โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม

115 ครั้งเข้าชม
โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม เป็นคำถามที่พบได้จริงเนื่องจากมีสารไทรามีนที่กระตุ้นไมเกรนในผู้ป่วย 2-33% สารธีโอโบรมีนและคาเฟอีนมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวแบบตึงเครียดได้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าสารเหล่านี้ส่งผลต่อความไวของเส้นประสาทรอบหลอดเลือดโดยตรง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม? เจาะลึกสารกระตุ้นไมเกรน

การดื่ม โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม เป็นประเด็นที่ผู้รักสุขภาพควรระวังเนื่องจากสารประกอบตามธรรมชาติอาจส่งผลต่อระบบหลอดเลือด การทำความเข้าใจปฏิกิริยาของร่างกายต่อส่วนประกอบในเครื่องดื่มช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอาการเจ็บป่วยที่ไม่พึงประสงค์ได้ ศึกษาความเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้นเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม: ความจริงเบื้องหลังเครื่องดื่มแก้วโปรด

คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า โกโก้ ทําให้ปวดหัวไหม นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลและองค์ประกอบทางเคมีของตัวโกโก้เอง สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว โกโก้อาจเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ผ่อนคลายและลดความเครียดได้ดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สามารถเป็นตัวกระตุ้น (Trigger) อาการปวดหัวหรือไมเกรนในกลุ่มคนที่ไวต่อสารประกอบบางชนิดได้เช่นกัน การทำความเข้าใจว่าทำไมร่างกายของคุณถึงตอบสนองต่อโกโก้ในลักษณะนี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการสุขภาพและยังคงสนุกกับเครื่องดื่มแก้วนี้ได้โดยไม่เจ็บป่วย

อาการปวดหัวจากการดื่มโกโก้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวเสมอไป แต่มีความเชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ตั้งแต่สารกระตุ้นตามธรรมชาติที่พบในเมล็ดโกโก้ ไปจนถึงส่วนผสมปรุงแต่งอย่างน้ำตาลและนมที่มาพร้อมกับเครื่องดื่มสำเร็จรูป หากคุณเริ่มรู้สึกตึงๆ ที่ขมับหรือมีอาการปวดตุ้บๆ หลังจาก ดื่มโกโก้แล้วปวดหัว ไปเพียงไม่นาน นั่นอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ - แต่คือสัญญาณเตือนจากระบบหลอดเลือดและประสาทของคุณ

สารประกอบในโกโก้ที่เป็นตัวการกระตุ้นอาการปวดหัว

องค์ประกอบหลักที่ทำให้โกโก้มีเสน่ห์คือสารในกลุ่ม Methylxanthines ซึ่งประกอบด้วย คาเฟอีนในโกโก้ และธีโอโบรมีน (Theobromine) แม้ปริมาณคาเฟอีนในโกโก้จะน้อยกว่ากาแฟมาก โดยทั่วไปผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะจะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 12 มิลลิกรัม แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือธีโอโบรมีนที่มีปริมาณสูงถึง 200 มิลลิกรัมต่อถ้วย[2] สารทั้งสองชนิดนี้มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ สำหรับผู้ที่ไวต่อสารกระตุ้น การเปลี่ยนแปลงของขนาดหลอดเลือดในสมองอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่อาการปวดหัวแบบตึงเครียดได้

นอกจากนี้ยังมีสารที่ชื่อว่า ไทรามีน (Tyramine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในระหว่างกระบวนการหมักเมล็ดโกโก้ สารชนิดนี้มีชื่อเสียงในด้านการเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนตัวฉกาจ โดยผลการสำรวจพบว่า กินช็อกโกแลตแล้วปวดหัว ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นไมเกรนในผู้ป่วยบางส่วน (ประมาณ 2-33% ในหลายการศึกษา) ไทรามีนจะเข้าไปทำให้หลอดเลือดหดตัวและขยายตัวสลับกันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เส้นประสาทรอบหลอดเลือดไวต่อความรู้สึกมากขึ้นจนเกิดเป็นความเจ็บปวด [1]

ฟีนิลเอทิลามีนและปฏิกิริยาต่อสารเคมีในสมอง

โกโก้ยังมีสารฟีนิลเอทิลามีน (Phenylethylamine) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยให้สมองหลั่งโดปามีนและเอนดอร์ฟิน ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและเคลิบเคลิ้ม อย่างไรก็ตาม ในคนที่ร่างกายกำจัดสารนี้ได้ช้ากว่าปกติ สารฟีนิลเอทิลามีนที่ตกค้างจะไปกระตุ้นการหลั่งนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวและเกิดอาการปวดศีรษะแบบตุ้บๆ ได้ในที่สุด

สาเหตุที่คุณอาจนึกไม่ถึง: น้ำตาล นม และสารปรุงแต่ง

บ่อยครั้งที่อาการปวดหัวไม่ได้มาจากตัวโกโก้โดยตรง แต่มาจากส่วนผสมแฝง โดยเฉพาะในโกโก้ปรุงสำเร็จรูป (3-in-1) ที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก การได้รับน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วจะทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาปริมาณมากเพื่อดึงระดับน้ำตาลลง ซึ่งมักจะจบลงด้วยสภาวะน้ำตาลในเลือดตก (Sugar Crash) สภาวะนี้เองที่ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาและกระตุ้นให้อาการปวดหัวเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังการดื่ม

นอกจากน้ำตาลแล้ว การเลือกดื่มโกโก้สูตรหวานน้อยหรือสูตรไดเอทก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวหรือปวดหัวได้เช่นกัน หากร่างกายไวต่อสารทดแทนความหวานบางชนิด ความซับซ้อนของส่วนผสมต่างๆ ในเครื่องดื่มสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นครีมเทียม นมวัว หรือสารกันเสีย ล้วนเป็นปัจจัยแฝงที่อาจกระตุ้นให้เกิด อาการแพ้โกโก้ หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ทั้งสิ้น

ความแตกต่างระหว่างโกโก้และเครื่องดื่มอื่นๆ ต่ออาการปวดหัว

เมื่อเปรียบเทียบกับกาแฟ โกโก้มีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางในระดับที่นุ่มนวลกว่า แต่มีผลต่อระบบหลอดเลือดที่ยาวนานกว่าเนื่องจากธีโอโบรมีนมีระยะเวลาการสลายตัวในร่างกายนานกว่าคาเฟอีนเกือบเท่าตัว การศึกษา วิธีป้องกันปวดหัวจากโกโก้ และทำความเข้าใจปริมาณสารเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงต่ออาการปวดหัวได้แม่นยำขึ้น

เปรียบเทียบสารกระตุ้นอาการปวดหัวในเครื่องดื่มยอดนิยม

ปริมาณคาเฟอีนและสารประกอบอื่นๆ ส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของหลอดเลือดในสมอง นี่คือข้อมูลเปรียบเทียบต่อการดื่มหนึ่งหน่วยบริโภคทั่วไป

กาแฟคั่วบด (150 มล.)

- ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว

- การเสพติดคาเฟอีนและการถอนยาเมื่อไม่ได้ดื่ม

- ประมาณ 95-150 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าโกโก้หลายเท่า

ผงโกโก้แท้ (1 ช้อนโต๊ะ)

- ขยายหลอดเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอยู่นาน

- สารธีโอโบรมีนและไทรามีนที่กระตุ้นไมเกรน

- ประมาณ 12 มิลลิกรัม ถือว่าต่ำมาก

โกโก้สำเร็จรูป 3-in-1 (1 ซอง)

- ทำให้ระดับน้ำตาลแกว่งตัวจนเกิดอาการเวียนหัว

- น้ำตาลทรายปริมาณสูงและสารแต่งกลิ่น

- ประมาณ 5-8 มิลลิกรัม

หากคุณมีอาการปวดหัวแบบตุ้บๆ (Vascular headache) โกโก้แท้อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่ากาแฟเนื่องจากมีธีโอโบรมีนสูง แต่ถ้าอาการปวดเกิดจากคาเฟอีนฟีเวอร์ กาแฟจะเป็นตัวการที่รุนแรงกว่าชัดเจน

บทเรียนจากแก้วโปรดของ 'คุณก้อย' กราฟิกดีไซเนอร์ในกรุงเทพฯ

คุณก้อย วัย 28 ปี มักจะสั่งโกโก้เย็นรสเข้มข้นดื่มทุกบ่ายเพื่อให้ทำงานต่อได้ในช่วงลุ้นงานโปรเจกต์ใหญ่ แต่เธอมักพบว่าหลังดื่มไป 30 นาที จะเริ่มมีอาการปวดหัวข้างเดียวและตาพร่ามัวเล็กน้อย ซึ่งเธอกังวลว่าอาจจะเป็นอาการเครียดสะสม

เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำเปล่าตามเยอะๆ และกินยาพาราเซตามอลดักไว้ก่อนดื่ม แต่ผลลัพธ์กลับแย่ลง เพราะอาการปวดหัวรุนแรงขึ้นจนต้องปิดไฟนอนพักในห้องมืด กลายเป็นว่างานที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จกลับต้องค้างคาไปหลายวัน

หลังจากปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เธอจึงพบว่าอาการของเธอคือไมเกรนที่ถูกกระตุ้นโดยสารไทรามีนในโกโก้เข้มข้นที่เธอสั่งประจำ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาดื่มโกโก้ร้อนแบบไม่ใส่นมและน้ำตาล (Cacao Shot) ในปริมาณที่น้อยลงเหลือเพียงครึ่งแก้ว

ภายใน 2 สัปดาห์ คุณก้อยพบว่าอาการปวดหัวลดลงถึง 80% และเธอยังสามารถรับรสชาติโกโก้แท้ได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล ทำให้เธอเรียนรู้ว่า 'ปริมาณ' และ 'คุณภาพ' ของโกโก้สำคัญกว่าความเข้มข้นที่สะใจเพียงชั่วคราว

สรุปบทความ

สังเกตความไวของร่างกาย

หากดื่มแล้วปวดหัวภายใน 1-2 ชั่วโมง ให้สงสัยสารไทรามีนและธีโอโบรมีนเป็นหลัก ควรลดความเข้มข้นลง

เลือกโกโก้แท้ 70% ขึ้นไป

ดาร์กโกโก้หรือดาร์กช็อกโกแลตมีสารอาหารสูงกว่าและมีน้ำตาลน้อยกว่า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงอาการปวดหัวจากภาวะน้ำตาลตก

ปริมาณคือหัวใจสำคัญ

การดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวันถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ และช่วยลดการสะสมของสารกระตุ้นประสาท

เรียนรู้เพิ่มเติม

ทําไมดื่มโกโก้แล้วปวดหัวเวียนหัวเหมือนบ้านหมุน?

อาการเวียนหัวหลังดื่มโกโก้มักเกิดจากคาเฟอีนและธีโอโบรมีนไปกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจให้เร็วขึ้น หรืออาจเกิดจากสภาวะน้ำตาลในเลือดแกว่งตัวหากเป็นโกโก้ที่มีความหวานจัด แนะนำให้ลองดื่มน้ำเปล่าตามมากๆ เพื่อช่วยเจือจางและลดอาการข้างเคียง

คนเป็นไมเกรนดื่มโกโก้ได้ไหม?

ดื่มได้แต่ต้องสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด เพราะโกโก้มีสารไทรามีนที่เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนในคนประมาณ 22% แนะนำให้เริ่มจากปริมาณน้อยๆ และเลือกใช้ผงโกโก้แท้ 100% แทนแบบปรุงสำเร็จเพื่อหลีกเลี่ยงสารแต่งกลิ่นที่อาจทำให้ปวดหัวได้

ควรดื่มโกโก้ตอนไหนถึงจะไม่ปวดหัว?

หลีกเลี่ยงการดื่มโกโก้ตอนท้องว่าง เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมคาเฟอีนและน้ำตาลเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือหลังอาหารเช้าหรืออาหารกลางวันประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

หากคุณพบปัญหาหลังดื่มเครื่องดื่มถ้วยโปรด ลองพิจารณาสาเหตุว่า กินโกโก้แล้วเวียนหัวเกิดจากอะไร เพื่อการดูแลตัวเองที่ตรงจุดครับ

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการปวดหัวอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยแฝง หากคุณมีอาการปวดหัวรุนแรง เรื้อรัง หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น คลื่นไส้รุนแรงหรือการมองเห็นผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เอกสารสำหรับอ้างอิง

  • [1] Pmc - ประมาณ 22% ของผู้ป่วยไมเกรนระบุว่าช็อกโกแลตหรือโกโก้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาการกำเริบ
  • [2] Caffeineinformer - โดยทั่วไปผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะจะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 12 มิลลิกรัม แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือธีโอโบรมีนที่มีปริมาณสูงถึง 200 มิลลิกรัมต่อถ้วย