ทำไมคนเราถึงนอนละเมอ

80 ครั้งเข้าชม
ทำไมคนเราถึงนอนละเมอ มีสาเหตุหลักจากพันธุกรรมและพัฒนาการของสมองที่ยังไม่สมบูรณ์. สถิติพบอาการนี้ในเด็กสูงถึง 17% ขณะที่ในผู้ใหญ่ลดลงเหลือเพียง 1-4% เท่านั้น. หากพ่อแม่ทั้งคู่มีประวัติ โอกาสที่ลูกจะนอนละเมอสูงขึ้นเป็น 60% ตามข้อมูลสถิติ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทำไมคนเราถึงนอนละเมอ? เจาะสถิติ 17% ในเด็กและปัจจัยพันธุกรรม

การทำความเข้าใจว่า ทำไมคนเราถึงนอนละเมอ ช่วยให้คุณเฝ้าระวังความเสี่ยงและดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวได้อย่างถูกต้อง. พฤติกรรมการนอนนี้มีความซับซ้อนและส่งผลต่อกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน. การเรียนรู้ปัจจัยกระตุ้นเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นขณะร่างกายไม่ได้สติ.

ทำไมคนเราถึงนอนละเมอ และมันเกิดอะไรขึ้นกับสมองของเรากันแน่

การนอนละเมอเกิดจากสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นที่เรียกว่าภาวะตื่นตัวบางส่วน (Partial Arousal) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงการนอนหลับลึกที่สุดหรือ Non-REM Stage 3 โดยสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ในขณะที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านเหตุผลและการรับรู้ยังคงหลับไหลอยู่ ทำให้เราแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว

อาการนี้พบได้บ่อยมากในเด็ก โดยมีสถิติพบว่าเด็กประมาณ 17% เคยมีประสบการณ์นอนละเมออย่างน้อยหนึ่งครั้ง เนื่องจากระบบประสาทและสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่สำหรับในผู้ใหญ่ อาการนี้จะลดน้อยลงเหลือเพียง 1-4% เท่านั้น [2] อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักทำผิดเมื่อเจอคนละเมอเดิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ผมจะมาเฉลยในหัวข้อเรื่องการดูแลความปลอดภัยด้านล่างครับ

ผมจำได้แม่นตอนที่เห็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยลุกขึ้นมาจัดกระเป๋าตอนตีสอง ทั้งที่เขายังหลับตาสนิท พฤติกรรมที่ดูเหมือนคนตื่นปกติแต่กลับไร้การตอบสนองแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน ความจริงก็คือมันไม่ใช่เรื่องของวิญญาณหรือการฝันไปไกล แต่มันคือความผิดปกติของวงจรการนอนหลับที่แก้ได้

สาเหตุหลักและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้คุณเดินในความฝัน

สาเหตุของการนอนละเมอนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างหนึ่งคือพันธุกรรม หากมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีประวัติเคยนอนละเมอ ลูกจะมีโอกาสละเมอสูงถึง 45% และหากทั้งพ่อและแม่ต่างก็เคยละเมอทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะได้รับมรดกทางพฤติกรรมนี้จะพุ่งสูงขึ้นเป็น 60% เลยทีเดียว [4]

ความเครียดและไลฟ์สไตล์ที่ขัดขวางการหลับลึก

นอกจากเรื่องยีนแล้ว สภาพจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน ความเครียดสะสมและความวิตกกังวลทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนให้สมองตื่นตัวง่ายกว่าปกติในช่วงที่ควรจะหลับสนิท เมื่อร่างกายเหนื่อยล้าเกินไป (Overtired) สมองจะพยายามชดเชยด้วยการหลับลึกที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เกิดความบกพร่องในจังหวะการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับได้

พูดกันตามตรง ผมเองก็เคยผ่านช่วงที่งานรุมเร้าจนนอนละเมอพูดออกมาเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ภรรยาผมเล่าว่าผมนั่งเถียงเรื่องโค้ดในโปรเจกต์นานกว่าสิบนาที ทั้งที่ตัวผมเองจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว นี่คือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าเรากำลังใช้งานสมองหนักเกินขอบเขตที่มันจะรับไหว

ปัจจัยเสริมอื่นๆ: จากแอลกอฮอล์ไปจนถึงโรคประจำตัว

แอลกอฮอล์มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวช่วยให้หลับสบาย แต่ในความจริงมันกลับทำให้โครงสร้างการนอนหลับปั่นป่วนอย่างหนัก การดื่มก่อนนอนจะไปกดระบบประสาทในช่วงแรกและทำให้เราตกจากช่วงหลับลึกได้ง่ายขึ้นในช่วงหลังของคืน นอกจากนี้ โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ยังมีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ โดยพบว่าประมาณ 10% ของผู้ที่นอนละเมอเดินมักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย[5] ซึ่งการขาดออกซิเจนชั่วคราวจะกระตุ้นให้สมองตื่นตัวขึ้นมาในสภาวะที่สับสน

ความแตกต่างระหว่างการนอนละเมอเดินและอาการละเมอประเภทอื่นๆ

การละเมอไม่ได้มีแค่การลุกขึ้นมาเดินเท่านั้น แต่ยังมีอาการที่แสดงออกมาในระดับที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่การพึมพำไปจนถึงการทำกิจกรรมที่ซับซ้อนอย่างการทำอาหารหรือขับรถ การแยกแยะประเภทจะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น

การเปรียบเทียบภาวะละเมอเดินและภาวะละเมอในช่วงหลับฝัน

หลายคนสับสนระหว่างการนอนละเมอเดินทั่วไป (Sleepwalking) กับความผิดปกติของพฤติกรรมในช่วงหลับฝัน (REM Sleep Behavior Disorder) ซึ่งทั้งสองอย่างมีกลไกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การนอนละเมอเดิน (Sleepwalking)

  • ลืมตาแต่ดูเหม่อลอย ทำกิจกรรมพื้นฐานที่เคยชิน เช่น เดิน หรือขยับเสื้อผ้า
  • เกิดในช่วงหลับลึก (Non-REM) มักเป็นช่วงครึ่งแรกของคืน
  • จำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยเมื่อตื่นขึ้นมา
  • พบมากในเด็กและวัยรุ่น

ภาวะละเมอช่วงหลับฝัน (RBD) - แนะนำให้พบแพทย์

  • เคลื่อนไหวรุนแรงตามความฝัน เช่น เตะ ต่อย หรือตะโกน
  • เกิดในช่วงหลับฝัน (REM) มักเป็นช่วงเช้ามืดหรือครึ่งหลังของคืน
  • มักจะจำความฝันที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวได้เลือนลาง
  • พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ อาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาท
การนอนละเมอเดินส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและมักหายได้เองเมื่อปัจจัยกระตุ้นลดลง แต่หากมีพฤติกรรมรุนแรงหรือเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (REM) ในวัยผู้ใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กการทำงานของสมองอย่างละเอียด

บทเรียนราคาแพงของคุณอนันต์: เมื่อความละเมอกลายเป็นเรื่องอันตราย

คุณอนันต์ พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ เริ่มนอนละเมอเดินหลังจากรับโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์ เขาคิดว่าแค่เหนื่อยปกติจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

คืนหนึ่งเขาละเมอลุกขึ้นมาเปิดประตูห้องพักชั้น 5 และพยายามจะเดินลงบันไดหนีไฟในสภาพที่หลับสนิท โชคดีที่เพื่อนข้างห้องกลับมาพอดีและช่วยประคองเขากลับห้องได้ทันเวลา

เขาตื่นมาด้วยความมึนงงและไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่นิติบุคคลเปิดให้ดู เขาตระหนักว่าการฝืนร่างกายและปล่อยให้ห้องนอนรกจนเดินสะดุดคือความประมาทครั้งใหญ่

หลังจากปรับเวลานอนให้ตรงกันทุกวันและลดแอลกอฮอล์ลง 100% อาการละเมอของเขาก็หายไปภายใน 2 เดือน พร้อมกับคุณภาพการนอนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจนเขากลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

หากคุณสงสัยเกี่ยวกับการรับมือเมื่อคนใกล้ตัวมีอาการละเมอ ลองอ่านเพิ่มเติมว่า คนละเมอพูดควรปลุกไหม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนครับ

กุศโลบายของคุณแพร: การจัดการความเครียดเพื่อหยุดเสียงละเมอ

คุณแพรเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งในเชียงใหม่ที่มีปัญหาละเมอพูดและลุกขึ้นมาจัดของตอนกลางคืนบ่อยครั้ง จนทำให้สามีไม่ได้นอนและตัวเธอเองก็ตื่นมาเพลียเหมือนไม่ได้พัก

เธอพยายามกินยานอนหลับช่วยแต่ผลกลับแย่ลง เพราะยาระงับประสาทบางตัวทำให้เธอยิ่งสับสนและละเมอหนักกว่าเดิม เธอเริ่มรู้สึกท้อแท้และกลัวการเข้านอน

เธอตัดสินใจเปลี่ยนวิธีเป็นการจัดสุขอนามัยการนอนใหม่ โดยเริ่มอาบน้ำอุ่นและงดเล่นโทรศัพท์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน พร้อมทั้งทำสมาธิสั้นๆ เพื่อระบายความเครียดออกไปก่อนปิดไฟ

ผลลัพธ์ที่ได้คือภายใน 3 สัปดาห์ อาการละเมอของเธอลดลงเกือบเป็นศูนย์ เธอพบว่าการทำจิตใจให้สงบก่อนนอนสำคัญกว่ายาขนานใดๆ ในโลก

เรียนรู้เพิ่มเติม

เราควรปลุกคนนอนละเมอเดินให้ตื่นทันทีเลยไหม

ไม่ควรปลุกด้วยการเขย่าตัวรุนแรงเพราะจะทำให้เขาตกใจและอาจตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการประคองไหล่เบาๆ และชี้นำทางให้เขากลับไปที่เตียงโดยไม่ต้องปลุกให้ตื่นเต็มตา

การนอนละเมอเป็นสัญญาณของโรคทางจิตเวชหรือเปล่า

ส่วนใหญ่ไม่ใช่ครับ การละเมอเป็นความผิดปกติของช่วงการหลับ (Sleep Disorder) ไม่ใช่โรคทางจิต แต่ความเครียดและความวิตกกังวลที่เป็นตัวกระตุ้นต่างหากที่ควรได้รับการดูแล

ลูกนอนละเมอทุกคืนเลย จะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการไหม

ในเด็กส่วนใหญ่อาการจะหายไปเองเมื่อโตขึ้นและไม่มีผลเสียต่อสมอง อย่างไรก็ตามหากน้องละเมอเดินจนเสี่ยงตกบันไดหรือออกนอกบ้าน ควรจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและปรึกษาแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น

สรุปบทความ

การนอนหลับลึกคือหัวใจสำคัญ

อาการละเมอเกิดในช่วง Non-REM Stage 3 ดังนั้นการรักษาตารางนอนให้สม่ำเสมอจะช่วยให้อาการลดลงได้

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สำหรับผู้ที่ละเมอเดิน ควรล็อกประตูหน้าต่างให้แน่นหนาและเก็บของที่อาจทำให้สะดุดล้มออกจากทางเดินในห้องนอน

สังเกตปัจจัยกระตุ้นส่วนตัว

การดื่มแอลกอฮอล์หรือการมีไข้สูงสามารถกระตุ้นการละเมอได้ถึง 2 เท่าในบางราย การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะช่วยป้องกันอาการได้ดีที่สุด

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการละเมอที่รุนแรง ก้าวร้าว หรือเสี่ยงต่ออันตรายต่อชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ (Sleep Specialist) เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [2] Aasm - สำหรับในผู้ใหญ่ อาการนี้จะลดน้อยลงเหลือเพียง 1-4% เท่านั้น
  • [4] Jamanetwork - หากทั้งพ่อและแม่ต่างก็เคยละเมอทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะได้รับมรดกทางพฤติกรรมนี้จะพุ่งสูงขึ้นเป็น 60% เลยทีเดียว
  • [5] Verywellhealth - พบว่าประมาณ 10% ของผู้ที่นอนละเมอเดินมักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย