พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ

0 ครั้งเข้าชม
พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ คือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบและเพิกเฉยต่อหน้าที่ รวมถึงผู้ที่แสดงทัศนคติเชิงลบซึ่งทำลายบรรยากาศและความสัมพันธ์ภายในทีมงาน พฤติกรรมที่เป็นพิษส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าความผิดพลาดจากการทำงาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ? ขาดความรับผิดชอบและทัศนคติลบ

การระบุ พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ เป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาวัฒนธรรมองค์กรและเพิ่มผลผลิตของทีมงานอย่างยั่งยืน. พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความขัดแย้งและขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจ. การทำความเข้าใจลักษณะนิสัยที่เป็นอุปสรรคช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพยากรและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานเชิงบวกให้แก่บุคลากรทุกคน.

พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ: สัญญาณเตือนที่อาจทำให้คุณหมดอนาคตในการทำงาน

พนักงานที่องค์กรไม่ต้องการ มักมีพฤติกรรมที่บั่นทอนประสิทธิภาพของทีมและวัฒนธรรมองค์กร เช่น การขาดความรับผิดชอบ การมีทัศนคติลบ (Toxic Attitude) การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และการขาดความซื่อสัตย์ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ต่องานที่ทำอยู่เท่านั้น - แต่ยังเป็นตัวถ่วงที่ทำให้คนรอบข้างเหนื่อยหน่ายและสูญเสียกำลังใจในการทำงาน ซึ่งการเข้าใจว่าสิ่งใดคือ ข้อห้าม ในโลกการทำงานมืออาชีพเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณปรับตัวและรักษาเส้นทางอาชีพให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

คำถามนี้อาจดูเหมือนมีคำตอบที่ชัดเจน แต่ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะบางครั้งพฤติกรรมที่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติส่วนตัว กลับกลายเป็นรอยร้าวใหญ่ในระบบการทำงานได้เสมอ สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่าง ทักษะที่ยังไม่เก่ง ซึ่งพัฒนาได้ กับ ทัศนคติที่เป็นพิษ ซึ่งแก้ยากกว่าหลายเท่า

1. พนักงานที่ขาดความรับผิดชอบและทิ้งภาระให้เพื่อนร่วมทีม

หัวใจสำคัญขององค์กรทุกแห่งคือความไว้วางใจ ซึ่ง พนักงานที่ไม่มีความรับผิดชอบ คือตัวการหลักที่ทำลายความไว้วางใจนั้นลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมนี้แสดงออกผ่านการส่งงานล่าช้า การทำงานผิดพลาดซ้ำซากโดยไม่แก้ไข หรือการโยนความผิดให้คนอื่นเมื่อเกิดปัญหา พนักงานกลุ่มนี้มักมองว่าหน้าที่ของตนเองมีขอบเขตจำกัดและไม่สนใจว่าความล่าช้าของตนจะส่งผลกระทบต่อแผนงานโดยรวมของบริษัทอย่างไร

การจ้างพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือขาดความรับผิดชอบมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก โดยเฉลี่ยแล้วต้นทุนความเสียหายจากการจ้างงานที่ผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในปีแรกของพนักงานคนนั้น ตัวเลขนี้ครอบคลุมทั้งค่าเสียเวลาในการรับสมัคร การฝึกอบรม และที่สำคัญที่สุดคือโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ในขณะที่พนักงานที่เก่งสามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 800 เปอร์เซ็นต์ในตำแหน่งที่มีความซับซ้อนสูง[2] การมีคนที่ไม่รับผิดชอบอยู่ในทีมจึงไม่ต่างจากการแบกน้ำหนักที่ดึงทุกคนให้ช้าลง

ผมเคยเห็นเคสหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่พนักงานคนหนึ่งเก่งมาก - แต่ชอบหายตัวไปในวันที่มีกำหนดส่งงานสำคัญ ครั้งแรกๆ เพื่อนร่วมทีมพยายามช่วยเหลือเพราะเห็นว่าเขาทำงานดี แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ทีมเริ่มแตกแยก ความกดดันพุ่งสูงขึ้นจนพนักงานที่มีผลงานดีที่สุดในทีมตัดสินใจลาออกเพราะทนแบกภาระไม่ไหว นี่คือจุดที่องค์กรตระหนักว่า ความเก่ง ชดเชย ความไม่รับผิดชอบ ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

2. ทัศนคติที่เป็นพิษ (Toxic Attitude) และการสร้างความขัดแย้ง

ทัศนคติลบคือไวรัสที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุดในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นการชอบนินทาว่าร้าย การบ่นทุกเรื่องโดยไม่มีทางออก หรือการดูถูกไอเดียของผู้อื่น พนักงาน Toxic คืออะไร นั้นสังเกตได้จากการที่คนเหล่านั้นทำให้บรรยากาศในการทำงานตึงเครียดและลดทอนความสร้างสรรค์ของทีม องค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Soft Skills และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันพอๆ กับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

ข้อมูลระบุว่าทีมที่มีสมาชิกที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) จะมีความเสี่ยงที่สมาชิกคนอื่นในทีมจะลาออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก[3] นอกจากนี้ พนักงานที่ต้องทำงานภายใต้บรรยากาศที่แย่มักจะมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และมากกว่า 38 เปอร์เซ็นต์เลือกที่จะลดคุณภาพงานของตนเองลงโดยเจตนาเพื่อเลี่ยงการปะทะ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้องค์กรสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดายเนื่องจาก ผลกระทบของพนักงานทัศนคติลบต่อทีม นั้นรุนแรงกว่าที่คิด

ตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมเคยมีเพื่อนร่วมงานที่เก่งระดับอัจฉริยะแต่ชอบพูดจาถากถางทุกคนในที่ประชุม ทุกครั้งที่เขาพูด บรรยากาศจะเงียบกริบ ไอเดียใหม่ๆ ถูกพับเก็บไปเพราะทุกคนกลัวโดนวิจารณ์ กว่าผู้บริหารจะตัดสินใจจัดการปัญหา พนักงานรุ่นใหม่ที่ไฟแรงก็ย้ายหนีไปหมดแล้ว บทเรียนสำคัญคือ: ความรู้ (Hard Skills) อาจทำให้คุณได้งาน แต่ทัศนคติ (Soft Skills) ต่างหากที่จะทำให้คุณรักษาตำแหน่งงานนั้นไว้ได้

3. การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและหยุดนิ่งอยู่กับที่

ในโลกการทำงานยุค 2026 ที่ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ต้องการ มากที่สุดคือกลุ่มที่ยึดติดกับประโยคที่ว่า เราก็ทำแบบนี้มาตลอด การไม่เปิดใจเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรือการปฏิเสธที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น ทำให้องค์กรเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่น (Adaptability) จึงกลายเป็นทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุดอันดับต้นๆ

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลกว่า 92 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าทักษะทางสังคมและความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญเท่ากับ หรือมากกว่าทักษะทางวิชาชีพเฉพาะทางเสียอีก ซึ่ง วิธีปรับปรุงตัวเองให้เป็นพนักงานที่บริษัทต้องการ คือการหมั่น Up-skill หรือ Re-skill ตัวเองอยู่เสมอ หากพนักงานไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่โลกอนาคต

นึกถึงตอนที่เครื่องมือ AI เริ่มเข้ามาช่วยเขียนโปรแกรมใหม่ๆ มีโปรแกรมเมอร์กลุ่มหนึ่งปฏิเสธที่จะใช้มันเพราะคิดว่า ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว ผลที่ตามมาคือพวกเขาทำงานช้ากว่าเพื่อนร่วมทีมที่ใช้ AI ช่วยถึง 2 เท่าในขณะที่คุณภาพงานเท่ากัน สุดท้ายเมื่อต้องมีการลดขนาดทีม คนที่ ปรับตัวไม่ได้ มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเดินออกไป ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะเขาไม่สามารถพาองค์กรเดินหน้าไปได้ในจังหวะที่เร็วพอ

4. การขาดความซื่อสัตย์และพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรม

ความเก่งพัฒนาได้ แต่ความซื่อสัตย์สอนกันไม่ได้ พนักงานที่ขาดความโปร่งใส ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยอย่างการเบิกค่าใช้จ่ายเกินจริง การนำทรัพยากรบริษัทไปใช้ส่วนตัว หรือเรื่องใหญ่อย่างการทุจริตและการเปิดเผยข้อมูลความลับ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีองค์กรไหนยอมรับได้ แม้เพียงครั้งเดียวความไว้วางใจที่สะสมมาหลายปีก็อาจมลายหายไปทันที

พฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ในที่ทำงานไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเงินทองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ เคลมผลงาน ของผู้อื่นมาเป็นของตนเองด้วย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าพนักงานที่รู้สึกว่าผลงานโดนขโมยไปจะมีระดับความผูกพันต่อองค์กรลดลงอย่างรุนแรง และส่งผลให้ประสิทธิภาพงานโดยรวมลดลง 20-30 เปอร์เซ็นต์ในระยะยาว ความซื่อสัตย์จึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ทำไมองค์กรถึงต้องคัดพนักงานเหล่านี้ออก?

บริษัทไม่ได้ใจร้ายที่ต้องการคัดคนออก แต่เป็นเพราะต้นทุนแฝงของ ลักษณะพนักงานที่บริษัทไม่ชอบ นั้นมหาศาลเกินกว่าที่ธุรกิจจะแบกรับไหว เมื่อมีคนคนหนึ่งทำงานพลาดหรือไม่รับผิดชอบ งานที่เหลือจะตกเป็นภาระของพนักงานที่เก่ง ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่บริษัทต้องการรักษาไว้มากที่สุด สุดท้ายคนเก่งจะเกิดอาการเบิร์นเอาท์ (Burnout) และลาออกไป ทิ้งให้บริษัทเหลือแต่พนักงานที่ไม่มีคุณภาพ

การเสียพนักงานระดับท็อป (Top Talent) ไปหนึ่งคนอาจทำให้บริษัทต้องใช้เวลามากกว่า 6-9 เดือนในการหาคนใหม่และฝึกสอนให้ได้ระดับเดิม และในบางกรณีค่าใช้จ่ายในการแทนที่พนักงานที่มีทักษะสูงอาจสูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปีเลยทีเดียว การกำจัดจุดอ่อนในองค์กรจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษา จุดแข็ง ของบริษัทเอาไว้

การเปรียบเทียบพฤติกรรม: พนักงานที่องค์กรต้องการ vs พนักงานที่องค์กรเลี่ยง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมสองขั้วที่ส่งผลต่ออนาคตการทำงานของคุณ

พนักงานดาวรุ่ง (The Rising Star)

  • มุ่งเน้นที่ทางออก (Solution-oriented) และเสนอไอเดียใหม่ๆ เสมอ
  • กระตือรือร้นในการอัปเดตทักษะใหม่ๆ และรับฟังคำวิจารณ์
  • รับผิดชอบงานครบถ้วน และยอมรับความผิดพลาดเพื่อแก้ไขทันที
  • สนับสนุนเพื่อนร่วมทีม และสร้างบรรยากาศบวกในการทำงาน

พนักงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้าง (The Risk Employee)

  • มุ่งเน้นที่การบ่นถึงปัญหา และหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้
  • ต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ และคิดว่าตัวเองรู้ดีที่สุดแล้ว
  • ทำงานไปวันๆ โยนภาระให้ผู้อื่น และหาข้อแก้ตัวเสมอ
  • สร้างความขัดแย้ง นินทา และทำให้เพื่อนร่วมทีมอึดอัด
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดไม่ได้อยู่ที่ระดับไอคิว (IQ) แต่อยู่ที่ทัศนคติและการตอบสนองต่อปัญหา พนักงานที่เป็นที่ต้องการจะมองว่าอุปสรรคคือโอกาสเรียนรู้ ในขณะที่พนักงานที่ไม่มีใครต้องการจะมองว่ามันคือภาระ

บทเรียนจากคุณวิน: เมื่อความเก่งไม่ใช่เกราะคุ้มกัน

วินเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ระดับอาวุโสในเอเจนซี่โฆษณาชื่อดังที่กรุงเทพฯ เขาทำงานสวยและเร็วมากจนทุกคนยอมรับ แต่เขามีนิสัยชอบดูถูกงานของรุ่นน้องในทีมและมักจะปฏิเสธที่จะใช้ซอฟต์แวร์ Generative AI ใหม่ๆ เพราะเชื่อในฝีมือดั้งเดิมของตัวเอง

ครั้งหนึ่งทีมต้องส่งงานเร่งด่วน วินวิจารณ์ไอเดียของน้องใหม่จนน้องร้องไห้กลางที่ประชุมและลาออกในวันรุ่งขึ้น แถมงานที่เขาส่งก็ใช้เวลาทำนานกว่าคู่แข่งที่ใช้ AI ช่วยถึง 3 เท่า ทำให้บริษัทชวดสัญญามูลค่าหลักล้านบาทไปอย่างน่าเสียดาย

วินโดนหัวหน้าเรียกไปตักเตือน แต่เขากลับเถียงว่า 'ก็ผมเก่งที่สุดในทีม ทำไมต้องเปลี่ยน' จนกระทั่งเขาพบว่าไม่มีใครอยากร่วมโปรเจกต์กับเขาอีกเลย บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นชาจนเขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอก

สุดท้ายวินถูกบีบให้ลาออก เขาต้องใช้เวลาว่างงานเกือบ 6 เดือนถึงจะเข้าใจว่า ในโลกการทำงานยุคนี้ ความเป็นมืออาชีพไม่ได้วัดกันที่พอร์ตโฟลิโออย่างเดียว แต่วัดที่หัวใจของการทำงานเป็นทีมและการก้าวทันโลกด้วย

กรณีศึกษา: วัฒนธรรม 'Zero Tolerance' ต่อทัศนคติลบ

บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกแห่งหนึ่งเผชิญกับอัตราการลาออกของพนักงานใหม่สูงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 โดยส่วนใหญ่ระบุว่าทนพฤติกรรมของพนักงานเก่าบางกลุ่มที่ชอบ 'รับน้อง' และสร้างบรรยากาศกดดันไม่ไหว

ฝ่ายบริหารตัดสินใจประกาศนโยบายใหม่ที่เน้นพฤติกรรมทางบวกและการเคารพกันเป็นหลัก ผลที่ตามมาคือพนักงานที่เคย 'แตะต้องไม่ได้' เพราะความเก่งทางเทคนิคเริ่มถูกประเมินผลงานต่ำลงเนื่องจากพฤติกรรม Toxic

พนักงานกลุ่มนี้พยายามต่อต้านนโยบายและขู่ว่าจะลาออกไปอยู่กับคู่แข่ง แต่บริษัทเลือกที่จะยืนหยัดและปล่อยให้พวกเขาไป พร้อมกับเริ่มรับคนใหม่ที่ทัศนคติดีเข้ามาแทนที่

ภายใน 12 เดือน อัตราการลาออกลดลงเหลือเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ และผลผลิตของทีมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พิสูจน์ให้เห็นว่าการคัดคนที่เป็นพิษออกไป คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดขององค์กร

สรุปบทความ

ทัศนคติสำคัญกว่าความเก่ง

ทักษะสอนกันได้ แต่ทัศนคติเปลี่ยนยาก องค์กรยุคใหม่ยอมเลือกคนที่ 'ทัศนคติดีแต่สกิลยังน้อย' มาฝึก มากกว่าเลือก 'คนเก่งแต่สร้างปัญหา'

ความรับผิดชอบคือใบเบิกทาง

การรักษาสัญญาและการส่งงานตรงเวลาสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานของการเลื่อนตำแหน่งและโอกาสในอนาคต

หากคุณต้องการเจาะลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พฤติกรรมของพนักงานแบบไหน ที่องค์กรและหัวหน้างาน ไม่ต้องการ เพื่อพัฒนาตนเอง สามารถอ่านต่อได้ที่นี่ครับ
อย่าหยุดนิ่งในยุค AI

ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ จะช่วยให้คุณไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างปัจจุบัน

การทำงานเป็นทีมคือหัวใจ

ไม่มีใครทำงานใหญ่สำเร็จได้คนเดียว พนักงานที่ส่งเสริมทีมคือพนักงานที่บริษัทจะพยายามรักษาไว้ทุกวิถีทาง

เรียนรู้เพิ่มเติม

ถ้าเราเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จะถูกมองว่าเป็นพนักงานที่ไม่ต้องการไหม?

ไม่เสมอไปครับ การเป็นคนอินโทรเวิร์ต (Introvert) ไม่ใช่ปัญหาตราบใดที่คุณยังสื่อสารเรื่องงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบหน้าที่ได้ดี สิ่งที่องค์กรไม่ต้องการคือพนักงานที่ 'ไม่ให้ความร่วมมือ' มากกว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพส่วนตัว

พนักงานที่ทำงานช้าถือว่าเป็นพนักงานที่บริษัทไม่ต้องการหรือเปล่า?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุครับ หากช้าเพราะพยายามเรียนรู้หรือความละเอียดรอบคอบ องค์กรพร้อมจะรอและฝึกสอนได้ แต่ถ้าช้าเพราะความขี้เกียจหรือจงใจดึงงาน แบบนี้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มพนักงานที่ขาดความรับผิดชอบทันที

เราสามารถเปลี่ยนตัวเองจากพนักงาน Toxic ให้กลายเป็นพนักงานที่บริษัทต้องการได้ไหม?

ทำได้แน่นอนครับ เริ่มจากการยอมรับฟีดแบ็กอย่างจริงใจและสังเกตพฤติกรรมตัวเอง การเริ่มฝึก Soft Skills และพัฒนาทักษะใหม่ๆ จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของคุณในสายตานายจ้างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นภายใน 3-6 เดือน

อ้างอิง

  • [2] Brightsidepeople - พนักงานที่เก่งสามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 800 เปอร์เซ็นต์ในตำแหน่งที่มีความซับซ้อนสูง
  • [3] Brandinside - ทีมที่มีสมาชิกที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) จะมีความเสี่ยงที่สมาชิกคนอื่นในทีมจะลาออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก