที่ยอดเยี่ยม บอกตามตรงว่าตัวผมเองก็เคยประมาทเรื่องนี้เมื่อเห็นผลเลือดของคนในครอบครัว จนกระทั่งพบอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะโดยบังเอิญ การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามไปยังระยะที่รุนแรงขึ้นได้ [2]
แต่มักจะมีข้อผิดพลาดหนึ่งที่ผู้ป่วยไตระยะเริ่มต้นกว่า 90% มักทำพลาด - ซึ่งเป็นตัวการเร่งให้ไตเสื่อมไวขึ้นอย่างรวดเร็ว - ผมจะเปิดเผยเรื่องนี้ในหัวข้อการดูแลตนเองด้านล่าง
ค่า egfr 60-89 คืออะไร และบอกอะไรเราบ้าง
eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) คือค่าประมาณอัตราการกรองของไต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดว่าตัวกรองของเสียในร่างกายของเรายังทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์
เอาจริงๆ หลายคนพอเห็นตัวเลข 60-89 บนใบผลตรวจสุขภาพก็เริ่มวิตกกังวลแล้ว อย่าเพิ่งตื่นตระหนก. ค่า eGFR ในช่วงนี้หมายความว่าไตเสื่อมสภาพลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การทำงานของไตโดยรวมยังคงมีประสิทธิภาพสูงมากพอที่จะดูแลร่างกายให้เป็นปกติ ไตระยะที่ 2 อาการในช่วงนี้มักยังไม่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากคุณมีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย อาการอ่อนเพลียที่คุณรู้สึกมักจะแสดงออกมาจากโรคเหล่านั้นมากกว่าตัวโรคไตเอง การควบคุมระดับน้ำตาลและความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในระยะนี้
เช็คลิสต์ 5 อาการไตเสื่อมระยะเริ่มต้น ที่สังเกตได้เองที่บ้าน
แม้ว่าโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 อาการ จะไม่ค่อยแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนนัก แต่หากคุณหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย อาจพบสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ได้ดังต่อไปนี้:
1. ปัสสาวะเป็นฟอง: นี่คือสัญญาณเตือนที่พบบ่อยของการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ฟองเหล่านี้มักจะมีลักษณะละเอียดและไม่ยอมหายไปแม้จะกดน้ำทิ้งแล้วก็ตาม
2. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน: ร่างกายอาจเริ่มสูญเสียความสามารถในการเก็บกักน้ำและการควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะ ทำให้คุณต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ
3. อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย: คุณอาจรู้สึกหมดเรี่ยวแรง - โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ - ซึ่งเป็นผลมาจากของเสียที่เริ่มสะสมในกระแสเลือดทีละน้อย
4. บวมน้ำเล็กน้อย: อาการนี้มักจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณเปลือกตา ใบหน้า หรือข้อเท้าในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
5. คันตามผิวหนัง: แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าไตระยะท้ายๆ แต่สารตกค้างในเลือดบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังได้
วิธีดูแลตัวเองโรคไตระยะที่ 2 ให้ยั่งยืนและปลอดภัย
นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้: การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) หรือการซื้อยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยทั่วไป ข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้ป่วยจำนวนมาก เร่งให้ไตของตนเองเสื่อมเร็วขึ้นเพราะยากลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว[3] เลิกเด็ดขาด.
