ระดับภาษาอังกฤษมีกี่ระดับ อะไรบ้าง

108 ครั้งเข้าชม
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์มาตรฐาน CEFR ช่วยป้องกันการหลงทางและความท้อแท้จากการเรียนข้ามขั้นตอน โดยปกติผู้เรียนจะใช้เวลาประมาณ 200 ชั่วโมงในการพัฒนาทักษะเพื่อเลื่อนระดับในแต่ละขั้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับภาษาอังกฤษมีกี่ระดับ อะไรบ้าง: พัฒนาเกณฑ์ CEFR

การประเมิน ระดับภาษาอังกฤษมีกี่ระดับ อะไรบ้าง ช่วยให้คุณวางแผนการเรียนได้อย่างเป็นระบบและลดความผิดพลาด การเข้าใจเกณฑ์มาตรฐานอย่างถูกต้องจะช่วยประหยัดเวลาและป้องกันความท้อแท้จากการเรียนข้ามขั้นตอน เพื่อให้คุณวัดระดับความสามารถที่แท้จริงและพัฒนาได้อย่างตรงจุด

ระดับภาษาอังกฤษมาตรฐานสากลมีกี่ระดับ สรุปสั้นๆ ใน 1 นาที

หากคุณเคยสงสัยว่าระดับภาษาอังกฤษของคุณอยู่ตรงไหน มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับมากที่สุดคือ cefr คืออะไร มีกี่ระดับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ระดับหลัก ได้แก่ A1, A2 (ระดับพื้นฐาน), B1, B2 (ระดับอิสระ) และ C1, C2 (ระดับเชี่ยวชาญ) การรู้ระดับที่แน่นอนช่วยให้คุณวางแผนการเรียนหรือยื่นสมัครงานได้อย่างแม่นยำ

หัวใจสำคัญคือการแยกให้ออกว่าเราอยู่กลุ่มไหน ระดับ A คือผู้ใช้ภาษาขั้นต้น ระดับ B คือผู้ใช้ที่สื่อสารได้ด้วยตัวเอง และระดับ C คือผู้ที่ใช้งานได้ลื่นไหลเหมือนเจ้าของภาษา การแบ่งระดับภาษาอังกฤษ นี้ไม่ได้ดูแค่ว่าคุณรู้ศัพท์กี่คำ แต่ดูว่าคุณสามารถ ทำอะไรได้บ้าง ในสถานการณ์จริง

เจาะลึก 6 ระดับภาษาอังกฤษ CEFR ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมือโปร

มาตรฐาน CEFR ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั่วโลก โดยผลสำรวจในกลุ่มองค์กรข้ามชาติระบุว่า ตำแหน่งงานระดับบริหารมักต้องการผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับ B2 ขึ้นไป[1] เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับทีมต่างชาติได้อย่างไม่มีอุปสรรค

กลุ่มระดับพื้นฐาน (Basic User): A1 และ A2

ระดับ A1 (Beginner) คือจุดเริ่มต้นของทุกคน คุณสามารถทักทาย แนะนำตัว และถามคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวได้ เช่น คุณอยู่ที่ไหน? หรือ นี่ราคาเท่าไหร่? ในระดับนี้คุณยังต้องการคู่สนทนาที่พูดช้าๆ และพร้อมจะช่วยเหลือเมื่อคุณติดขัด

ระดับ A2 (Elementary) ขยับขึ้นมาอีกนิด คุณเริ่มเข้าใจประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น การไปช้อปปิ้ง การบอกเส้นทาง หรือการอธิบายประวัติส่วนตัวสั้นๆ ได้ แม้จะยังไม่สามารถสนทนาหัวข้อที่ซับซ้อนได้ แต่คุณก็เริ่มที่จะเอาตัวรอดในต่างประเทศได้แล้ว

กลุ่มระดับอิสระ (Independent User): B1 และ B2

ระดับ B1 (Intermediate) คือระดับที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายไว้ คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ สามารถอธิบายประสบการณ์ ความฝัน และให้เหตุผลสั้นๆ สำหรับความคิดเห็นของคุณได้ ระดับนี้ถือเป็นระดับเริ่มต้นของการทำงานในบริษัทที่มีการใช้ภาษาอังกฤษบ้าง

ระดับ B2 (Upper-Intermediate) นี่คือ จุดเปลี่ยน สำคัญ คุณสามารถเข้าใจประเด็นหลักของข้อความที่ซับซ้อน ทั้งในหัวข้อที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติจนการสนทนากับเจ้าของภาษาเป็นไปได้โดยไม่มีความกดดันทั้งสองฝ่าย - และนี่คือระดับที่บริษัทชั้นนำมักใช้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการรับเข้าทำงาน

บอกตามตรงว่าระดับ B2 ยากกว่าที่หลายคนคิดมาก ผมเคยเห็นหลายคนที่สอบได้คะแนนดีในห้องเรียน แต่พอต้องไปนำเสนองานจริงกลับติดขัด เพราะ B2 ต้องการทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ไม่ใช่แค่การจำศัพท์

กลุ่มระดับเชี่ยวชาญ (Proficient User): C1 และ C2

ระดับ C1 (Advanced) คุณสามารถใช้ภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ทางสังคม วิชาการ และวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตข้อความที่ชัดเจน มีโครงสร้างดี และละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อที่ซับซ้อนได้โดยแทบไม่ต้องหยุดคิดหาคำศัพท์

ระดับ C2 (Proficiency) คือระดับสูงสุด คุณสามารถเข้าใจเกือบทุกอย่างที่ฟังหรืออ่านได้อย่างง่ายดาย สรุปข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และนำเสนอออกมาได้อย่างลื่นไหล แม่นยำ และเห็นความแตกต่างของความหมายที่ละเอียดอ่อนได้ แม้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุด

ทำไมการรู้ระดับภาษาของตัวเองถึงเปลี่ยนชีวิตคุณได้?

การหลงทางในการเรียนภาษาอังกฤษมักเกิดจากการ ข้ามขั้นตอน หลายคนพยายามฝึกระดับ C1 ทั้งที่พื้นฐานยังอยู่ A2 ผลคือความท้อแท้ ข้อมูลสถิติระบุว่าผู้เรียนทั่วไปต้องใช้เวลาเรียนอย่างมีแบบแผนประมาณ 200 ชั่วโมงเพื่อเลื่อนระดับจาก เลเวลภาษาอังกฤษ a1-c2 หนึ่งไปสู่อีกเลเวลหนึ่งของ CEFR [2]

หากคุณรู้ว่าตอนนี้คุณอยู่ B1 คุณจะรู้ทันทีว่าเป้าหมายต่อไปคือการฝึกเขียนเชิงโต้ตอบและการฟังที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อไปให้ถึง B2 ไม่ใช่การไปนั่งท่องพจนานุกรมทั้งเล่ม - การโฟกัสถูกจุดช่วยประหยัดเวลาได้มหาศาล

มีเรื่องหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป - นั่นคือระดับ C2 ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องรู้ทุกคำในภาษาอังกฤษ แม้แต่เจ้าของภาษาเองถ้าไม่ได้จบเฉพาะทางมาก็อาจจะไม่ถึงระดับ C2 ในเชิงวิชาการ ดังนั้นอย่ากดดันตัวเองจนเกินไปถ้าคุณยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น

วิธีวัดระดับภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่บ้านแบบไม่ต้องเสียเงิน

คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อสอบวัดระดับอย่างเป็นทางการเสมอไป (เว้นแต่จะใช้ยื่นสมัครงาน) ปัจจุบันมี วิธีวัดระดับภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ฟรีหลายแห่งที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงความจริง โดยแบบทดสอบมาตรฐานมักใช้เวลาประมาณ 15-50 นาที

แต่ระวังว่า แบบทดสอบออนไลน์ส่วนใหญ่จะวัดแค่ ไวยากรณ์ และ การอ่าน เท่านั้น ในขณะที่ทักษะที่ใช้จริงคือ พูด และ ฟัง วิธีที่ดีที่สุดคือการลองฟัง Podcast หรือคลิปภาษาอังกฤษระดับต่างๆ แล้วประเมินว่าคุณเข้าใจได้กี่เปอร์เซ็นต์โดยไม่เปิดซับไตเติ้ล

เปรียบเทียบระดับ CEFR กับคะแนนสอบสากลยอดนิยม

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการประมาณค่าระดับ CEFR เมื่อเทียบกับคะแนนสอบอย่าง IELTS, TOEFL และ TOEIC ที่นิยมใช้ในประเทศไทย

ระดับ A2 (Elementary)

- ประมาณ 225 - 545

- ประมาณ 3.0 - 3.5

- สื่อสารเรื่องใกล้ตัว ข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวและครอบครัว

ระดับ B1 (Intermediate)

- ประมาณ 550 - 780

- ประมาณ 4.0 - 5.0

- จัดการสถานการณ์ส่วนใหญ่ในการเดินทาง ทำงานในหัวข้อที่คุ้นเคย

ระดับ B2 (Upper-Intermediate) ⭐

- ประมาณ 785 - 940

- ประมาณ 5.5 - 6.5

- เข้าใจเนื้อหาซับซ้อน คุยกับเจ้าของภาษาได้อย่างลื่นไหล

ระดับ C1 (Advanced)

- ประมาณ 945 ขึ้นไป

- ประมาณ 7.0 - 8.0

- ใช้ภาษาในระดับสูงเพื่อการทำงานและวิชาการได้อย่างแม่นยำ

ระดับ B2 ถือเป็น 'มาตรฐานทองคำ' สำหรับการทำงานระดับนานาชาติ หากคุณทำคะแนน TOEIC ได้เกิน 785 คะแนนขึ้นไป มักจะถูกประเมินว่ามีทักษะเทียบเท่าระดับนี้

ก้าวข้ามกำแพงภาษาของ อาร์ต: จากความประหม่าสู่การทำงานระดับโลก

อาร์ต พนักงานฝ่ายขายวัย 27 ปีในกรุงเทพฯ เคยคิดว่าภาษาอังกฤษของเขาดีพอสมควรเพราะสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยมาตลอด แต่เมื่อเขาต้องต้อนรับลูกค้าจากสิงคโปร์เป็นครั้งแรก เขากลับพูดไม่ออกและทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบเท่านั้น

เขาพยายามแก้ปัญหาด้วยการลงคอร์สเรียนแกรมม่าออนไลน์ราคาถูกและท่องศัพท์วันละ 50 คำ แต่ผลที่ได้คือเขายิ่งสับสนและเครียดมากกว่าเดิมเมื่อต้องใช้งานจริง เพราะเขามัวแต่พะวงเรื่องความถูกต้องของไวยากรณ์จนลืมหัวใจของการสื่อสาร

อาร์ตตัดสินใจเปลี่ยนวิธีใหม่โดยการประเมินระดับตัวเองผ่าน CEFR และพบว่าเขาอยู่ระดับ A2 เท่านั้น เขาจึงเลิกฝืนเรียนบทเรียนระดับสูงแล้วหันมาฝึกฟังและพูดในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับงานของเขาโดยตรงแทน

หลังจากฝึกฝนอย่างเป็นระบบ 6 เดือน อาร์ตสามารถขยับขึ้นมาอยู่ระดับ B1-B2 ได้สำเร็จ เขาสามารถนำเสนองานโปรเจกต์เป็นภาษาอังกฤษได้นาน 20 นาทีโดยไม่ประหม่า และช่วยให้บริษัทปิดยอดขายได้เพิ่มขึ้น 15% ในปีนั้น

ขั้นตอนถัดไป

CEFR คือมาตรฐานสากล 6 ระดับ

แบ่งเป็น A1-C2 ครอบคลุมตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงผู้เชี่ยวชาญที่ใช้งานได้เหมือนเจ้าของภาษา

ระดับ B2 คือเกณฑ์สำคัญสำหรับการทำงาน

เป็นระดับที่สื่อสารได้คล่องแคล่วและเข้าใจเนื้อหาซับซ้อน ซึ่งบริษัทชั้นนำกว่า 60% มักใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน

การพัฒนาแต่ละระดับใช้เวลาประมาณ 200 ชั่วโมง

การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญ และควรเลือกบทเรียนให้ตรงกับระดับปัจจุบันของตัวเอง

คำตอบด่วน

ต้องเก่งระดับไหนถึงจะเรียนต่อต่างประเทศได้?

โดยส่วนใหญ่ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักต้องการระดับ B2 ขึ้นไป หรือคะแนน IELTS ประมาณ 6.0-6.5 อย่างไรก็ตาม สำหรับคณะที่เน้นการใช้ภาษาหนักๆ เช่น กฎหมายหรือแพทย์ อาจต้องการระดับ C1 หรือ IELTS 7.0-7.5

ใช้เวลานานไหมกว่าจะเลื่อนจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง?

ตามค่าเฉลี่ยสากล คุณต้องใช้เวลาเรียนอย่างจริงจังประมาณ 200 ชั่วโมงต่อหนึ่งระดับ เช่น หากคุณอยู่ A2 และต้องการไป B1 คุณควรจัดตารางเรียนให้ครบ 200 ชั่วโมง ซึ่งอาจใช้เวลา 6-12 เดือนหากเรียนสัปดาห์ละ 4-8 ชั่วโมง

หากคุณกำลังเตรียมตัวประเมินความสามารถเพื่อการเรียนหรือการทำงานต่อ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัดระดับภาษาอังกฤษ มีกี่ระดับ เพื่อวางแผนได้อย่างถูกต้องครับ

ระดับภาษาอังกฤษแบบไหนที่ทำงานในบริษัทข้ามชาติได้?

ระดับ B2 คือระดับมาตรฐานที่บริษัทข้ามชาติยอมรับ เพราะคุณสามารถเข้าร่วมประชุม โต้ตอบอีเมล และประสานงานกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติได้โดยไม่สื่อสารผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [1] Preply - ประมาณ 60-70% ของตำแหน่งงานระดับบริหารมักต้องการผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับ B2 ขึ้นไป
  • [2] Support - ผู้เรียนทั่วไปต้องใช้เวลาเรียนอย่างมีแบบแผนประมาณ 200 ชั่วโมงเพื่อเลื่อนระดับจากเลเวลหนึ่งไปสู่อีกเลเวลหนึ่งของ CEFR