ไขมันดีกินเยอะเป็นอะไรไหม

0 ครั้งเข้าชม
การกินไขมันดีมากเกินไปส่งผลให้น้ำหนักพุ่งขึ้นและทำให้เกิดความอึดอัดเพราะไขมันทุกชนิดให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม เราควรได้รับพลังงานจากไขมันรวมทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ในแต่ละวันหรือประมาณไม่เกิน 65 กรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ไขมันดีกินเยอะเป็นอะไรไหม: ผลกระทบและปริมาณที่เหมาะสม

การบริโภคไขมันดีในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายและน้ำหนักตัวได้ ไขมันดีกินเยอะเป็นอะไรไหม การทำความเข้าใจสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

ไขมันดีกินเยอะเป็นอะไรไหม? ความจริงที่คุณอาจมองข้าม

การตอบคำถามนี้ค่อนข้างขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรีรวมที่คุณได้รับในแต่ละวัน แม้ไขมันดี (HDL) จะมีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ แต่การกินไขมันมากเกินไปจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและเกิดภาวะอ้วนได้ในที่สุด

พูดตามตรง ตอนที่ฉันเริ่มเปลี่ยนมากินอาหารเพื่อสุขภาพ ฉันสาดน้ำมันมะกอกลงในสลัดและกินอะโวคาโดวันละลูก ผลลัพธ์คืออะไร? น้ำหนักฉันพุ่งขึ้น 3 กิโลกรัมในเวลาเพียงสี่สัปดาห์ ความรู้สึกอึดอัดและกางเกงที่คับตึงทำให้ฉันเครียดมาก ไขมันทุกชนิดให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม มากกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตถึงสองเท่าตัว [1]

นี่คือความจริง

แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโควต้าไขมันต่อวันที่คนกว่า 80% มักมองข้าม - ฉันจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดในหัวข้อเรื่องปริมาณการกินด้านล่าง

ความเข้าใจผิดเรื่องไขมันดีที่ทำให้คุณอ้วนโดยไม่รู้ตัว

หลายคนเชื่อว่าอาหารที่มีไขมันดีอย่างถั่วหรือปลาทะเลน้ำลึกนั้นกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนเพราะเป็นไขมันจากธรรมชาติ

หยุดคิดแบบนั้น

พลังงานสะสมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ไขมันดี - และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักลืมคิด - ก็คือไขมันอยู่ดี มันมีความหนาแน่นของพลังงานสูงมาก

จากประสบการณ์ส่วนตัวและหลักการทำงานของร่างกายที่ฉันได้ศึกษามาตลอดหลายปีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โทษของการกินไขมันดีเกินปริมาณ เมื่อคุณรับพลังงานจากอาหารที่มีไขมันดีมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถเผาผลาญได้หมดในแต่ละวัน พลังงานส่วนเกินเหล่านั้นก็จะต้องถูกเปลี่ยนรูปและนำไปสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปของไขมันส่วนเกินอยู่ดี แม้ว่าคุณจะพยายามปลอบใจตัวเองว่านี่คือไขมันที่มีประโยชน์ก็ตาม

ระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนัก

ในความเป็นจริง การกินไขมันเกินขนาดส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารโดยตรง อาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงชั่วคراวมักจะตามมา

ฉันเคยมีอาการปวดท้องอย่างหนักหลังจากกินถั่วอัลมอนด์ไปค่อนถุงระหว่างนั่งทำงาน อาการเลี่ยนและท้องอืดจนแทบทำงานต่อไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนว่าถุงน้ำดีกำลังทำงานหนักเกินพิกัดเพื่อผลิตน้ำดีออกมาย่อยไขมันก้อนใหญ่เหล่านั้น

ปริมาณไขมันดีที่ควรบริโภคต่อวัน

ส่วนถัดไปนี้คือจุดที่เปลี่ยนวิธีคิดในการดูแลสุขภาพของฉันไปตลอดกาล

นี่คือข้อผิดพลาดที่ฉันได้พูดถึงก่อนหน้านี้: การไม่ยอมคำนวณสัดส่วนแคลอรีจากไขมัน เราควรได้รับพลังงานจากไขมันรวมทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี จะเทียบเท่ากับปริมาณไขมันประมาณไม่เกิน 65 กรัมต่อวัน [3]

ปริมาณมีความสำคัญ สำคัญถึงขั้นที่ว่าถ้าคุณละเลยมัน คุณจะล้มเหลวในการควบคุมน้ำหนักอย่างแน่นอน

น้อยครั้งนักที่ฉันจะเห็นคนลดน้ำหนักสำเร็จได้โดยไม่ใส่ใจเรื่องการกะปริมาณ (portion control) กรมอนามัยได้พยายามรณรงค์เรื่องความสมดุลของโภชนาการมาตลอด เพราะการกะปริมาณด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว (ซึ่งฉันก็เคยทำและพลาดมาแล้ว) มักจะนำไปสู่การกินเกินขีดจำกัดเสมอ

ตัวอย่างแคลอรีแอบแฝง

อะโวคาโดครึ่งลูกให้ไขมันไปแล้วเกือบ 15 กรัม ในขณะที่ถั่วอัลมอนด์เพียงหนึ่งกำมือเล็กๆ ก็มีไขมันอีกราว 14 กรัม [4]

แค่นั้นเอง

แค่อาหารเพื่อสุขภาพสองอย่างนี้ คุณก็ได้รับไขมันไปเกือบครึ่งหนึ่งของโควต้าที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแล้ว มันค่อนข้างง่ายมากที่จะกินแคลอรีเกินโดยไม่รู้ตัวหากคุณเพลิดเพลินกับรสชาติความมันของอาหารเหล่านี้

วิธีปรับพฤติกรรมการกินไขมันอย่างชาญฉลาด

การควบคุมปริมาณแคลอรีเป็นหัวใจสำคัญ คุณควรทานแต่อิ่มและไม่ให้เกินพลังงานที่ร่างกายต้องใช้

หลายคนเชื่อว่าต้องตัดไขมันทิ้งให้หมดเพื่อลดน้ำหนัก แต่จากประสบการณ์ของฉัน ปริมาณไขมันดีที่ควรบริโภคต่อวัน การกินไขมันดีในปริมาณที่พอเหมาะต่างหากที่ช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้นและลดการกินจุกจิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพยายามกินแบบไร้ไขมันมักจะจบลงด้วยความหิวโหยและตบะแตกในที่สุด

ข้อควรระวัง: หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีหรือโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนปริมาณไขมันในมื้ออาหาร

สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นขยับร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินและรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญในระยะยาว

เปรียบเทียบแหล่งพลังงาน: ไขมันดี ไขมันเลว และคาร์โบไฮเดรต

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมเราถึงต้องระวังปริมาณไขมันดี เราลองมาดูการเปรียบเทียบระหว่างสารอาหารกลุ่มหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย

⭐ ไขมันดี (HDL-boosting fats)

  1. อยู่ท้องนานมาก ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด
  2. 9 กิโลแคลอรี
  3. ปลาแซลมอน อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่วและธัญพืช
  4. ให้แคลอรีสูงมาก ควรกินในปริมาณจำกัดและวัดสัดส่วนให้ชัดเจน

ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (ควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยง)

  1. มักมาคู่กับน้ำตาลหรือแป้งขัดขาว ทำให้กระตุ้นความอยากอาหารเพิ่มขึ้น
  2. 9 กิโลแคลอรี
  3. ของทอด เบเกอรี่ เนยเทียม เนื้อสัตว์ติดมันจำนวนมาก
  4. นอกจากทำให้อ้วนแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตัน

โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

  1. โปรตีนทำให้อิ่มนานที่สุด คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้พลังงานสม่ำเสมอ
  2. 4 กิโลแคลอรี
  3. อกไก่ เต้าหู้ ข้าวกล้อง มันเทศ ฟักทอง
  4. แม้พลังงานต่อกรัมจะน้อยกว่าไขมันเกินครึ่ง แต่ถ้ากินปริมาณมหาศาลก็สะสมเป็นไขมันได้
แม้ไขมันดีจะให้พลังงานเท่ากับไขมันเลว (9 กิโลแคลอรีต่อกรัม) แต่มันให้ประโยชน์ต่อเซลล์และฮอร์โมนต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกกินไขมันดีจึงถูกต้องแล้ว เพียงแต่คุณต้องจำกัดสัดส่วนให้เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละวันของคุณ

บทเรียนราคาแพงของพลอยจากการกินอะโวคาโด

พลอย พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ ต้องการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพ เธออ่านเจอว่าอะโวคาโดคือแหล่งไขมันดีชั้นยอด จึงเริ่มสั่งสลัดอะโวคาโดวันละ 2 ลูกมากินเป็นมื้อเที่ยงทุกวันแทนข้าวราดแกง

หลังจากทำมาได้เกือบหนึ่งเดือน น้ำหนักของเธอพุ่งขึ้น 4 กิโลกรัม พลอยรู้สึกหงุดหงิด สับสน และเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจ เธอเริ่มกินน้อยลงแต่ก็หิวจนมือสั่นระหว่างวันทำงาน

จุดเปลี่ยนคือตอนที่เธอเริ่มโหลดแอปพลิเคชันบันทึกแคลอรี เธอเพิ่งตระหนักว่าอะโวคาโด 2 ลูกนั้นให้พลังงานรวมกันเกือบ 600 กิโลแคลอรี มันคือการเพิ่มพลังงานเท่ากับก๋วยเตี๋ยวอีกหนึ่งชามเต็มๆ เข้าไปในระบบของเธอโดยที่เธอไม่ทันระวังตัว

พลอยปรับวิธีใหม่โดยลดเหลือแค่วันละครึ่งลูก และเพิ่มโปรตีนไร้มันเข้าไปแทน ภายใน 6 สัปดาห์ น้ำหนักเธอค่อยๆ ลดลง 3 กิโลกรัมอย่างต่อเนื่อง เธอได้เรียนรู้ว่าคำว่าดีต่อสุขภาพไม่ได้แปลว่ากินเท่าไหร่ก็ได้

สรุปประเด็นสำคัญ

แคลอรีคือสิ่งที่กำหนดน้ำหนักตัว

ไขมันทุกชนิดให้พลังงานสูง การกินไขมันดีมากเกินไปจะทำให้แคลอรีรวมต่อวันสูงเกินความจำเป็นและนำไปสู่ความอ้วนได้

ควบคุมปริมาณอย่างเคร่งครัด

จำกัดการบริโภคไขมันรวมไม่ให้เกิน 30% ของพลังงานต่อวัน (หรือราวๆ 65 กรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป) เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

ขยับร่างกายเพื่อเผาผลาญส่วนเกิน

การเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่พอ ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

กินไขมันดีมากเกินไปอ้วนไหม?

อ้วนได้แน่นอนครับ เพราะไขมันทุกชนิดให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม หากคุณรับพลังงานรวมตลอดวันมากกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ พลังงานส่วนเกินนั้นจะถูกนำไปสะสมเป็นไขมันตามร่างกาย แม้จะเป็นไขมันจากแหล่งที่มีประโยชน์ก็ตาม

หากคุณสนใจเกี่ยวกับเกณฑ์โภชนาการ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ในบุคคลทั่วไปควรมีระดับ HDL และ LDL อย่างไร

ปริมาณไขมันดีที่ควรบริโภคต่อวันคือเท่าไหร่?

เราควรจำกัดพลังงานจากไขมันให้อยู่ในกรอบร้อยละ 20-30 ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน หากคุณต้องการพลังงานวันละ 2000 กิโลแคลอรี นั่นแปลว่าไม่ควรทานไขมันรวมเกิน 65 กรัมต่อวันครับ

โทษของการกินไขมันดีเกินปริมาณมีอะไรบ้าง?

นอกจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแล้ว อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อยชั่วคราว เนื่องจากร่างกายต้องหลั่งน้ำดีปริมาณมากเพื่อมาย่อยไขมันเหล่านั้น

อ้างอิง

  • [1] Fao - ไขมันทุกชนิดให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม มากกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตถึงสองเท่าตัว
  • [3] Who - สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี จะเทียบเท่ากับปริมาณไขมันประมาณไม่เกิน 65 กรัมต่อวัน
  • [4] Fdc - อะโวคาโดครึ่งลูกให้ไขมันไปแล้วเกือบ 15 กรัม ในขณะที่ถั่วอัลมอนด์เพียงหนึ่งกำมือเล็กๆ ก็มีไขมันอีกราว 14 กรัม