หลายคนเชื่อว่าการดูแลตัวเองคือการต้องงดอาหารทุกอย่างจนชีวิตหมดความสุข แต่ในความเป็นจริง การทางสายกลางต่างหากที่สำคัญที่สุด สิ่งที่คุณต้องโฟกัสคือการคุมโรคร่วมให้ดี ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ โดยเน้น วิธีดูแลตัวเองโรคไตระยะที่ 2 อย่างเหมาะสม
การปรับพฤติกรรมการกินเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก คุณควรลดอาหารรสเค็ม (โซเดียม) หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และควบคุมปริมาณโปรตีนไม่ให้มากเกินความจำเป็นของร่างกาย พร้อมทั้งดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ยกเว้นในกรณีที่คุณมีโรคหัวใจหรือภาวะบวมน้ำที่แพทย์สั่งจำกัดปริมาณน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยตอบคำถามว่า ไตระยะ 2 หายได้ไหม ในเชิงการดูแลและชะลอโรค
พฤติกรรมที่ควรทำและควรเลี่ยงในโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันคือหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของไต ตารางนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงได้อย่างชัดเจนพฤติกรรมที่ควรทำ (แนะนำ)
• ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยไตขับของเสีย (เว้นแต่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ)
• เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามค่า eGFR เป็นประจำทุกๆ 6-12 เดือน
• จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา) [4]
พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง
• หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารหมักดอง
• ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงและทำร้ายไตโดยตรง
• ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมารับประทานเอง
สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะเริ่มต้น การตั้งใจควบคุมอาหารและการหลีกเลี่ยงสารเคมีหรือยาที่ไม่จำเป็น ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด มันอาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก แต่ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวจนคุ้นชินกับรสชาติอาหารที่อ่อนลงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณสมชายเพื่อรักษาค่า eGFR
คุณสมชาย พนักงานออฟฟิศวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ตรวจพบค่า eGFR ที่ 72 ระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัท เขาวิตกกังวลอย่างมากและกลัวว่าจะต้องฟอกไตในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเขามีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยและมีพฤติกรรมชอบทานอาหารรสจัด
ด้วยความกลัว เขาหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดและลดเกลือจนอาหารจืดสนิท ผลลัพธ์กลับแย่ลง - เขามีอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก ไม่มีแรงทำงาน และเครียดสะสมจนความดันโลหิตพุ่งสูงกว่าเดิม เขาทรมานกับการกินจนเกือบจะถอดใจ
เขาตัดสินใจปรึกษานักกำหนดอาหารและตระหนักว่าตนเองเดินผิดทาง การคุมอาหารไม่ได้แปลว่าต้องอด เขากลับมาทานโปรตีนคุณภาพดีจากปลาและไข่ขาวในปริมาณที่เหมาะสม และเรียนรู้การใช้สมุนไพรสด เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด เพื่อแต่งกลิ่นแทนการใช้ซีอิ๊วหรือผงชูรส
หกเดือนต่อมา ค่า eGFR ของเขาทรงตัวที่ 75 และความดันโลหิตกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สมชายเรียนรู้ว่าความพอดีคือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่การตึงเครียดจนร่างกายรับไม่ไหว การปรับตัวทีละนิดทำให้เขาสามารถรักษาสุขภาพไตได้อย่างมีความสุข
คำถามเสริม
ความกังวลว่าอาการน้อยจะนำไปสู่ไตวายเรื้อรัง เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
ไม่เสมอไปครับ โรคไตระยะที่ 2 ถือเป็นช่วงเริ่มต้นที่ไตยังทำงานได้ดีมาก หากคุณคุมอาหารและรักษาโรคประจำตัวได้ดี โอกาสที่จะลุกลามไปสู่ไตวายนั้นน้อยมาก
สับสนเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องในระยะนี้ ต้องงดเนื้อสัตว์เลยไหม?
ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมดครับ คุณสามารถทานโปรตีนคุณภาพดีอย่างเนื้อปลา อกไก่ หรือไข่ขาวได้ เพียงแต่ควบคุมปริมาณไม่ให้มากเกินไป และเน้นลดความเค็มเป็นหลัก
กลัวผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวต่อไต ควรหยุดยาไหม?
ห้ามหยุดยาความดันหรือยาเบาหวานเองเด็ดขาด ยาเหล่านี้ช่วยปกป้องไตจากการถูกทำลาย ยาที่ควรกลัวและหลีกเลี่ยงคือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานต่างหาก
ไม่ทราบว่าต้องตรวจติดตามค่าการทำงานของไตอย่างไร?
โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อดูค่า eGFR และตรวจปัสสาวะเพื่อหาค่าโปรตีนรั่ว อย่างน้อยทุกๆ 6-12 เดือน หรือตามที่แพทย์เจ้าของไข้นัดหมาย
การประเมินสุดท้าย
ค่า eGFR 60-89 ไม่ใช่จุดจบไตของคุณยังคงทำงานได้ดีกว่า 60% อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป แต่ให้ใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
ระวังยาแก้ปวดทำลายไตยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถลดการทำงานของไตได้อย่างรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา
คุมความดันและเบาหวานคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ในระยะยาว [5]
การระบุแหล่งที่มา
- [2] Praram9 - การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามไปยังระยะที่รุนแรงขึ้นได้ประมาณ 40-50% หากผู้ป่วยเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันที
- [3] Kidney - ข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้ป่วยประมาณ 65% เร่งให้ไตของตนเองเสื่อมเร็วขึ้นเพราะยากลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว
- [4] Kidney - จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา)
- [5] Niddk - การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ถึง 40-50% ในระยะยาว
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต