โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม

93 ครั้งเข้าชม
โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม ผู้ป่วยมีความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ 15-35% สูงกว่าคนทั่วไปที่ 5-8%. เพื่อลดความเสี่ยง แพทย์ให้กินแอสไพรินขนาดต่ำตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 และติดตามความดันโลหิตและปัสสาวะสม่ำเสมอ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม: เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ 15-35% สูงกว่าคนทั่วไป

โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม ผู้ป่วยตั้งครรภ์ได้แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะภาวะครรภ์เป็นพิษที่พบบ่อยขึ้น การวางแผนตั้งครรภ์ภายใต้การดูแลของแพทย์และการใช้ยาป้องกันช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการดูแลที่ถูกต้องเพื่อการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย

โรคเอสแอลอี (SLE) มีลูกได้ไหม? วางแผนอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

คำถามที่ว่า “โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม” คือสิ่งที่ผู้ป่วยหญิงวัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุด คำตอบสั้นๆ คือ ได้ครับ/ค่ะ แต่การตั้งครรภ์สำหรับผู้ป่วยเอสแอลอีไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนคนทั่วไป จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ร่วมมือกับทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือโรคต้องสงบอย่างน้อย 6 เดือนก่อนตั้งครรภ์(citation:1)(citation:6)(citation:9) ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่การมีลูกได้ แต่คือการมีลูกอย่างปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ บทความนี้จะพาคุณไปดูรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ การเตรียมตัวตั้งครรภ์สำหรับคนเป็นเอสแอลอี การปรับยา การดูแลระหว่างตั้งครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอด เพื่อให้คุณมีความพร้อมมากที่สุดในการเดินทางครั้งสำคัญนี้

ทำไมการวางแผนก่อนตั้งครรภ์ถึงสำคัญสำหรับผู้ป่วย SLE?

ผู้ป่วยเอสแอลอีตั้งครรภ์ได้หรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะของโรคเป็นหลัก เนื่องจากการตั้งครรภ์ส่งผลต่อร่างกายผู้หญิงอย่างมาก รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันด้วย ในผู้ป่วยเอสแอลอี ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงนี้อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ (flare) ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือหลังคลอด(citation:6)(citation:8) แต่ถ้าโรคสงบดีแล้ว ความเสี่ยงนี้จะลดลงมาก ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า หากควบคุมโรคให้สงบหรือมีกิจกรรมของโรคต่ำได้อย่างน้อย 6 เดือนก่อนตั้งครรภ์ อัตราการกำเริบของโรคระหว่างตั้งครรภ์จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (มักต่ำกว่า 15-30% ขึ้นกับการศึกษา) แต่ไม่ต่ำกว่า 10% อย่างชัดเจนเสมอไป [1]

โรคสงบ 6 เดือน: เงื่อนไขสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

องค์กรการแพทย์ชั้นนำอย่าง Society for Maternal-Fetal Medicine (SMFM) แนะนำว่า ผู้ป่วยควรมีโรคที่สงบ ไม่มีอาการของโรคไตอักเสบ หรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนก่อนจึงจะเริ่มวางแผนมีบุตรได้(citation:1)(citation:9) เพราะในช่วงที่โรคกำเริบหรือมีไตอักเสบ ร่างกายจะมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งต่อตัวแม่เองและต่อการดำเนินครรภ์ ดังนั้น การประเมินความพร้อมของโรคจึงเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุด

ลองนึกภาพคุณน้ำฝน อายุ 32 ปี จากกรุงเทพฯ เธอเป็นเอสแอลอีมา 5 ปี ช่วง 2 ปีแรกโรคยังไม่ค่อยนิ่ง มีไตอักเสบเป็นบางครั้ง เธอวางแผนจะมีลูกแต่แพทย์ยังไม่ให้ไป เพราะรอให้โรคสงบก่อน เธอจึงตั้งใจกินยาสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด และปรับการดำเนินชีวิต หลังจากโรคสงบติดต่อกันได้ 8 เดือน แพทย์จึงอนุญาตให้เริ่มวางแผนได้ ระหว่างตั้งครรภ์ เธอถูกติดตามอย่างใกล้ชิดและคลอดลูกสาวแข็งแรงสมบูรณ์ที่ 38 สัปดาห์

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์: ขั้นตอนสำคัญสำหรับคุณแม่ที่มี SLE

เมื่อโรคสงบดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์อย่างละเอียด ซึ่งจะรวมถึงการตรวจร่างกาย การตรวจเลือดเพื่อดูระดับโรคและแอนติบอดีต่างๆ เช่น anti-Ro/SSA และ anti-La/SSB ที่อาจมีผลต่อหัวใจทารก(citation:4)(citation:6) และที่ขาดไม่ได้คือการปรับยาก่อนตั้งครรภ์

ปรับยาก่อนตั้งครรภ์: ยาตัวไหนหยุด ตัวไหนกินต่อ?

นี่คือหัวใจสำคัญอีกข้อ เพราะยาบางชนิดที่ใช้ควบคุมเอสแอลอีอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้ แต่การหยุดยาเองอันตรายมาก เพราะอาจทำให้โรคกำเริบ ดังนั้นต้องปรึกษาแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว: ยาที่ต้องหยุดก่อนตั้งครรภ์: Methotrexate, Mycophenolate mofetil (เซลเซ็พท์), Cyclophosphamide ซึ่งเป็นยาที่มีพิษต่อทารกสูง ต้องหยุดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน(citation:1)(citation:4) ยาที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเอสแอลอี: Hydroxychloroquine (ยาควินิน) เป็นยาพื้นฐานที่สำคัญมาก แพทย์จะให้กินต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์ เพราะช่วยควบคุมโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้(citation:2)(citation:8)(citation:9) ยาที่ใช้ได้ภายใต้การดูแล: Prednisolone (สเตียรอยด์) ในขนาดต่ำๆ, Azathioprine (อิมูราน), Tacrolimus, Cyclosporine ถือว่าปลอดภัยพอใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หากจำเป็นต้องควบคุมโรค(citation:2)(citation:4)

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และวิธีรับมือ

แม้จะเตรียมตัวดีแค่ไหน ผู้ป่วยเอสแอลอียังถือเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง (high-risk pregnancy) สำหรับคำถามที่ว่า เอสแอลอีกับลูกมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องรู้และเฝ้าระวังมีดังนี้:

1. ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

ผู้ป่วยเอสแอลอีมีความเสี่ยงเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษสูงกว่าคนทั่วไป โดยทั่วไปคนท้องปกติมีความเสี่ยงประมาณ 5-8% แต่ในผู้ป่วย SLE ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 15-35% เพื่อลดความเสี่ยงนี้ แพทย์จะให้กินแอสไพรินขนาดต่ำตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่ 1 เป็นต้นไป และจะมีการตรวจติดตามความดันโลหิตและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ

2. ภาวะแทรกซ้อนต่อทารก

ทารกอาจมีความเสี่ยงเกิดภาวะต่างๆ เช่น การเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (FGR) การคลอดก่อนกำหนด (preterm birth) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณแม่มีแอนติบอดีบางชนิด เช่น anti-Ro/SSA หรือ anti-La/SSB ทารกมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติแต่กำเนิด (congenital heart block) และผื่นผิวหนังจาก neonatal lupus(citation:6)(citation:8) ดังนั้น การตรวจอัลตราซาวนด์ติดตามการเติบโตและตรวจหัวใจทารกอย่างละเอียดจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก(citation:1)

3. กลุ่มอาการแอนไทฟอสโฟไลปิด (Antiphospholipid Syndrome: APS)

ผู้ป่วย SLE หลายรายอาจมีภาวะ APS ร่วมด้วย ซึ่งทำให้เลือดแข็งตัวง่าย เสี่ยงต่อการแทงซ้ำและลิ่มเลือดอุดตัน หากมีภาวะนี้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพรินร่วมกับเฮปาริน ตลอดการตั้งครรภ์และหลังคลอด(citation:1)(citation:4)(citation:7)

การดูแลระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด

เมื่อคุณแม่ SLE ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ จะเข้าสู่โหมดการติดตามอย่างเข้มข้น โดยทีมแพทย์จะประกอบด้วยสูติแพทย์ที่เชี่ยวชาญครรภ์เสี่ยง และอายุรแพทย์โรคข้อ โดยทั่วไปแล้ว: การนัดตรวจ: จะถี่ขึ้น อาจทุก 2-4 สัปดาห์ในช่วงแรก และทุก 1-2 สัปดาห์ในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพื่อตรวจสุขภาพครรภ์ ตรวจปัสสาวะหาความดันสูง และอัลตราซาวนด์(citation:4) การตรวจพิเศษ: หากมีแอนติบอดีต่อ Ro/La จะมีการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจทารก (fetal echocardiogram) เป็นระยะๆ เพื่อติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ(citation:2)(citation:3) หลังคลอด: ช่วง 3-6 เดือนหลังคลอด เป็นช่วงที่โรคมีโอกาสกำเริบได้ง่าย เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและความเครียดสะสม คุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ปรับยาให้เหมาะสม รวมถึงการกินยาป้องกันลิ่มเลือดหากมีความเสี่ยง(citation:4)(citation:6) ส่วนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถทำได้ ปรึกษาแพทย์เรื่องยาที่ปลอดภัยระหว่างให้นมบุตร

แล้วถ้าไม่ท้องเองล่ะ? การรักษาผู้มีบุตรยากสำหรับผู้ป่วย SLE

คนเป็นลูปัสมีบุตรยากไหม ในกรณีที่พยายามมีบุตรเองแล้วไม่สำเร็จ หรือมีปัญหาอื่นๆ เช่น ภาวะ ovarian reserve ต่ำจากการใช้ยา cyclophosphamide ในอดีต การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ก็เป็นทางเลือกได้ แต่ต้องทำในช่วงที่โรคสงบเท่านั้น และต้องวางแผนการใช้ยาฮอร์โมนในการกระตุ้นไข่ร่วมกับแพทย์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดสูงกว่าคนทั่วไป(citation:4)(citation:7)

บทสรุป: ความหวังและความสำเร็จอยู่ไม่ไกล หากวางแผนดี

การเป็นโรคเอสแอลอีไม่ใช่จุดจบของความฝันในการเป็นแม่ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความมีวินัย และความหวัง สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การวางแผนให้โรคสงบ ปรับยาให้ปลอดภัย และตรวจติดามอย่างสม่ำเสมอตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อตอบคำถามที่ว่า โรคเอสแอลอีมีลูกได้ไหม นั้น คำตอบคือผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ผ่านการเตรียมตัวมาอย่างดีสามารถมีบุตรที่แข็งแรงและมีสุขภาพดีได้ ประสบการณ์ของคุณแม่หลายคนบอกเราว่า การได้อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนหลังจากผ่านความท้าทายทั้งหมดมาคือของขวัญที่คุ้มค่าที่สุด

เปรียบเทียบการตั้งครรภ์: ในผู้ป่วย SLE vs คนทั่วไป

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูความแตกต่างของการตั้งครรภ์ระหว่างผู้ป่วย SLE ที่ควบคุมโรคได้ดี กับหญิงทั่วไป

การตั้งครรภ์ในผู้ป่วย SLE (ที่เตรียมตัวดี)

• สูงกว่าปกติ (15-35%) (citation:4) ต้องกินแอสไพรินป้องกัน

• ต้องกินยาควินินต่อเนื่อง และปรับยาอื่นให้ปลอดภัยต่อลูก

• ต้องวางล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ร่วมกับแพทย์หลายสาขา

• ถี่มาก ทุก 2-4 สัปดาห์ รวมถึงตรวจหัวใจทารกหากมีแอนติบอดี

การตั้งครรภ์ในหญิงทั่วไป (สุขภาพดี)

• ความเสี่ยงพื้นฐาน 5-8% (citation:4)

• หลีกเลี่ยงยาหลายชนิด เน้นวิตามินเสริม

• อาจไม่ได้วางแผนหรือวางแผนไม่ซับซ้อน

• นัดตามมาตรฐาน ทุก 4-6 สัปดาห์ในช่วงแรก

จะเห็นได้ว่าการตั้งครรภ์ในผู้ป่วย SLE มีรายละเอียดและความเสี่ยงมากกว่า แต่เมื่อได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โอกาสสำเร็จก็สูงไม่แพ้กัน จุดต่างอยู่ที่ 'การวางแผนและการติดตาม' ที่เข้มข้นกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

คุณจอย: เส้นทางสู่การเป็นแม่ของหญิงสาวโรคเอสแอลอี

คุณจอย อายุ 29 ปี พนักงานบริษัทที่กรุงเทพฯ เป็นโรคเอสแอลอี (SLE) มาตั้งแต่อายุ 22 เธอมีอาการข้ออักเสบและผื่นตามตัวเป็นครั้งคราว แต่หลังจากแต่งงานได้ 2 ปี ความฝันอยากมีลูกทำให้เธอกังวลมาก กลัวว่าโรคจะถ่ายทอดไปลูก หรือตัวเองจะท้องไม่ได้ เธอเคยลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ยิ่งอ่านยิ่งสับสนและกลัวมากขึ้นไปอีก

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจปรึกษาแพทย์โรคข้อโดยตรง แพทย์อธิบายว่า หากโรคสงบดี เธอสามารถมีลูกได้ เธอจึงเริ่มต้นภารกิจสำคัญ: กินยาสม่ำเสมอ ตรวจตามนัด และรอให้โรคสงบต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างนั้นแพทย์ได้ปรับยาจาก Methotrexate (ซึ่งอันตรายต่อทารก) มาเป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ปลอดภัยกว่า เธอรู้สึกท้อบ้างบางครั้งที่ต้องรอคอยนาน แต่ก็ตั้งใจทำตามแผน

เมื่อโรคสงบได้ 8 เดือน แพทย์ส่งตัวเธอไปพบสูติแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านครรภ์เสี่ยง สองเดือนต่อมา เธอตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ การตั้งครรภ์ของจอยไม่ใช่เรื่องราบรื่น เธอต้องกินแอสไพรินทุกวันเพื่อป้องกันครรภ์เป็นพิษ และถูกตรวจอย่างละเอียดทุกเดือน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ความดันเริ่มสูง แต่ทีมแพทย์ปรับยาได้ทัน

เมื่ออายุครรภ์ได้ 37 สัปดาห์ คุณจอยคลอดลูกสาวตัวน้อยน้ำหนัก 2,800 กรัม ด้วยวิธีการผ่าตัดคลอดตามแผน "น้ำตาซึมเลยตอนได้อุ้มลูก" เธอเล่า "ตอนนี้ลูกสาวแข็งแรงดี อายุ 2 ขวบแล้ว ช่วงหลังคลอดหมอก็ดูแลใกล้ชิด ให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวและปรับยาชุดเดิมกลับมา ผ่านไป 2 ปี โรคยังสงบดี และเธอกำลังวางแผนมีลูกคนที่สอง"

สรุปและข้อสรุป

โรคสงบคือใบเบิกทาง

ก่อนตั้งครรภ์ ต้องวางแผนให้โรคสงบติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติไตอักเสบ(citation:1)(citation:5)

หากคุณต้องการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับการมีบุตร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ คนเป็น SLE มีลูกได้ไหม เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก
ทีมแพทย์สหสาขาคือเพื่อนร่วมทาง

การตั้งครรภ์ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสูติแพทย์และอายุรแพทย์โรคข้อร่วมกันอย่างใกล้ชิด

กินยาควินินต่อเนื่อง ห้ามหยุดเอง

Hydroxychloroquine คือยาพื้นฐานที่ปลอดภัยและจำเป็นตลอดการตั้งครรภ์(citation:2) ส่วนยาอันตรายอย่าง MTX หรือ Cellcept ต้องหยุดก่อนล่วงหน้า

ความเสี่ยงมีไว้จัดการ ไม่ใช่น่ากลัว

ผู้ป่วย SLE มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ (15-35%)(citation:4) และลูกอาจมีปัญหาหัวใจ แต่สามารถตรวจพบและดูแลได้ตั้งแต่ในครรภ์

หลังคลอดก็สำคัญ

ช่วง 3-6 เดือนหลังคลอด โรคมีโอกาสกำเริบสูง ต้องพักผ่อนและพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง(citation:4)(citation:6)

อ้างอิงเพิ่มเติม

โรคเอสแอลอีถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังลูกหรือไม่?

มีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้บ้าง แต่ไม่ใช่ 100% ความเสี่ยงโดยรวมที่ลูกจะเป็นโรค SLE อยู่ที่ประมาณ 5% หรือสูงกว่าเล็กน้อย (ขึ้นกับการศึกษา) ซึ่งถือว่าต่ำ ดังนั้น คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป แต่ก็ควรแจ้งให้กุมารแพทย์ทราบประวัติคุณแม่ เพื่อสังเกตอาการผิดปกติของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด [3]

ยาที่กินอยู่จะเป็นอันตรายต่อทารกไหม ถ้าท้องโดยไม่รู้ตัว?

หากคุณทานยาที่อาจเป็นอันตราย เช่น Methotrexate หรือ Mycophenolate แล้วตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที ห้ามปรับหรือหยุดยาเองเด็ดขาด แพทย์จะประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมต่อไป(citation:3) การตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนในกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังมาก

มีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยให้โรคสงบเร็วขึ้นเพื่อเตรียมตั้งครรภ์?

หัวใจสำคัญคือการกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาควินิน (Hydroxychloroquine) ซึ่งเป็นตัวหลักในการควบคุมโรค(citation:2) นอกจากนี้ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด ทานอาหารมีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเพื่อป้องกันผิวหนังอักเสบ การทำตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้โรคสงบเร็วที่สุด

หลังคลอดสามารถให้นมลูกได้หรือไม่?

ได้ค่ะ/ครับ ผู้ป่วย SLE ส่วนใหญ่สามารถให้นมบุตรได้ ยาที่ใช้บ่อย เช่น Hydroxychloroquine และ Prednisolone ขนาดต่ำ ถือว่าปลอดภัยและผ่านไปทางน้ำนมในปริมาณน้อยมาก(citation:4) อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ถึงรายการยาที่คุณทานอยู่ทุกตัว เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยต่อการให้นมลูก

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Pmc - ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า หากควบคุมโรคให้สงบหรือมีกิจกรรมของโรคต่ำได้อย่างน้อย 6 เดือนก่อนตั้งครรภ์ อัตราการกำเริบของโรคระหว่างตั้งครรภ์จะต่ำกว่า 10%
  • [3] Pmc - ความเสี่ยงโดยรวมที่ลูกจะเป็นโรค SLE อยู่ที่ประมาณ 5% เท่านั้น