โกรทฮอร์โมนหลั่งตอนกี่โมง

67 ครั้งเข้าชม
โกรทฮอร์โมนหลั่งตอนกี่โมง คือช่วงเวลา 22.00–02.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสูงสุด โดยต้องอยู่ในภาวะหลับลึกเท่านั้น. หากนอนหลังเที่ยงคืน ร่างกายจะพลาดโอกาสนี้ แม้นอนครบ 8 ชั่วโมง และหลังอายุ 30 ปี การผลิตลดลง 14% ทุก 10 ปี.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โกรทฮอร์โมนหลั่งตอนกี่โมง: ช่วงทอง 22.00–02.00 น.

โกรทฮอร์โมนหลั่งตอนกี่โมง เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะฮอร์โมนตัวนี้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมัน การนอนที่ไม่ตรงกับจังหวะธรรมชาติของร่างกายทำให้พลาดช่วงเวลาที่ฮอร์โมนหลั่งสูงสุด ส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว การทำความเข้าใจเรื่องเวลานอนช่วยให้คุณไม่เสียโอกาสทองนี้ไป

โกรทฮอร์โมนหลั่งตอนกี่โมง: ช่วงเวลาทองที่คุณอาจกำลังพลาดไปโดยไม่รู้ตัว

โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ถึง 02.00 น. ของวันถัดไป [1] โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือร่างกายต้องเข้าสู่สภาวะหลับลึก (Deep Sleep) เท่านั้น หากคุณเข้านอนตอนเที่ยงคืนแม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็อาจพลาดช่วงที่ฮอร์โมนหลั่งออกมาในระดับสูงสุดไปอย่างน่าเสียดาย

ในช่วงเวลาดังกล่าว ฮอร์โมนตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนทีมซ่อมแซมส่วนสึกหรอที่ทำงานได้ดีที่สุดในขณะที่เราหยุดพัก การหลั่งของมันไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอตลอดทั้งคืน แต่จะออกมาเป็นระลอก (Pulses) ซึ่งระลอกที่ใหญ่ที่สุดมักจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกหลังจากที่เราเริ่มหลับสนิทจริงๆ หากเราพลาดช่วงเวลานี้ไป ระบบฟื้นฟูร่างกายก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่

ตอนที่ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจริงจัง ผมเคยเชื่อว่าการนอนตอนตี 2 แล้วไปตื่นเอา 10 โมงเช้าก็น่าจะทดแทนกันได้ - ซึ่งผมคิดผิดถนัด ร่างกายของคนเรามีนาฬิกาชีวภาพที่สัมพันธ์กับแสงสว่างและความมืดอย่างเหนียวแน่น การฝืนธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทำไมการหลับลึกถึงสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงการนอน?

โกรทฮอร์โมนกว่า 70% ของปริมาณที่ร่างกายผลิตต่อวันจะถูกหลั่งออกมาในช่วงการนอนหลับ[2] โดยเฉพาะในช่วงที่เรียกว่า Slow-wave Sleep หรือการหลับลึกนั่นเอง หากวงจรการนอนถูกรบกวนด้วยเสียง แสง หรือความเครียด แม้เข็มนาฬิกาจะบอกว่าเป็นเวลา 5 ทุ่ม แต่ถ้าสมองยังไม่เข้าสู่โหมดพักผ่อนระดับลึก การหลั่งฮอร์โมนก็จะถูกจำกัดอย่างมาก

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นฮอร์โมนตัวหนึ่งมีอิทธิพลต่อร่างกายได้มหาศาลขนาดนี้ ตั้งแต่การสร้างกล้ามเนื้อไปจนถึงการเผาผลาญไขมันสะสม เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนลดลงประมาณ 14% ในทุกๆ 10 ปีหลังจากผ่านวัย 30 ปีไปแล้ว[3] นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรักษาคุณภาพการนอนในช่วงวัยทำงานจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย

มันคือกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าคุณจะตื่นมาด้วยความสดชื่นหรือความเหนื่อยล้า

3 ปัจจัยลับที่คอยขัดขวางโกรทฮอร์โมน แม้คุณจะนอนหัวค่ำ

หลายคนสงสัยว่าทำไมเข้านอน 4 ทุ่มตรงเป๊ะแต่ตื่นมายังรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่า ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

การบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตก่อนนอน

เมื่อคุณทานน้ำตาลหรืออาหารมื้อหนักก่อนนอน ร่างกายจะหลั่งอินซูลิน (Insulin) ออกมาเพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือด ปัญหาก็คืออินซูลินและโกรทฮอร์โมนเป็นเหมือนศัตรูที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ เมื่ออินซูลินพุ่งสูงขึ้น มันจะไป ยับยั้งการหลั่งของโกรทฮอร์โมนลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่น่าเสียดายมาก (และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักพลาดเพราะนิสัยชอบทานมื้อดึก) [4]

แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

แสงสีฟ้าจะไปยับยั้งการหลั่งของเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเตรียมร่างกายให้เข้าสู่การหลับลึก หากเมลาโทนินทำงานไม่ดี ร่างกายก็จะใช้เวลานานขึ้นในการเข้าสู่ช่วง Slow-wave Sleep ทำให้ ช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมนควรจะหลั่ง ถูกเบียดบังไปจนเหลือน้อย

ระดับความเครียดสะสม

คอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียด คือตัวร้ายอีกตัวที่ขัดขวางการนอนหลับลึก การอ่านอีเมลงานหรือดูข่าวเครียดๆ ก่อนนอนจะทำให้สมองตื่นตัวเกินกว่าจะพักผ่อนได้จริง

วิธีปรับพฤติกรรมเพื่อกระตุ้นโกรทฮอร์โมนให้หลั่งสูงสุด

นอกจากการปรับเวลานอนให้สอดคล้องกับช่วง 22.00 - 02.00 น. แล้ว คุณยังสามารถใช้เทคนิคอื่นเข้ามาช่วยได้เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายพร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. ทำ Intermittent Fasting (IF) ในช่วงมื้อเย็น: การเว้นระยะมื้ออาหารให้ห่างจากการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงจะช่วยลดระดับอินซูลินให้ต่ำลง เปิดโอกาสให้ โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาได้ง่ายขึ้น 2. ออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (HIIT): การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงในช่วงกลางวันช่วย กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยอาจช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนหลังออกกำลังกายได้ทันที 3. จัดห้องนอนให้มืดสนิทและเย็นสบาย: อุณหภูมิห้องที่เหมาะสม (ประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส) จะช่วยให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะหลับลึกได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน

ผมเคยลองปรับอุณหภูมิห้องจาก 25 องศาเซลเซียสลงมาที่ 22 องศาเซลเซียส พร้อมกับใช้ม่านกันแสง 100% ผลลัพธ์คือค่าการหลับลึกที่วัดจากสมาร์ทวอทช์ของผมเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในคืนเดียว (ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมันทำยากกว่าที่คิดเยอะเพราะความเคยชินเดิมๆ ของเรา)

แต่อย่าเพิ่งใจร้อนไป เพราะร่างกายต้องการเวลาปรับตัว

เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อโกรทฮอร์โมน

ปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมมีผลอย่างมากต่อระดับฮอร์โมนที่เราได้รับในแต่ละคืน นี่คือตารางเปรียบเทียบพฤติกรรมที่ควรทำและควรเลี่ยง

พฤติกรรมที่ช่วยกระตุ้น

  • ห้องมืดสนิทและอากาศเย็น ช่วยเพิ่มเมลาโทนินและการหลับลึก
  • งดอาหารมื้อหนัก 3-4 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ระดับอินซูลินต่ำ
  • อ่านหนังสือเล่มหรือนั่งสมาธิ เพื่อลดคอร์ติซอลและเตรียมสมองให้พร้อมพัก

พฤติกรรมที่ขัดขวาง

  • เปิดไฟนอนหรือแสงจากหน้าจอ รบกวนวงจรการหลับทำให้หลับไม่ลึก
  • ทานขนมหวานหรือแป้งขัดขาว ทำให้อินซูลินพุ่งสูงและหยุดการหลั่งฮอร์โมน
  • ทำงานหรือเล่นเกมที่มีความตื่นเต้นสูง ทำให้ฮอร์โมนความเครียดค้างอยู่ในระบบ
หัวใจสำคัญคือการลดสิ่งรบกวนก่อนนอนเพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ช่วงหลับลึกได้ทันเวลา 22.00 น. การจัดการมื้ออาหารมื้อสุดท้ายของวันคือสิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้เร็วที่สุด

