ทำไมถึงเรียก 2 โมงเช้า

291 ครั้งเข้าชม
ทำไมถึงเรียก 2 โมงเช้า มีที่มาจากระบบการนับเวลาไทยโบราณที่เริ่มนับ 1 โมงเช้าตอน 07.00 น. ดังนั้นเวลา 08.00 น. จึงนับเป็นชั่วโมงที่สองหรือ 2 โมงเช้าตามเสียงการตีโมงบอกเวลาในอดีต การนับนี้ใช้ต่อเนื่องไปจนถึง 5 โมงเช้าก่อนเข้าสู่ช่วงเที่ยงวัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทำไมถึงเรียก 2 โมงเช้า? ที่มาการนับเวลาแบบไทย

เรียก 2 โมงเช้าเพราะอิงตามระบบการนับเวลาแบบไทยโบราณที่เริ่มนับ 1 โมงเช้า ในเวลา 07.00 น. (หนึ่งชั่วโมงหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น) ดังนั้นเวลา 08.00 น. จึงนับเป็นชั่วโมงที่ 2 หรือ 2 โมงเช้าตามจำนวนครั้งของการตีโมงบอกเวลาในอดีต

ที่มาของการเรียก 2 โมงเช้า

การเรียกเวลา 2 โมงเช้านั้นมาจากระบบการนับเวลาของไทยโบราณ ซึ่งแบ่งเวลากลางวันออกเป็นช่วงๆ โดยเริ่มนับ 1 โมงเช้าตั้งแต่ 07.00 น. ดังนั้น 08.00 น. จึงเป็นชั่วโมงที่สองของช่วงเช้า กลายเป็น 2 โมงเช้า ระบบนี้[1] ใช้เสียงฆ้องหรือกลองเป็นสัญญาณบอกเวลาให้ชาวบ้านทราบ เรียกว่า “การตีโมง”

ในอดีต ชาวไทยไม่มีนาฬิกาเรือนเล็กใช้กันทั่วไป การบอกเวลาจึงอาศัยการตีฆ้องหรือกลองตามหอกลองหรือวัด เริ่มตั้งแต่ 06.00 น. (เรียกว่า “6 โมงเช้า” ในปัจจุบัน) แต่ระบบการบอกเวลาภาษาไทยโบราณจะเริ่มที่ 07.00 น. เป็น 1 โมงเช้า 08.00 น. เป็น 2 โมงเช้า ไปจนถึง 11.00 น. เป็น 5 โมงเช้า แล้วตามด้วยเที่ยงวัน บ่ายโมง (13.00 น.) บ่าย 2 โมง (14.00 น.) ไปจนถึงบ่าย 5 โมง (17.00 น.) และ 18.00 น. คือ 6 โมงเย็นหรือย่ำค่ำ จากนั้น[2] จึงใช้ระบบ “ทุ่ม” สำหรับเวลากลางคืน

การนับเวลาแบบไทยโบราณ แตกต่างจากระบบสากลอย่างไร

ถ้าคุณเคยงงว่า “ทำไมถึงเรียก 2 โมงเช้า” กับ “2 ทุ่ม” ต่างกันยังไง หรือทำไม 6 โมงเช้าในสมัยนี้ถึงไม่ใช่ 1 โมงเช้า นั่นเป็นเพราะระบบไทยโบราณใช้วิธีนับชั่วโมงแบบแยกส่วนกลางวัน–กลางคืน ไม่ใช่ระบบ 24 ชั่วโมงแบบต่อเนื่องที่เราใช้กันในปัจจุบัน

การแบ่งช่วงเวลากลางวัน (เช้า–บ่าย–เย็น)

สำหรับช่วงกลางวัน (06.00–18.00 น.) นับโมงเช้าเริ่มตอนกี่โมง โดยจะเริ่มนับ 1 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ไปจนถึง 11.00 น. (5 โมงเช้า) จากนั้น 12.00 น. เรียกว่า “เที่ยงวัน” ต่อด้วย “บ่าย” เริ่มที่ 13.00 น. = บ่ายโมง, 14.00 น. = บ่าย 2 โมง, … 17.00 น. = บ่าย 5 โมง และ 18.00 น. = 6 โมงเย็น (หรือ ย่ำค่ำ) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงกลางวัน [3]

การแบ่งช่วงเวลากลางคืน (ทุ่ม–ตี–รุ่ง)

ช่วงกลางคืน (18.00–06.00 น.) เริ่มต้นที่ 19.00 น. = 1 ทุ่ม, 20.00 น. = 2 ทุ่ม, … 23.00 น. = 5 ทุ่ม, 24.00 น. = เที่ยงคืน, เวลา 01.00–05.00 น. เรียกว่า “ตี” ตามจำนวนชั่วโมง (ตี 1 ถึง ตี 5) และ 06.00 น. เป็น “6 โมงเช้า” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวันใหม่ในระบบปัจจุบัน [4] แต่ในระบบโบราณ 6 โมงเช้าก็คือเวลาเริ่มต้นของ “ย่ำรุ่ง” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโมงเช้าต่อไป

ทำไมการนับเวลาแบบไทยจึงเริ่ม 1 โมงเช้าที่ 07.00 น.

เหตุผลหลักคือการใช้อุปกรณ์บอกเวลาอย่าง “กลอง” หรือ “ฆ้อง” ซึ่งตีเป็นจังหวะตามจำนวนชั่วโมงในแต่ละช่วง เริ่มตีตั้งแต่ 07.00 น. เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านรู้ว่าเริ่มวันทำงานแล้ว โดยใช้จำนวนครั้งของเสียงเป็นตัวบอก “1 โมงเช้า” ก็คือตีฆ้อง 1 ครั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเดิมทีคนไทยถือเอาพระอาทิตย์ขึ้น (ประมาณ 06.00 น.) เป็นจุดเริ่มต้น แต่จะนับโมงเอาเมื่อผ่านไป 1 ชั่วโมง ระบบนี้สืบทอดกันมายาวนานจนกลายเป็นที่มาการนับเวลาแบบไทยที่เป็นเอกลักษณ์

น่าสนใจว่าในอดีตยังมีการแบ่ง “ยาม” ด้วย (ยาม 1–4) ซึ่งใช้กับงานราชการหรือกิจกรรมทางศาสนา แต่สำหรับชีวิตประจำวัน การเรียกโมง–ทุ่ม–ตี ถือเป็นวิธีที่ใกล้ตัวที่สุด จนถึงทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ “2 โมงเช้า” ในการนัดหมายทั่วไปโดยไม่ต้องแปลงเป็น 8 โมงเช้า

เปรียบเทียบ: การบอกเวลาแบบไทยโบราณ vs ระบบ 24 ชั่วโมง

ตารางเปรียบเทียบการเรียกเวลา (ไทยโบราณ vs ระบบสากล)

ถ้าคุณเคยสงสัยว่า 2 โมงเช้าคือกี่โมง หรือบ่าย 3 โมงตรงกับเวลาใด ตารางนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น:

การบอกเวลาแบบไทยโบราณ

  • 24.00 น.
  • 05.00 น.
  • 07.00 น. (เริ่มนับ 1 หลังพระอาทิตย์ขึ้น 1 ชั่วโมง)
  • 13.00 น.
  • 08.00 น. (ชั่วโมงที่สองของเช้า)
  • 17.00 น.
  • 01.00 น.
  • 12.00 น.
  • 14.00 น.
  • 20.00 น.
  • 23.00 น.
  • 19.00 น.
  • 18.00 น.
  • 11.00 น.

ระบบ 24 ชั่วโมง (สากล)

  • 24 นาฬิกา
  • 5 นาฬิกา
  • 7 นาฬิกา (ใช้เลข 7 โดยตรง)
  • 13 นาฬิกา หรือ บ่ายโมง (แต่ปัจจุบันนิยมใช้เลขตามนาฬิกาดิจิทัล)
  • 8 นาฬิกา
  • 17 นาฬิกา
  • 1 นาฬิกา
  • 12 นาฬิกา
  • 14 นาฬิกา
  • 20 นาฬิกา
  • 23 นาฬิกา
  • 19 นาฬิกา
  • 18 นาฬิกา
  • 11 นาฬิกา
การบอกเวลาแบบไทยโบราณใช้บริบทของช่วงวัน (เช้า–บ่าย–เย็น–ทุ่ม–ตี) ทำให้ผู้ฟังเข้าใจทันทีว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ส่วนระบบ 24 ชั่วโมงเน้นความแม่นยำทางตัวเลข เหมาะกับการทำงานและการสื่อสารสากล แต่ในการพูดคุยทั่วไป คนไทยยังคงใช้ภาษาแบบดั้งเดิมเพราะสั้น กระชับ และให้ความรู้สึกคุ้นเคย

