ทำไมป่วยถึงห้ามกินแตงโม

15 การดู
เพราะแตงโมมีน้ำตาลสูง ซึ่งเมื่อกินแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ภาวะร่างกายเป็นกรด (ภาวะคีโตนในเลือดสูง) แย่ลงในผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานและภาวะไตวาย
ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

แตงโม: ผลไม้ดับร้อนที่ต้องระวังเมื่อร่างกายอ่อนแอ

แตงโม ผลไม้สีแดงสดฉ่ำน้ำ เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงฤดูร้อน ด้วยรสชาติหวานเย็นชื่นใจช่วยคลายความร้อนได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังความสดชื่นนี้กลับแฝงไปด้วยอันตรายที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ คำถามที่พบบ่อยคือ ทำไมป่วยถึงห้ามกินแตงโม? คำตอบนั้นเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำตาลที่สูงในแตงโม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดและอาจทำให้ภาวะสุขภาพที่มีอยู่เดิมแย่ลงได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคไต

แตงโมประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมาก ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานแตงโมเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับคนทั่วไป ร่างกายสามารถจัดการกับระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานแตงโมอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จนร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ นำไปสู่อาการต่างๆ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย มองภาพไม่ชัด ในระยะยาวอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไต โรคตา และโรคระบบประสาท

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี การรับประทานแตงโมที่มีน้ำตาลสูงอาจทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตนในเลือดสูง หรือที่เรียกว่า ภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน (Diabetic Ketoacidosis: DKA) ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดอินซูลินหรือมีอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงต้องสลายไขมันมาใช้แทน ผลที่ได้คือ เกิดสารคีโตนในเลือดสูง ทำให้เลือดเป็นกรด ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้

สำหรับผู้ป่วยโรคไต การรับประทานแตงโมก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน ไตทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย รวมถึงการควบคุมสมดุลของแร่ธาตุต่างๆ ในผู้ป่วยโรคไต การทำงานของไตจะบกพร่อง ทำให้การขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายทำได้น้อยลง แตงโมมีโพแทสเซียมสูง การรับประทานแตงโมในปริมาณมากอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือแม้กระทั่งหัวใจหยุดเต้นได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะห้ามรับประทานแตงโมโดยเด็ดขาด การรับประทานแตงโมในปริมาณน้อยๆ อาจเป็นไปได้สำหรับผู้ป่วยบางราย แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดปริมาณที่เหมาะสม แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอหลังรับประทานแตงโม เพื่อให้แน่ใจว่าระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

สรุปได้ว่า แม้แตงโมจะเป็นผลไม้ที่ให้ความสดชื่น แต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคไต ดังนั้น การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนรับประทานแตงโม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี การเลือกทานผลไม้ชนิดอื่นที่มีน้ำตาลน้อยกว่า เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล หรือเบอร์รี่ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษาสุขภาพไตให้แข็งแรง