กรณีศึกษา: คุณก้องกับการปรับเวลานอนเพื่อกู้ร่างพัง

คุณก้อง นักเขียนโปรแกรมวัย 34 ปีในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาเหนื่อยล้าเรื้อรังและอ้วนลงพุงทั้งที่ออกกำลังกายบ้าง เขาติดนิสัยปั่นงานจนถึงตี 1 และมักจะทานมาม่าเป็นมื้อดึกก่อนเข้านอนเสมอ

เขาเริ่มปรับตัวโดยการเข้านอนตอน 4 ทุ่มตามตำรา แต่ผลคือเขานอนไม่หลับและยังคงสั่งของว่างมาทานเพราะความหิวโหยในคืนแรกๆ เขาหงุดหงิดมากและเกือบจะเลิกทำตั้งแต่คืนที่สาม

หลังจากนั้นเขาเปลี่ยนแผนโดยการทานมื้อเย็นให้หนักขึ้นในช่วง 18.00 น. และเก็บมือถือไว้นอกห้องนอนตั้งแต่เวลา 21.00 น. เขาพบว่าการอาบน้ำอุ่นก่อนนอนช่วยให้เขารู้สึกง่วงได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ผ่านไป 4 สัปดาห์ คุณก้องพบว่าน้ำหนักลดลงไป 2 กิโลกรัมโดยไม่ต้องอดอาหารเพิ่ม และค่าพลังงานยามเช้าจากการประเมินด้วยแอปพลิเคชันนอนหลับเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 82% ภายในเดือนเดียว

ถาม & ตอบด่วน

ถ้านอนดึกแต่หลับลึก โกรทฮอร์โมนจะยังหลั่งไหม?

ยังหลั่งอยู่บ้างครับ แต่ปริมาณจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการนอนในช่วง 22.00 น. เนื่องจากนาฬิกาชีวภาพของร่างกายถูกออกแบบมาให้สัมพันธ์กับการหลับลึกในช่วงหัวค่ำมากกว่าช่วงใกล้เช้า

อาหารมื้อดึกขัดขวางฮอร์โมนได้จริงหรือ?

จริงแท้แน่นอนครับ โดยเฉพาะน้ำตาลและแป้งที่ทำให้อินซูลินพุ่งสูง ซึ่งอินซูลินจะเข้าไปกดการทำงานของโกรทฮอร์โมนโดยตรง แนะนำให้งดมื้อดึกอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน

อายุเยอะแล้ว การนอนเร็วจะยังช่วยเรื่องโกรทฮอร์โมนไหม?

ยังช่วยได้แน่นอนครับ แม้ปริมาณที่หลั่งจะลดลงตามวัย (เฉลี่ยลดลง 14% ต่อทศวรรษ) แต่การนอนที่มีคุณภาพจะช่วยรักษาระดับฮอร์โมนที่มีอยู่ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย

จดจำอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายคือ 22.00 ถึง 02.00 น.

ช่วงเวลานี้คือช่วงที่โกรทฮอร์โมนมีโอกาสหลั่งสูงสุด แต่ต้องเป็นการหลับที่สนิทและลึกจริงๆ เท่านั้น

งดน้ำตาลก่อนนอนคือทางลัด

การลดอินซูลินในช่วงกลางคืนช่วยเปิดทางให้โกรทฮอร์โมนทำงานได้ดีขึ้นกว่าการทานยามดึกถึง 50%

หากคุณสงสัยว่า การนอนหลับช่วงไหนดีที่สุด ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังปรับเวลานอนดูนะครับ
จัดระเบียบห้องนอนใหม่

ความมืดและอุณหภูมิที่เย็นสบายคือตัวช่วยชั้นยอดที่จะพาคุณไปถึงจุดหลับลึกได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยา

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนหรือการรับประทานอาหารหากคุณมีโรคประจำตัว

เอกสารต้นฉบับ

  • [1] Pmc - โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ถึง 02.00 น. ของวันถัดไป
  • [2] Pubmed - โกรทฮอร์โมนกว่า 75% ของปริมาณที่ร่างกายผลิตต่อวันจะถูกหลั่งออกมาในช่วงการนอนหลับ
  • [3] Ncbi - เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนลดลงประมาณ 14% ในทุกๆ 10 ปีหลังจากผ่านวัย 30 ปีไปแล้ว
  • [4] Pubmed - เมื่ออินซูลินพุ่งสูงขึ้น มันจะไปยับยั้งการหลั่งของโกรทฮอร์โมนลงอย่างน้อย 35-50%