ประสบการณ์ปวดหัวกับเวลานัดหมายของสมศรี

สมศรี นักศึกษามหาวิทยาลัยฯ เพิ่งเริ่มฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เจ้านายบอกให้มาประชุมตอน “2 โมงเช้า” เธอคิดว่าคือตี 2 เลยตื่นมาตั้งแต่ตี 1 ครึ่ง รีบแต่งตัวนั่งแท็กซี่มาถึงบริษัทตอนตี 2 กว่าๆ แต่ประตูปิดมืดไม่มีใครเลย

เธอโทรหาเพื่อนร่วมงานที่เคยฝึกงานที่นี่ เพื่อนหัวเราะแล้วบอกว่า “2 โมงเช้า คือ 8 โมงเช้านะสิ ใช้ภาษาแบบนี้มานานแล้ว” สมศรีนั่งรออยู่หน้าร้านกาแฟอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเข้าออฟฟิศ

ตั้งแต่นั้นมา เธอจดจำไว้ในใจว่า “2 โมงเช้า = 8.00 น.” และเริ่มสังเกตว่าคนในบริษัทใช้ภาษาแบบนี้เกือบหมด แม้แต่ในไลน์กลุ่มก็ยังเขียน “นัด 2 โมง” โดยไม่ต้องแปลงเป็นตัวเลข

ผ่านไปสองเดือน สมศรีกลายเป็นคนที่แปลงเวลาไทยโบราณเร็วที่สุดในกลุ่มเพื่อน และยังช่วยอธิบายให้น้องใหม่ที่มาทีหลังเข้าใจถึงที่มาของการนับเวลาแบบนี้ จนทุกวันนี้เธอยังแซวตัวเองว่า “เสียค่าสอนแพงไป 5 ชั่วโมงแต่คุ้ม”

บทเรียนที่ได้เรียนรู้

2 โมงเช้า = 08.00 น. เริ่มนับ 1 โมงที่ 07.00 น.

ที่มาของการเรียก 2 โมงเช้าเกิดจากการแบ่งเวลากลางวันโดยเริ่มนับชั่วโมงแรกหลังพระอาทิตย์ขึ้น 1 ชั่วโมง ทำให้ 07.00 น. เป็น 1 โมงเช้า และ 08.00 น. เป็น 2 โมงเช้า

ระบบไทยโบราณแยกกลางวัน (โมง/บ่าย) และกลางคืน (ทุ่ม/ตี)

เวลา 19.00–23.00 น. ใช้ “ทุ่ม” (1–5 ทุ่ม) เวลา 01.00–05.00 น. ใช้ “ตี” (ตี 1–5) ส่วน 18.00 น. คือ 6 โมงเย็น และ 06.00 น. คือ 6 โมงเช้าในระบบปัจจุบัน

ยังใช้กันแพร่หลายในชีวิตประจำวัน

แม้จะมีระบบ 24 ชั่วโมงแล้ว คนไทยก็ยังใช้การบอกเวลาแบบดั้งเดิมในการสนทนาทั่วไป โดยเฉพาะในครอบครัว ตลาด หรือองค์กรที่คนรุ่นเก่าทำงานอยู่ การเข้าใจที่มาช่วยให้สื่อสารไม่พลาด

อภิปรายเพิ่มเติม

2 โมงเช้า คือกี่โมงในระบบ 24 ชั่วโมง?

2 โมงเช้า คือ 08.00 น. เพราะเริ่มนับ 1 โมงเช้าตั้งแต่ 07.00 น. ดังนั้น 2 โมงเช้าจึงตรงกับ 8 โมงเช้าตามความเข้าใจทั่วไป

แล้ว 2 ทุ่ม กับ 2 โมงเช้า ต่างกันอย่างไร?

2 ทุ่มเป็นเวลากลางคืน คือ 20.00 น. ส่วน 2 โมงเช้าเป็นเวลากลางวัน คือ 08.00 น. สังเกตง่ายๆ ถ้าใช้คำว่า “ทุ่ม” แสดงว่าเป็นเวลาหลัง 18.00 น. ถ้าใช้ “โมงเช้า” เป็นเวลาตอนเช้า (07.00–11.00 น.)

หากใครยังไม่แน่ใจว่าสรุปแล้ว 2โมงคือกี่โมงเช้า ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมให้เข้าใจง่ายที่นี่ได้เลยครับ

ทำไมบางคนถึงเรียก 8 โมงเช้า แทนที่จะเป็น 2 โมงเช้า?

การเรียก 8 โมงเช้าเป็นอิทธิพลจากระบบ 24 ชั่วโมงที่ใช้ตัวเลขตามนาฬิกาจริง ส่วน 2 โมงเช้าเป็นภาษาแบบไทยดั้งเดิม คนรุ่นใหม่มักใช้ปนกันไปตามบริบท เช่น ในที่ทำงานอาจใช้ทั้งสองแบบ แต่ในครอบครัวหรือชุมชนเก่ายังคงใช้แบบโบราณเป็นหลัก

มีหลักฐานว่าการนับเวลาแบบนี้ใช้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

หลักฐานปรากฏในวรรณคดีและจดหมายเหตุสมัยอยุธยาแล้ว และมีการใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในราชการและการดำเนินชีวิตประจำวัน ก่อนที่จะมีการนำระบบนาฬิกาแบบตะวันตกเข้ามาใช้อย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 5

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [1] Sumupth - การเรียกเวลา 2 โมงเช้านั้นมาจากระบบการนับเวลาของไทยโบราณ ซึ่งแบ่งเวลากลางวันออกเป็นช่วงๆ โดยเริ่มนับ 1 โมงเช้าตั้งแต่ 07.00 น. ดังนั้น 08.00 น. จึงเป็นชั่วโมงที่สองของช่วงเช้า กลายเป็น 2 โมงเช้า
  • [2] Mgronline - เริ่มตั้งแต่ 06.00 น. (เรียกว่า “6 โมงเช้า” ในปัจจุบัน) แต่ระบบการนับโมงเช้าตามแบบโบราณจะเริ่มที่ 07.00 น. เป็น 1 โมงเช้า 08.00 น. เป็น 2 โมงเช้า ไปจนถึง 11.00 น. เป็น 5 โมงเช้า แล้วตามด้วยเที่ยงวัน บ่ายโมง (13.00 น.) บ่าย 2 โมง (14.00 น.) ไปจนถึงบ่าย 5 โมง (17.00 น.) และ 18.00 น. คือ 6 โมงเย็นหรือย่ำค่ำ
  • [3] En - ช่วงกลางวัน (06.00–18.00 น.) การนับ “โมง” จะเริ่มนับ 1 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ไปจนถึง 11.00 น. (5 โมงเช้า) จากนั้น 12.00 น. เรียกว่า “เที่ยงวัน” ต่อด้วย “บ่าย” เริ่มที่ 13.00 น. = บ่ายโมง, 14.00 น. = บ่าย 2 โมง, … 17.00 น. = บ่าย 5 โมง และ 18.00 น. = 6 โมงเย็น (หรือ ย่ำค่ำ) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงกลางวัน
  • [4] Mgronline - ช่วงกลางคืน (18.00–06.00 น.) เริ่มต้นที่ 19.00 น. = 1 ทุ่ม, 20.00 น. = 2 ทุ่ม, … 23.00 น. = 5 ทุ่ม, 24.00 น. = เที่ยงคืน, เวลา 01.00–05.00 น. เรียกว่า “ตี” ตามจำนวนชั่วโมง (ตี 1 ถึง ตี 5) และ 06.00 น. เป็น “6 โมงเช้า”