ค่าGFRลดลงเพราะอะไร

0 ครั้งเข้าชม
ภาวะ ค่า gfr ลดลงเพราะอะไร เกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของหน่วยไตตามธรรมชาติ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะถูกทำลายหลอดเลือดในไตทำให้ค่า eGFR ลดลงเร็วขึ้น การคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลสะสมช่วยชะลอการเสื่อมได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ค่า gfr ลดลงเพราะอะไร: สาเหตุและวิธีชะลอไตเสื่อม

ความกังวลเรื่อง ค่า gfr ลดลงเพราะอะไร เป็นปัญหาสำคัญที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้สูงอายุต้องตระหนัก การทำความเข้าใจสาเหตุและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยปกป้องการทำงานของไตและชะลอความเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะไตวายรุนแรง

ค่า gfr ลดลงเพราะอะไร: ทำความเข้าใจความจริงของระบบกรองของเสียในร่างกาย

การลดลงของค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของเสียของไต สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว เสมอไป ในบางกรณี การที่ค่าไตลดลงอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น แต่ในหลายๆ ครั้ง มันคือสัญญาณเตือนของภาวะไตเสื่อมที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

แต่เดิมนั้น ผมเคยคิดว่าเมื่ออายุแตะเลขสี่ ค่าไตของทุกคนจะต้องลดลงในอัตราที่เท่ากันตามตำราแพทย์เป๊ะๆ จนกระทั่งได้มาดูแลคนไข้ในคลินิกจริงๆ จึงพบความจริงที่น่าตกใจว่า คนที่อายุเท่ากัน แต่การควบคุมน้ำตาลและพฤติกรรมต่างกัน มีผลลัพธ์ของค่า GFR ที่แยกทางกันอย่างสิ้นเชิง ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้เราไม่สามารถด่วนสรุปโรคได้จากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว

สองตัวการหลัก: อายุที่มากขึ้น vs ภาวะไตเสื่อมจากเบาหวาน

เมื่อเราอายุเลย 30-40 ปี อัตราการกรองของไตจะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติประมาณ 1 mL/min ต่อปี เนื่องจากจำนวนหน่วยไตที่ทำหน้าที่กรองเสื่อมสภาพลงไปตามวัย การลดลงในลักษณะนี้มักจะดำเนินไปอย่างช้าๆ และไม่มีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นกระบวนการชราภาพของร่างกายตามปกติที่ไม่น่ากังวล แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ในไตโดยตรง ทำให้หน่วยไตกรองของเสียเสียหายในอัตราที่เร็วกว่าคนทั่วไปเกือบเท่าตัว

ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี มักจะเผชิญภาวะที่ค่า eGFR ลดลงเฉลี่ยถึง 2.5 mL/min ต่อปี ซึ่งเป็นความเร็วที่น่ากลัวมาก จำได้ว่ามีคนไข้รายหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับน้ำตาซึมเพราะค่าไตลดลงฮวบฮาบจาก 80 เหลือ 62 ภายในเวลาไม่กี่ปีเนื่องจากละเลยการคุมอาหาร ความเครียดและตื่นตระหนกในวันนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาหันมาปฏิวัติตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
หากเรารีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะสามารถชะลอความเร็วของเข็มนาฬิกาเรือนนี้ได้

gfr น้อยกว่า 60 เป็นไตวายไหม และต้องตรวจซ้ำเมื่อไหร่?

เมื่อผลเลือดแสดงค่า eGFR ต่ำกว่า 60 หลายคนจะตกใจและคิดว่าตนเองเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายทันที ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ทางการแพทย์จะยังไม่วินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) จนกว่าจะมีการตรวจซ้ำหลังจากครั้งแรกเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อยืนยันว่าการลดลงนั้นคงอยู่ถาวร ไม่ใช่ภาวะไตวายเฉียบพลันชั่วคราวจากอาการขาดน้ำหรือการทานยาบางชนิด

สำหรับกลุ่มคนที่ค่าไตปริ่มๆ อยู่ที่ประมาณ 59 หรือ 60 การรอคอยเพื่อตรวจซ้ำ 3 เดือนอาจทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก แต่อยากระบุให้ชัดเจนตรงนี้ว่า ตัวเลขคาบเกี่ยวนี้ไม่ได้หมายความว่าไตคุณพังทลายลงในข้ามคืน ค่าสถิติชี้ว่าผู้สูงอายุเกิน 65 ปีที่มีค่าไตอยู่ในช่วง 45-59 โดยไม่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดไตวายระยะสุดท้ายน้อยมากและใกล้เคียงกับคนปกติ สิ่งที่ต้องทำคือการปรับพฤติกรรมเพื่อรอผลยืนยันที่แม่นยำ

วิธีดูแลค่า gfr ให้ดีขึ้นและชะลอความเสื่อมของไต

เป้าหมายหลักของการดูแลไตไม่ใช่การทำให้ค่า eGFR กลับไปเท่ากับตอนอายุ 20 ปี แต่คือการหยุดยั้งความเร็วในการลดลงของมัน วิธีการที่ได้ผลและมีหลักฐานชัดเจนที่สุดคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ต่ำกว่า 130/80 mmHg และคุมระดับน้ำตาลสะสม HbA1c ให้ต่ำกว่า 7% เพื่อลดแรงดันและการอักเสบภายในหลอดเลือดไต นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว
การปรับเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การงดเค็ม และหลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง คือกุญแจสำคัญ

คุณเชื่อไหมว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป - ผมจะขอเฉลยเคล็ดลับสำคัญในส่วนของตัวอย่างจริงด้านล่างนี้

โรคไตเรื้อรัง gfr กี่เกณฑ์: ตารางเปรียบเทียบระยะของโรคและการดำเนินโรค

การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังจะใช้ค่า eGFR ควบคู่ไปกับระยะเวลา เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 2 (ค่าไตปกติหรือลดลงเล็กน้อย)

  • เน้นควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน และติดตามผลตรวจทุก 6-12 เดือน
  • อยู่ระหว่าง 60 ถึงมากกว่า 90 mL/min
  • ต้องตรวจพบร่องรอยไตเสียหาย เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ติดต่อกันเกิน 3 เดือน

ระยะที่ 3 (ไตเสื่อมปานกลาง) ⭐ แนะนำให้เริ่มคุมอาหารเข้มงวด

  • จำกัดปริมาณโซเดียมและโปรตีน ปรับเปลี่ยนขนาดยาที่ขับออกทางไตโดยแพทย์
  • อยู่ระหว่าง 30 ถึง 59 mL/min
  • หากตรวจซ้ำห่างกัน 3 เดือนแล้วยังได้ค่าในช่วงนี้ จะวินิจฉัยเป็นโรคไตเรื้อรังทันที

ระยะที่ 4 ถึงระยะที่ 5 (ไตเสื่อมรุนแรงถึงระยะสุดท้าย)

  • เตรียมตัวรับการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือด การล้างไตทางหน้าท้อง หรือปลูกถ่ายไต
  • ต่ำกว่า 30 mL/min ลงไปจนถึงน้อยกว่า 15 mL/min
  • ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลน้ำหรือเกลือแร่ได้อย่างเพียงพอ
จากเกณฑ์ดังกล่าว จะเห็นว่าตัวเลข 60 คือเส้นแบ่งสำคัญในการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม การทรุดตัวของค่าไตในระยะที่ 1-3 มักจะไม่มีอาการแสดงภายนอก การเจาะเลือดสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้เรารู้ตัวก่อนสายเกินไป

บันทึกการกู้คืนค่าไตของลุงนพ: จากความกลัวสู่ความเข้าใจ

ลุงนพ อดีตข้าราชการวัย 62 ปีในจังหวัดเชียงใหม่ ป่วยเป็นเบาหวานมานานกว่า 8 ปี วันหนึ่งผลตรวจเลือดประจำปีระบุว่าค่า eGFR ลดลงเหลือ 55 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 60 เป็นครั้งแรก ทำให้ลุงนพตกใจมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะกลัวต้องฟอกไต

ในเดือนแรก ลุงนพตัดสินใจหักดิบด้วยการอดอาหาร แทบไม่กินข้าวและเนื้อสัตว์เลย ผลลัพธ์คือร่างกายทรุดโทรม ไม่มีแรง ขาเริ่มบวม และค่าไตในการตรวจติดตามสัปดาห์ถัดมากลับแย่ลงกว่าเดิมเนื่องจากร่างกายขาดสารอาหารและขาดน้ำ

นี่คือเคล็ดลับที่ผมติดค้างไว้: การงดอาหารอย่างไร้ทิศทางคือข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ลุงนพตระหนักได้ว่าต้องพึ่งพาการวางแผนที่เป็นระบบ จึงเข้าพบนักกำหนดอาหารเพื่อจัดเมนูที่จำกัดโซเดียมและคุมโปรตีนอย่างพอดี ควบคู่กับการดื่มน้ำสะอาดวันละ 2 ลิตร

หลังจากปรับปรุงพฤติกรรมอย่างมีวินัยและทานยาเบาหวานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ผลการตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนถัดมาพบว่าค่า eGFR ขยับขึ้นมาเสถียรอยู่ที่ 61 ทำให้นพไม่ต้องถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรังในท้ายที่สุด

หากคุณสงสัยว่าสามารถเพิ่มค่าไตได้ไหม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สามารถเพิ่มค่าไตได้ไหม

สาระสำคัญ

อย่าตื่นตระหนกกับตัวเลขครั้งแรก

ค่า eGFR ที่ต่ำกว่า 60 ต้องได้รับการยืนยันด้วยการตรวจซ้ำห่างกัน 3 เดือนเสมอเพื่อคัดกรองปัจจัยรบกวนชั่วคราว

คุมเบาหวานและความดันคือหัวใจสำคัญ

รักษาความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg และน้ำตาลสะสม HbA1c น้อยกว่า 7% จะช่วยลดอัตราการเสื่อมของไตได้เกือบครึ่งหนึ่ง

เลี่ยงยาแก้ปวดและสมุนไพรที่ไม่จำเป็น

การซื้อยาแก้ปวดกลุ่มแก้อักเสบ (NSAIDs) หรือยาสมุนไพรมาทานเอง เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่เร่งให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

มุมมองอื่นๆ

ถ้าค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ครั้งแรก แปลว่าเป็นโรคไตวายถาวรเลยไหม?

ยังไม่เป็นครับ การตรวจพบครั้งแรกอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ร่างกายขาดน้ำ ท้องเสีย หรือการทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs แพทย์จะทำการนัดตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้า หากค่า eGFR ยังคงต่ำกว่า 60 ทั้งสองครั้ง จึงจะเข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง

คนเป็นเบาหวานทำไมค่าไตถึงเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ?

เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจะทำให้หลอดเลือดฝอยที่ทำหน้าที่กรองของเสียในไตอักเสบและหนาตัวขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง โดยเฉลี่ยผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้จะมีอัตราการลดลงของ eGFR เร็วกว่าคนทั่วไปเกือบสองเท่า

เราสามารถเพิ่มค่า GFR ให้กลับมาสูงเหมือนเดิมได้ไหม?

หากความเสื่อมเกิดจากอายุขัยหรือเนื้อไตถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถฟื้นฟูเนื้อไตให้กลับมาได้ แต่ถ้าค่าไตลดลงจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การขาดน้ำหรือการควบคุมน้ำตาลเฉียบพลัน การปรับพฤติกรรมและการรักษาที่ถูกต้องสามารถช่วยให้ค่าไตขยับเพิ่มขึ้นและคงที่ได้

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องก่อนการปรับเปลี่ยนการรักษา อาหาร หรือโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ หากคุณมีอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที