ทำไมต้องให่เลือด

0 ครั้งเข้าชม
ทำไมต้องให้เลือด ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการส่วนประกอบที่มีอายุจำกัด เกล็ดเลือดมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 5 วันเท่านั้น เม็ดเลือดแดงเก็บรักษาได้นานถึง 35-42 วัน การบริหารจัดการคลังเลือดต้องมีความแม่นยำสูงตามความต้องการของผู้ป่วย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

[ทำไมต้องให้เลือด]: เกล็ดเลือด 5 วัน vs เม็ดเลือดแดง 42 วัน

ทำไมต้องให้เลือด เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากส่วนประกอบของเลือดมีระยะเวลาในการเก็บรักษาที่จำกัดแตกต่างกัน การขาดความแม่นยำในการจัดการคลังเลือดส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วยในแต่ละวัน การทำความเข้าใจข้อจำกัดด้านเวลาของส่วนประกอบเลือดช่วยให้เห็นความจำเป็นของการสำรองโลหิตให้เพียงพอ

ทำไมต้องให้เลือด: ความสำคัญของการถ่ายเลือดที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้

การให้เลือดเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการรักษาชีวิตมนุษย์ เนื่องจากเลือดเป็นเนื้อเยื่อเหลวที่ไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ด้วยสารสังเคราะห์ทางเคมี เมื่อผู้ป่วยตกอยู่ในสภาวะวิกฤต เช่น อุบัติเหตุรุนแรง การผ่าตัดใหญ่ หรือการตกเลือดหลังคลอด ร่างกายจะสูญเสียความสามารถในการส่งออกซิเจนไปยังอวัยวะสำคัญ การให้เลือดช่วยชีวิตอย่างไร จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนเมื่อร่างกายต้องการรักษาแรงดันเลือดและระบบการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานต่อไปได้

นอกเหนือจากกรณีฉุกเฉิน ทำไมผู้ป่วยต้องถ่ายเลือด ยังเป็นคำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ป่วยโรคเลือดเรื้อรังและมะเร็ง ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ได้เอง ในแต่ละปีมีผู้ป่วยจำนวนมหาศาลที่ต้องพึ่งพาการให้เลือดเพื่อประคับประคองอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต - โดยเฉพาะในกลุ่มโรคพันธุกรรมที่ต้องรับเลือดต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

3 เหตุผลหลักทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับเลือด

เหตุผลที่ต้องบริจาคเลือด และการตัดสินใจให้เลือดของแพทย์มักแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก ซึ่งแต่ละสถานการณ์มีความเร่งด่วนแตกต่างกันไป ดังนี้: การสูญเสียเลือดเฉียบพลัน: เกิดจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดที่ทำให้ระดับฮีโมโกลบินลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนร่างกายปรับตัวไม่ทัน การรักษาโรคเลือดและมะเร็ง: ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดมักมีเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เลือดออกง่ายและไม่หยุด แพทย์จึงต้องเติมเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โรคที่ต้องรับเลือดเป็นประจำ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติและแตกง่าย ทำให้เกิดภาวะซีดรุนแรงหากไม่ได้รับเลือดตามกำหนด

จากประสบการณ์ที่ผมเคยเห็นในห้องฉุกเฉิน หลายคนมักถามว่า ทำไมต้องให้เลือด และไม่ใช้น้ำเกลือแทน? คำตอบคือ น้ำเกลือช่วยได้เพียงแค่รักษาระดับปริมาตรของเหลวในหลอดเลือดเท่านั้น แต่น้ำเกลือไม่มี ฮีโมโกลบิน ที่ทำหน้าที่จับออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและหัวใจได้เหมือนเม็ดเลือดแดงจริง

ส่วนประกอบของเลือด: ให้สิ่งไหนเพื่อรักษาอะไร?

ปัจจุบันการให้เลือดไม่ได้ให้ เลือดรวม (Whole Blood) เสมอไป แต่ การใช้ส่วนประกอบของเลือดในการรักษา เป็นวิธีที่แพทย์จะเลือกให้เฉพาะส่วนประกอบที่ผู้ป่วยขาด ซึ่งช่วยให้เลือดบริจาค 1 ถุง สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถึง 3 ชีวิต การแยกส่วนประกอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดความเสี่ยงจากการได้รับส่วนเกินที่ร่างกายไม่ได้ต้องการ

การแยกส่วนประกอบนี้มี ประโยชน์ของการให้เลือด ที่สำคัญมาก เพราะเกล็ดเลือดมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 5 วันเท่านั้น ในขณะที่เม็ดเลือดแดงสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 35-42 วัน การบริหารจัดการคลังเลือดจึงต้องมีความแม่นยำสูงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละวัน

ตารางเปรียบเทียบส่วนประกอบของเลือด

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การรักษา สามารถอ่านต่อได้ที่ โรคอะไรบ้างที่ต้องให้เลือด

การใช้ส่วนประกอบของเลือดในการรักษา

เลือดบริจาคจะถูกนำไปแยกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อนำไปใช้รักษาอาการที่แตกต่างกันดังนี้

เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Packed Red Cells)

• 35-42 วัน ในอุณหภูมิ 2-6 องศาเซลเซียส

• ผู้ที่เสียเลือดมากจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือภาวะซีดรุนแรง

• ขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย

เกล็ดเลือด (Platelets)

• 5 วัน ในอุณหภูมิห้องพร้อมเขย่าเบาๆ ตลอดเวลา

• ผู้ป่วยไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือหลังรับเคมีบำบัด

• ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและปิดปากแผล

พลาสมา (Plasma)

• สูงสุด 1 ปี เมื่อเก็บในรูปแบบแช่แข็ง

• ผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวกรุนแรง หรือผู้ที่มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด

• ประกอบด้วยโปรตีนและปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

การให้เลือดแบบแยกส่วนประกอบช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจผู้ป่วย เพราะไม่ต้องรับปริมาตรของเหลวส่วนเกิน และช่วยให้ธนาคารเลือดสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ก้องกับบทเรียนเรื่องความล่าช้าของกรุ๊ปเลือดหายาก

ก้อง ชายวัย 35 ปีในกรุงเทพฯ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์จนต้องผ่าตัดด่วน แต่ปัญหาคือเขามีกรุ๊ปเลือดพิเศษ Rh Negative ซึ่งพบได้เพียง 0.3% ในประชากรไทย ทำให้โรงพยาบาลมีเลือดสำรองไม่เพียงพอในทันที

ในตอนแรก ครอบครัวพยายามประกาศหาทางโซเชียลมีเดีย แต่การตรวจสอบความปลอดภัยของเลือดใช้เวลานานหลายชั่วโมง ก้องเริ่มมีภาวะความดันตกและเกือบเข้าสู่สภาวะช็อกเนื่องจากร่างกายสูญเสียเลือดเกินขีดจำกัด

โชคดีที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติประสานงานส่งเลือดสำรองแช่แข็งมาได้ทันเวลา ก้องตระหนักว่าเลือดไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องมาจากความตั้งใจของผู้บริจาคที่เตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้าเท่านั้น

หลังการรักษา 2 สัปดาห์ ก้องฟื้นตัวได้เต็มที่ (ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ทดแทนได้ประมาณ 1% ต่อวัน) และปัจจุบันเขากลายเป็นอาสาสมัครรณรงค์ให้คนมาบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน

บทเรียนที่ได้เรียนรู้

เลือดไม่มีสิ่งทดแทน

เลือดเป็นอวัยวะเดียวที่ไม่สามารถผลิตซ้ำด้วยกระบวนการทางเคมีได้ การบริจาคจากมนุษย์สู่มนุษย์จึงเป็นหนทางเดียวในการรักษาชีวิต

ช่วยได้มากกว่า 3 ชีวิต

การบริจาค 1 ครั้งสามารถแยกส่วนประกอบเป็นเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา เพื่อช่วยผู้ป่วยที่มีอาการต่างกันได้ถึง 3 คน

ความสม่ำเสมอคือหัวใจ

เนื่องจากส่วนประกอบเลือดบางชนิดมีอายุสั้นเพียง 5 วัน การบริจาคเลือดจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือนเพื่อให้มีคลังเลือดเพียงพอตลอดเวลา

อภิปรายเพิ่มเติม

การรับเลือดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่?

ความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการรับเลือดในปัจจุบันต่ำมาก เนื่องจากเลือดทุกยูนิตต้องผ่านการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบีและซีด้วยเทคโนโลยี NAT[1] รวมถึงซิฟิลิส ที่มีความแม่นยำสูงก่อนนำไปใช้กับผู้ป่วย

ทำไมเราไม่ผลิตเลือดเทียมมาใช้แทนเลือดคน?

แม้จะมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังไม่มีสารสังเคราะห์ใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเหมือนเลือดมนุษย์ โดยเฉพาะการขนส่งออกซิเจนและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เลือดบริจาคจึงยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริง

ถ้ากรุ๊ปเลือดไม่ตรงกัน จะให้เลือดกันได้ไหม?

โดยปกติแพทย์จะให้เลือดกรุ๊ปเดียวกับผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัยสูงสุด แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีเลือดกรุ๊ปตรงกัน กรุ๊ป O (Rh Positive) สามารถให้แก่ผู้รับกรุ๊ปอื่นได้ในปริมาณที่จำกัดภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับเลือดหรือต้องการรับเลือด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องตามสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล

การอ้างอิง

  • [1] Thaibloodcentre - เลือดทุกยูนิตต้องผ่านการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงซิฟิลิส ด้วยเทคโนโลยี NAT