ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
1. วัจนภาษา คือการสื่อสารด้วยถ้อยคำทั้งการพูดและการเขียน 2. อวัจนภาษา คือการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น กิริยาท่าทาง น้ำเสียง และสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อแสดงความหมายที่ชัดเจนขึ้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมีกี่ประเภท อะไรบ้าง? แบ่งเป็น 2 ประเภท

การทำความเข้าใจว่า ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ช่วยให้การส่งสารมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการตีความได้ การศึกษาลักษณะเฉพาะของแต่ละรูปแบบช่วยพัฒนาทักษะการปฏิสัมพันธ์ในสังคมให้มีความเป็นมืออาชีพและชัดเจนยิ่งขึ้น เชิญสำรวจความแตกต่างที่สำคัญเพื่อการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบ

สรุปประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร: วัจนภาษาและอวัจนภาษา

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งเรียกว่า ประเภทของภาษาในการสื่อสาร ได้แก่ วัจนภาษา (Verbal Communication) ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำหรือตัวอักษร และอวัจนภาษา (Non-verbal Communication) ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านท่าทาง น้ำเสียง และสัญลักษณ์ต่างๆ โดยปกติแล้วมนุษย์ใช้ทั้งสองประเภทควบคู่กันเพื่อให้การสื่อสารสมบูรณ์ที่สุด

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษาทั้งสองประเภทนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และยังสะท้อนถึง ความสำคัญของภาษาในการสื่อสาร ในชีวิตประจำวัน เพราะในการสนทนาทั่วไป ข้อมูลที่ส่งผ่านถ้อยคำมักคิดเป็นเพียงสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการสื่อสารผ่านร่างกายและอารมณ์ ในความเป็นจริง การสื่อสารที่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำหรืออวัจนภาษาสามารถส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของผู้รับสารได้มากกว่าคำพูด โดยแบ่งเป็นน้ำเสียงและท่าทางหรือสีหน้า ในขณะที่ตัวถ้อยคำจริงๆ ส่งผลน้อยกว่า[1] ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการพูดเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องอาศัยการแสดงออกที่สอดคล้องกันด้วย

รายละเอียดเล็กน้อยที่เรียกว่า ปริภาษา (Paralanguage) เช่น น้ำเสียง มักซ่อนเจตนาที่แท้จริงของการสื่อสารไว้ หากใช้น้ำเสียงไม่สอดคล้องกับเจตนา อาจทำให้ผู้รับสารตีความคลาดเคลื่อนได้ แม้จะใช้ถ้อยคำหรือไวยากรณ์ที่ถูกต้องเพียงใดก็ตาม

วัจนภาษา: การสื่อสารผ่านถ้อยคำและตัวอักษร

วัจนภาษาคือภาษาที่ใช้คำพูดหรือตัวอักษรเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และความต้องการ โดยมีระบบสัญลักษณ์และไวยากรณ์ที่ตกลงร่วมกันในสังคมเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

ภาษาพูด (Oral Language)

ภาษาพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เก่าแก่และเป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษย์ ครอบคลุมตั้งแต่การสนทนาในชีวิตประจำวัน การปาฐกถา ไปจนถึงการประชุมผ่านวิดีโอออนไลน์ ข้อดีของภาษาพูดคือความรวดเร็วและการได้รับผลตอบรับทันที

ในการสื่อสารทางธุรกิจ ประสิทธิภาพของการพูดส่งผลต่อการปิดการขายอย่างชัดเจน โดยพบว่าพนักงานขายที่ได้รับการฝึกฝนทักษะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมสามารถเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกอย่างมีนัยสำคัญ[2] ทักษะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคำพูด แต่ขึ้นอยู่กับความแม่นยำและการเลือกใช้คำที่ตรงกับความต้องการของผู้ฟัง

ภาษาเขียน (Written Language)

ภาษาเขียนเป็นการบันทึกวัจนภาษาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามว่า ภาษาในการสื่อสารมีอะไรบ้าง เพราะการสื่อสารรูปแบบนี้ช่วยให้ข้อมูลสามารถส่งต่อข้ามเวลาและสถานที่ได้ เช่น อีเมล รายงาน หนังสือราชการ หรือข้อความบนโซเชียลมีเดีย ภาษาเขียนต้องการความละเอียดรอบคอบมากกว่าภาษาพูด เพราะไม่มีน้ำเสียงหรือท่าทางมาช่วยขยายความ

ปัจจุบันการสื่อสารผ่านตัวอักษรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานออฟฟิศในหนึ่งวันอาจต้องจัดการกับอีเมลและข้อความแชทประมาณ 120 ฉบับ[3] ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในภาษาเขียน เช่น การใช้คะ/ขา ผิดที่ หรือการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่ไม่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนโทนความหมายจากคำขอร้องเป็นคำสั่งได้ทันที ทำให้เกิดความตึงเครียดในที่ทำงานโดยไม่จำเป็น

อวัจนภาษา: สิ่งที่สื่อสารได้มากกว่าคำพูด

อวัจนภาษาคือการสื่อสารที่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำ และเป็นคำตอบสำคัญของคำถามว่า อวัจนภาษา หมายถึงอะไร โดยใช้สิ่งอื่นเป็นสื่อกลางแทน เช่น กิริยาท่าทาง สีหน้า ระยะห่าง หรือแม้แต่การใช้เวลา อวัจนภาษามักแสดงออกมาโดยสัญชาตญาณและควบคุมได้ยากกว่าคำพูด ทำให้คนส่วนใหญ่มักเชื่อถือสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน

อาการภาษาและเนตรภาษา (Kinesics and Oculesics)

การเคลื่อนไหวของร่างกายและดวงตาเป็นอวัจนภาษาที่ทรงพลังที่สุด การสบตา (Eye Contact) ที่เหมาะสมสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ทันที ในทางกลับกัน การหลบสายตาหรือการกอดอกอาจถูกตีความว่าเป็นความประหม่าหรือการปิดกั้น

ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ระบุว่า ในการสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครที่สบตาผู้สัมภาษณ์อย่างสม่ำเสมอและมีบุคลิกภาพที่ผ่อนคลายมีโอกาสได้รับการจ้างงานสูงกว่าผู้ที่ก้มหน้าอ่านแต่เอกสารอย่างมีนัยสำคัญ ร่างกายของเราสื่อสารตลอดเวลาแม้ในขณะที่เรานิ่งเงียบ ดังนั้นการฝึกควบคุมอาการภาษาจึงเป็นทักษะที่ผู้นำระดับสูงให้ความสำคัญอย่างมาก

ปริภาษา (Paralanguage): หัวใจของความรู้สึก

ปริภาษาคือองค์ประกอบของเสียงที่มาพร้อมกับคำพูด เช่น ระดับเสียง ความเร็ว ความดัง และจังหวะการหยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้คือตัวกำหนด อารมณ์ ของคำพูดนั้นๆ

จำที่ผมค้างไว้เรื่องความจริงใจได้ไหม? มีการทดสอบที่พบว่าเมื่อน้ำเสียงและคำพูดขัดแย้งกัน ผู้ฟังส่วนใหญ่จะเลือกเชื่อน้ำเสียงมากกว่า[4] เช่น หากมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร ด้วยน้ำเสียงประชดประชันหรือเสียงสูงผิดปกติ เราจะรู้ทันทีว่าเขากำลัง ไม่พอใจ น้ำเสียงสามารถเปิดเผยความเท็จได้เร็วกว่าถ้อยคำ เพราะการควบคุมเส้นเสียงเมื่อเกิดความเครียดจากการโกหกนั้นทำได้ยากกว่าการปั้นแต่งคำพูด

เทศภาษาและกาลภาษา (Proxemics and Chronemics)

เทศภาษาคือการใช้ ระยะห่าง ในการสื่อสาร เช่น การยืนใกล้เกินไปอาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกถูกคุกคาม ส่วนกาลภาษาคือการใช้ เวลา เช่น การไปสายอาจสื่อถึงความไม่เห็นความสำคัญ หรือการตอบแชททันทีอาจสื่อถึงความกระตือรือร้น

ในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ระยะห่างที่เหมาะสมอาจไม่เท่ากัน บางวัฒนธรรมต้องการระยะห่างส่วนตัวประมาณ 1.2-1.5 เมตร ในขณะที่บางวัฒนธรรมอาจรู้สึกผ่อนคลายแม้จะยืนห่างกันเพียงไม่กี่ฟุต การไม่เข้าใจเรื่องเทศภาษาอาจทำให้เกิดความอึดอัดใจในการเจรจาระหว่างประเทศได้ง่ายๆ

ความท้าทายของการสื่อสารในยุคดิจิทัล

เมื่อการสื่อสารย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ พรมแดนระหว่างวัจนภาษาและอวัจนภาษาเริ่มพร่ามัว เราพยายามนำอวัจนภาษาเข้ามาใส่ในตัวอักษรเพื่อลดความเข้าใจผิด ซึ่งถือเป็น ตัวอย่างอวัจนภาษาในการสื่อสาร ในยุคดิจิทัล เช่น การใช้อิโมจิเพื่อแทนสีหน้า หรือการใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อแทนน้ำเสียง

ทว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การสื่อสารแบบอักษรอย่างเดียว (Text-only) มักขาดข้อมูลเชิงอารมณ์ไปเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ความอคติทางลบในการส่งข้อความ (Digital Negativity Bias) ซึ่งผู้รับสารมักจะตีความข้อความที่เป็นกลางให้กลายเป็นข้อความเชิงลบมากกว่าปกติ ตัวอย่างเช่น คำว่า ได้ครับ หากไม่มีจุดหรืออิโมจิประกอบ ผู้รับอาจตีความว่าผู้ส่งกำลังรำคาญหรือตอบแบบส่งเดชได้

เชื่อเถอะครับว่าผมเจอปัญหานี้มาบ่อยมาก เคยมีครั้งหนึ่งผมตอบลูกน้องสั้นๆ ว่า โอเค เพราะยุ่งอยู่ ปรากฏว่าลูกน้องเครียดทั้งวันเพราะคิดว่าผมโกรธ ทั้งที่จริงๆ ผมแค่ไม่มีเวลาพิมพ์ หลังจากนั้นผมเรียนรู้ว่าในโลกดิจิทัล เราต้อง พิมพ์เกิน (Over-communicate) เพื่อชดเชยอวัจนภาษาที่หายไป

เปรียบเทียบวัจนภาษาและอวัจนภาษา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าภาษาแต่ละประเภทมีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร ตารางสรุปด้านล่างจะช่วยให้คุณเลือกใช้ภาษาได้เหมาะกับสถานการณ์

วัจนภาษา (Verbal)

- ปานกลาง ผู้คนมักสงสัยหากคำพูดสวยหรูแต่ท่าทางดูไม่เป็นธรรมชาติ

- ควบคุมได้ง่าย ผู้พูดสามารถคิดและคัดกรองคำพูดก่อนแสดงออกได้

- สูงมาก เหมาะสำหรับการถ่ายทอดข้อเท็จจริง ตัวเลข และคำสั่งที่ซับซ้อน

อวัจนภาษา (Non-verbal) ⭐

- สูงมาก ผู้คนมักเชื่อถือสิ่งที่เห็นจากการแสดงออกทางร่างกายมากกว่าคำพูด

- ยาก มักแสดงออกตามสัญชาตญาณหรือความรู้สึกที่แท้จริงในขณะนั้น

- ต่ำ มักมีการตีความที่กำกวมและขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรม

วัจนภาษาเก่งในเรื่องการส่ง ข้อมูล แต่อวัจนภาษาคือราชาแห่งการส่ง ความรู้สึก การสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดคือการทำให้ทั้งสองอย่างเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ความล้มเหลวของการสื่อสารในทีมของมานะ

มานะ หัวหน้าทีมไอทีในจังหวัดปทุมธานี ต้องบริหารทีมงานทางไกลผ่านกลุ่มแชทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เขาพบว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลงและเกิดความขัดแย้งในทีมบ่อยครั้ง ทั้งที่เขาพิมพ์สั่งงานอย่างละเอียดทุกวัน

มานะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มกฎเกณฑ์การเขียนรายงานให้เข้มงวดขึ้น แต่ผลกลับแย่ลง พนักงานเริ่มลาออกเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นหัวหน้าที่เผด็จการและเย็นชา มานะเริ่มเครียดจนนอนไม่หลับเพราะไม่เข้าใจว่าตนเองทำอะไรผิด

เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิธีสื่อสารจากการพิมพ์แชทเป็นการโทรศัพท์แบบเห็นหน้า (Video Call) สัปดาห์ละครั้งเพื่อเน้นการฟังเสียงและดูสีหน้าทีมงาน เขาตระหนักว่าถ้อยคำในแชทของเขาขาด ปริภาษา ที่จะสื่อถึงความห่วงใยและความเป็นกันเอง

หลังจากเปลี่ยนมาใช้การสื่อสารแบบผสมผสาน ความพึงพอใจในทีมเพิ่มขึ้น 45% ภายในหนึ่งเดือน และงานล่าช้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด มานะเรียนรู้ว่าในยุคดิจิทัล การไม่เห็นหน้ากันทำให้เราสูญเสียข้อมูลสำคัญไปเกือบครึ่ง

สิ่งที่สำคัญที่สุด

สัดส่วน 7-38-55 คือกฎเหล็ก

จำไว้ว่าคำพูดส่งผลเพียง 7% น้ำเสียง 38% และท่าทาง 55% การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพต้องเน้นความสอดคล้องของทั้งสามส่วน

ในโลกดิจิทัลต้องระวังความอคติเชิงลบ

การพิมพ์แชทเพียงอย่างเดียวมักถูกตีความในแง่ลบได้ง่าย ควรใช้คำขยายหรืออิโมจิที่เหมาะสมเพื่อชดเชยอวัจนภาษาที่หายไป

อวัจนภาษาโกหกได้ยากกว่า

หากต้องการประเมินความจริงใจ ให้สังเกตที่แววตาและน้ำเสียง มากกว่าฟังเพียงแค่สิ่งที่เขาพูดออกมา

คู่มือการอ่านเพิ่มเติม

ภาษาเขียนจัดเป็นวัจนภาษาหรืออวัจนภาษา

ภาษาเขียนจัดเป็น วัจนภาษา เพราะเป็นการใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรแทนคำพูดตามระบบไวยากรณ์ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบรองอย่าง การจัดหน้าหรือรูปเล่ม อาจจัดเป็นอวัจนภาษาที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือได้

ถ้าพูดไม่เก่งแต่อวัจนภาษาดี จะสื่อสารรู้เรื่องไหม

สื่อสารรู้เรื่องในเชิงอารมณ์และความรู้สึก แต่จะล้มเหลวในการส่งข้อมูลที่ซับซ้อน ทักษะการสื่อสารที่ดีที่สุดต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งสองอย่างควบคู่กัน ไม่สามารถพึ่งพาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้

น้ำเสียงสำคัญกว่าคำพูดจริงหรือไม่

จริงในแง่ของการสื่อความรู้สึก เพราะน้ำเสียงส่งผลต่อการตีความเจตนาถึง 38% ในขณะที่คำพูดส่งผลเพียง 7% หากน้ำเสียงและคำพูดขัดแย้งกัน คนส่วนใหญ่มักจะเลือกเชื่อน้ำเสียงมากกว่า

อยากเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการสื่อสารหรือไม่? ลองอ่านต่อที่ ประเภทของการสื่อสารมีกี่ประเภท

เอกสารต้นฉบับ

  • [1] Bigthink - การสื่อสารที่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำหรืออวัจนภาษาสามารถส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของผู้รับสารได้มากกว่าคำพูด โดยแบ่งเป็นน้ำเสียงและท่าทางหรือสีหน้า ในขณะที่ตัวถ้อยคำจริงๆ ส่งผลน้อยกว่า
  • [2] Eclatmax - พนักงานขายที่ได้รับการฝึกฝนทักษะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมสามารถเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกอย่างมีนัยสำคัญ
  • [3] Microsoft - โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานออฟฟิศในหนึ่งวันอาจต้องจัดการกับอีเมลและข้อความแชทประมาณ 120 ฉบับ
  • [4] M - มีการทดสอบที่พบว่าเมื่อน้ำเสียงและคำพูดขัดแย้งกัน ผู้ฟังส่วนใหญ่จะเลือกเชื่อน้ำเสียงมากกว่า