เป็นแผลแล้วหายช้าเกิดจากอะไร
เป็นแผลแล้วหายช้าเกิดจากอะไร: โรคเบาหวานและภาวะขาดสารอาหาร
เป็นแผลแล้วหายช้าเกิดจากอะไร คำถามที่ใครหลายคนสงสัยเมื่อพบว่าแผลของตนเองหรือคนใกล้ชิดไม่หายสักที ปัจจัยที่ส่งผลมีมากกว่าแค่โรคเบาหวาน แต่รวมถึงภาวะขาดสารอาหารที่หลายคนมองข้าม การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณดูแลแผลได้ถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อ่านต่อเพื่อรู้วิธีป้องกันและแก้ไข
ทำไมบางคนแผลหายเร็ว แต่บางคนรอนานเป็นเดือน?
อาการแผลหายช้าอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยและไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเบาหวานเสมอไป กระบวนการสมานแผลที่ปกติมักใช้เวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์สำหรับแผลขนาดเล็ก แต่หากแผลยังคงเปิดอยู่หรือไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นหลังจากผ่านไป 4 สัปดาห์ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับอุปสรรคบางอย่างที่ขัดขวางการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
ผมเคยเจอเคสหนึ่งที่เป็นแค่รอยถลอกจากการปั่นจักรยาน แต่นานเกือบเดือนแผลก็ยังไม่ปิดสนิท (Sound familiar?) หลายคนมักมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่ความจริงแล้วร่างกายเราทำงานเหมือนโรงงานซ่อมแซมที่มีขั้นตอนซับซ้อน ตั้งแต่การหยุดเลือดไปจนถึงการสร้างคอลลาเจน หากมีฟันเฟืองตัวไหนติดขัด ทั้งระบบก็จะหยุดชะงักลงทันที ปัญหาหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบมีส่วนเกี่ยวข้องกับ สาเหตุของแผลเรื้อรัง บริเวณขาและเท้าถึง 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ[1] การไหลเวียนโลหิตที่ติดขัดทำให้สารอาหารและเม็ดเลือดขาวเดินทางไปไม่ถึงจุดที่บาดเจ็บ ผลที่ตามมาคือแผลนิ่งสนิทและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ
โรคประจำตัว: ตัวการใหญ่ที่ทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ได้
สาเหตุอันดับหนึ่งที่คนมักนึกถึงเมื่อแผลหายช้าคือโรคเบาหวาน ซึ่งข้อสงสัยนี้มีน้ำหนักมากทีเดียว สถิติพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าประมาณ 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ในช่วงชีวิต ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง [2]
โรคเบาหวานและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
น้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปเปรียบเหมือนน้ำเชื่อมที่ทำให้ระบบต่างๆ หนืดและทำงานลำบาก มันทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย (Neuropathy) จนทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเกิดแผล และยังทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวจนเลือดไหลเวียนได้ยากขึ้น
ลองจินตนาการดูครับ ถ้าคุณเหยียบตะปูแล้วไม่รู้สึกเจ็บ คุณก็จะไม่ทำแผล แผลนั้นก็จะถูกกดทับและปนเปื้อนเชื้อโรคต่อไปเรื่อยๆ นี่คือฝันร้ายของผู้ป่วยเบาหวาน กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในแผลเรื้อรังมักใช้เวลานานกว่าปกติเนื่องจากเซลล์ผิวหนังทำงานผิดปกติจากสภาวะการอักเสบเรื้อรัง[3] นอกจากนี้ระดับน้ำตาลที่สูงยังเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย ทำให้ ลักษณะแผลติดเชื้อ และลุกลามเร็วกกว่าคนทั่วไปอย่างน่าตกใจ
ภาวะซีดและโรคหัวใจ
การที่แผลจะหายได้ ร่างกายต้องส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์อย่างต่อเนื่องผ่านเม็ดเลือดแดง หากคุณมีภาวะโลหิตจางหรือโรคหัวใจที่ทำให้แรงสูบฉีดเลือดลดลง แผลก็จะขาด พลังงาน ในการสมานตัว ปัญหานี้มักพบในผู้สูงอายุที่มักมีอาการมือเท้าเย็นร่วมด้วย
โภชนาการ: เมื่อร่างกายขาด อิฐ และ ปูน ในการสร้างเนื้อเยื่อ
หลายคนโฟกัสแต่การทายาภายนอกจนลืมไปว่าการสมานแผลต้องใช้สารอาหารจากภายใน การมีภาวะโภชนาการบกพร่อง โดยเฉพาะการขาดโปรตีนและวิตามินซี สามารถยืดระยะเวลาการหายของแผลออกไปได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ โปรตีนคือส่วนประกอบสำคัญของคอลลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวใหม่
เมื่อเกิดแผลขนาดใหญ่ ร่างกายอาจต้องการโปรตีนเพิ่มขึ้นถึง 250% จากระดับปกติเพื่อใช้ในการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ใหม่[5] ผมเคยคุยกับคนที่ลดน้ำหนักแบบสุดโต่งแล้วประสบอุบัติเหตุ แผลของเขาแทบไม่ขยับเลยจนกระทั่งเริ่มกลับมาทานไข่ต้มและเนื้อสัตว์ให้เพียงพอ สารอาหารอย่างสังกะสี (Zinc) และวิตามินเอก็สำคัญไม่แพ้กัน หากขาดสิ่งเหล่านี้ไป กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Proliferation) จะติดขัดเหมือนช่างก่อสร้างที่ไม่มีปูนซีเมนต์
พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมรอบแผล
บางครั้งสาเหตุก็มาจากสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว การสูบบุหรี่เป็นศัตรูตัวฉกาจของการสมานแผล นิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัวและลดปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดอย่างรุนแรง
เจ็บไหม? เจ็บสิครับ แต่ความเจ็บปวดจากการล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์โดยตรงบนเนื้อแดงก็เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่เจอกันบ่อย แอลกอฮอล์มีไว้ฆ่าเชื้อรอบๆ แผล แต่ถ้าคุณราดลงไปในแผล มันจะไปทำลายเซลล์ที่กำลังพยายามสร้างตัวใหม่ แผลที่ติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) มีโอกาสกลายเป็นแผลเรื้อรังสูงหากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด[6] การรักษาความสะอาดที่ถูกต้องและการลดแรงกดทับบริเวณแผลจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่ง
ตารางเปรียบเทียบ: แผลปกติ vs แผลเรื้อรัง
การแยกแยะระหว่างแผลที่หายตามปกติกับแผลที่เริ่มกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง จะช่วยให้คุณตัดสินใจเข้าพบแพทย์ได้ทันท่วงทีแผลปกติ (Normal Healing)
• ปกติ ผิวหนังรอบแผลอุ่นและมีสีธรรมชาติ
• ขอบแผลเรียบ มีสีชมพูหรือแดงอ่อนๆ แสดงถึงเนื้อเยื่อใหม่
• ลดลงตามลำดับหลังจากผ่านไป 2 - 3 วันแรก
• เริ่มเห็นการปิดของแผลภายใน 1 - 2 สัปดาห์
แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) ⭐
• มักมีปัญหา ผิวรอบแผลอาจจะเย็น ซีด หรือคล้ำผิดปกติ
• ขอบแผลหนา ซีด หรือมีเนื้อตายสีดำ/เหลืองปกคลุม
• คงอยู่ตลอดเวลาหรือเพิ่มมากขึ้น มีกลิ่นผิดปกติ
• แผลไม่ปิดสนิทหลังจากผ่านไป 4 สัปดาห์ขึ้นไป
แผลเรื้อรังมักมีจุดสังเกตสำคัญคือความหยุดนิ่งของบาดแผล หากคุณพบว่าแผลไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการบวมแดงลามออกไปกว้างขึ้น ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทันทีบทเรียนจากแผลเล็กๆ ของคุณวิชัย
คุณวิชัย พนักงานออฟฟิศวัย 55 ปีในกรุงเทพฯ พบแผลถลอกที่หลังเท้าจากการใส่รองเท้าคู่ใหม่ที่บีบเกินไป เขาคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาจึงแค่ล้างน้ำสะอาดและติดพลาสเตอร์ไว้ แต่ผ่านไป 3 สัปดาห์ แผลกลับลึกขึ้นและเริ่มมีหนองซึม
ความผิดพลาดแรกคือเขาซื้อยาแก้อักเสบมาทานเองและล้างแผลด้วยน้ำเกลือที่เปิดทิ้งไว้นานแล้ว ผลคือแผลอักเสบหนักกว่าเดิมจนเริ่มเดินกะเผลก ความกังวลทำให้เขาแทบไม่ได้นอนเพราะกลัวโดนตัดขาเนื่องจากเขารู้ตัวว่าน้ำตาลในเลือดสูง
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อเขาไปพบคลินิกเฉพาะทางและพบว่าเขามีอาการเท้าชาจากเบาหวานทำให้แผลถูกกดทับซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว เขาเปลี่ยนมาใช้โฟมปิดแผลแบบลดแรงกดและคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำ
หลังจากปรับวิธีล้างแผลและคุมอาหารอย่างจริงจัง แผลที่เคยนิ่งมานับเดือนก็เริ่มสมานตัวและปิดสนิทได้ใน 6 สัปดาห์ คุณวิชัยเรียนรู้ว่าแผลในผู้ป่วยเบาหวานไม่มีคำว่าเรื่องเล็ก
คำถามเสริม
เป็นแผลแล้วหายช้าเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานอย่างเดียวใช่ไหม?
ไม่ใช่เสมอไปครับ แม้เบาหวานจะเป็นสาเหตุหลัก แต่ภาวะขาดสารอาหาร โรคหลอดเลือดตีบ หรือแม้แต่การพักผ่อนไม่เพียงพอก็ส่งผลได้เช่นกัน หากคุณกังวล ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลและประวัติสุขภาพด้านอื่นร่วมด้วย
กินไข่ทำให้แผลหายช้าหรือเป็นแผลเป็นนูนจริงไหม?
นี่คือความเชื่อที่ผิดครับ ในทางตรงกันข้าม ไข่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์มักเกิดจากพันธุกรรมและลักษณะบาดแผล ไม่ใช่อาหาร การอดโปรตีนต่างหากที่จะทำให้แผลหายช้าลง
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์เรื่องแผลหายช้า?
หากแผลไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ มีอาการบวมแดงลามออกไป มีกลิ่นเหม็น หรือคุณมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่ารอจนแผลลุกลามเพราะการรักษาในระยะเริ่มต้นนั้นทำได้ง่ายและปลอดภัยกว่ามาก
การประเมินสุดท้าย
คุมระดับน้ำตาลให้คงที่น้ำตาลที่สูงเกินไปทำลายระบบซ่อมแซมร่างกาย การคุมอาหารและทานยาตามหมอสั่งคือพื้นฐานสำคัญที่สุด
ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติเพื่อสร้างผิวใหม่ ควรเน้นทานปลา ไข่ขาว และผักผลไม้สดที่มีวิตามินสูง
ห้ามล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์โดยตรงใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบแผลเท่านั้น ส่วนภายในแผลควรใช้น้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline) เพื่อถนอมเซลล์เนื้อเยื่อ
ลดแรงกดทับบริเวณบาดแผลแผลจะหายไม่ได้ถ้าถูกกดทับตลอดเวลา โดยเฉพาะแผลที่เท้าหรือก้นกบ ควรใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดหรือหมั่นเปลี่ยนท่าบ่อยๆ
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถทดแทนการคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาหรือการทานยา หากมีอาการรุนแรงหรือแผลลุกลามควรรีบพบแพทย์ทันที
การระบุแหล่งที่มา
- [1] Diabetesjournals - ปัญหาหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุของแผลเรื้อรังบริเวณขาและเท้าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ
- [2] Pmc - สถิติพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าประมาณ 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ในช่วงชีวิต ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
- [3] Ncbi - กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในแผลเรื้อรังอาจใช้เวลานานกว่าปกติ 3 ถึง 4 เท่าเนื่องจากเซลล์ผิวหนังทำงานผิดปกติจากสภาวะการอักเสบเรื้อรัง
- [5] Pmc - เมื่อเกิดแผลขนาดใหญ่ ร่างกายอาจต้องการโปรตีนเพิ่มขึ้นถึง 250% จากระดับปกติเพื่อใช้ในการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ใหม่
- [6] Pmc - แผลที่ติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) มีโอกาสกลายเป็นแผลเรื้อรังสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์หากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต