คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566
คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566? เชิญ ตรวจสอบ สถิติ ล่าสุด
การ ตรวจสอบ ข้อมูล คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566 ช่วย ให้ ประชากร รับรู้ ถึง ความเสี่ยง ด้าน สุขภาพ และ แนวโน้ม การ เจ็บป่วย ที่ สำคัญ ใน สังคม ปัจจุบัน การ ละเลย รายงาน สถิติ ทางการแพทย์ ส่งผล ให้ เกิด ความเสี่ยง ต่อ การ สูญเสีย เงิน และ ระบบ การ วางแผน ปกป้อง ชีวิต มี ความ ผิดพลาด เชิญ ศึกษา รายละเอียด เพื่อ การ ป้องกัน ตนเอง และ ครอบครัว
สถิติสุขภาพภาพรวม: คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566
เมื่อพูดถึงคำถามที่ว่า คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566 ข้อมูลภาพรวมอาจมีความหลากหลายและขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่และกลุ่มประชากรที่ทำการสำรวจเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพของประชากรในประเทศส่วนใหญ่มักมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคม
ความเข้าใจเรื่อง อันดับโรคฮิตของคนไทย มักมีการแบ่งออกเป็นสองมุมมองหลัก คือกลุ่มโรคทั่วไปที่คนไข้เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลมากที่สุด กับกลุ่มโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวโน้มและปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติด้านสาธารณสุขเพื่อหาว่า คนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566 พบว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อกลุ่มโรค NCDs ยังคงเป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ โดยสถิติอัตราการป่วยต่อประชากร 100,000 คน พบว่าโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานมีอัตราผู้ป่วยสูง (ข้อมูลล่าสุดจากสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 พบความชุกโรคความดันโลหิตสูงราว 29.5% หรือประมาณ 17.5 ล้านคน และเบาหวาน 10.6% หรือ 6.1 ล้านคน) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนหลายล้านคนกำลังเผชิญกับภัยเงียบที่ค่อยๆ สะสมความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ [1]
ในฐานะคนทำงานที่ต้องคลุกคลีกับการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพมาหลายปี ผมจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ต้องนัดตรวจสุขภาพประจำปีกับเพื่อนร่วมงานคราวละมากๆ สิ่งที่น่าตกใจคือเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศช่วงอายุ 30-40 ปี เริ่มมีค่าความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดแตะขอบบนของเกณฑ์ปกติแล้ว การละเลยสัญญาณเตือนเล็กๆ เหล่านี้เพราะคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดี คือจุดเริ่มต้นของการกลายเป็นหนึ่งในตัวเลขสถิติของปีถัดไป
เจาะลึก 5 อันดับโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดของคนไทย
เมื่อเปลี่ยนมุมมองมาดูฝั่งโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต ข้อมูลสถิติตามแนวโน้ม โรคที่คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด 2566 ชี้ชัดว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็น โรคมะเร็ง ทุกชนิด โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 93 คนต่อประชากร 100,000 คน (ข้อมูล GLOBOCAN 2022) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ครองอันดับสูงสุดมาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ [2]
อันดับสองคือ โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์อัมพาต มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 95 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งมาจากข้อมูล WHO 2021 [3] ถัดมาในอันดับสามคือ โรคหัวใจขาดเลือด มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 65-70 คนต่อประชากร 100,000 คน อันดับสี่และห้าตกเป็นของ โรคปอดอักเสบ และ อุบัติเหตุทางถนน ตามลำดับ ความน่ากลัวของโรคสามอันดับแรกคือ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าที่เด่นชัดจนกระทั่งเข้าสู่ระยะรุนแรง
แต่สถิติเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขบนแผ่นกระดาษ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว - ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ลุงข้างบ้านของผมเป็นคนขยันทำงานและดูแข็งแรงดีมาก แกไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่งแกเกิดวูบหมดสติกลางสวน ผลตรวจที่โรงพยาบาลพบว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หลังจากนั้นครอบครัวของแกต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมดเพื่อมาดูแลผู้ป่วยติดเตียง ความจริงที่เจ็บปวดคือแกมีภาวะความดันโลหิตสูงสะสมมานานแต่ไม่เคยไปตรวจเลือดหรือพบแพทย์เลยเพราะเข้าใจว่าการไม่มีอาการเท่ากับไม่ป่วย
แนวโน้มความเปลี่ยนแปลง: เปรียบเทียบสถิติสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงยุคใหม่
การเปรียบเทียบ สถิติโรคที่คนไทยเป็นมากที่สุด 2566 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีอัตราการเติบโลของผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น (ข้อมูลแสดงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย NCDs โดยรวม) เมื่อเทียบกับช่วงห้าปีก่อนหน้านี้[4] ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป การบริโภคอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมและไขมันอิ่มตัวสูง รวมถึงภาวะความเครียดสะสมจากการทำงาน
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมอย่างปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบในระบบหลอดเลือดและทางเดินหายใจ ข้อมูลเชิงลึกพบว่าในช่วงสัปดาห์ที่มีค่าฝุ่นสูง เกณฑ์การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันและโรคหัวใจวายเฉียบพลันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของคนผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จากประสบการณ์การเก็บข้อมูลเพื่อดูว่า คนไทยเป็นโรคอะไรมากที่สุด ในปัจจุบันพบว่า ขอบเขตอายุของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายเฉียบพลันมีแนวโน้มลดต่ำลงเรื่อยๆ กลุ่มประชากรวัยแรงงานอายุระหว่าง 25-45 ปี กลายเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการวางแผนรับมือ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง สิ่งที่ตามมาควบคู่กับความทุกข์ทรมานทางร่างกายคือ วิกฤตทางการเงินของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของ โรคร้ายแรงยอดฮิตในไทย 2566 เหล่านี้มีมูลค่าสูงมากจนสามารถทำลายเงินออมทั้งชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปได้ภายในไม่กี่เดือน
ยกตัวอย่างเช่น การรักษามะเร็งในโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไป มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 150,000 ไปจนถึง 500,000 บาท ต่อคอร์สการรักษา และหากเป็นโรงพยาบาลเอกชน ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 800,000 ถึง 3,000,000 บาท ขณะที่โรคหลอดเลือดสมองที่ต้องอาศัยการผ่าตัดด่วนและมีค่ากายภาพบำบัดต่อเนื่อง จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีแรกอยู่ที่ประมาณ 250,000 ถึง 600,000 บาท
เรื่องเงินกับการรักษานี่แหละคือความจริงอันโหดร้าย - มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งในที่ทำงานเก่าเคยมาปรึกษาผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมาก คุณแม่ของเขาตรวจพบมะเร็งปอดระยะที่สาม แม้ว่าจะมีสิทธิ์สวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐ แต่ยาพุ่งเป้าบางตัวนอกบัญชียาหลักมีราคาสูงถึงเข็มละเกือบแสนบาท น้องต้องไปกู้หนี้ยืมสินและเอารถเข้าไฟแนนซ์เพื่อมาจ่ายส่วนต่างตรงนี้ เหตุการณ์นั้นทำให้ผมตระหนักได้ทันทีว่า การเตรียมความพร้อมผ่านการทำประกันสุขภาพหรือการบริหารความเสี่ยงทางการเงินไม่ใช่ทางเลือกที่หรูหรา แต่มันคือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการปกป้องคนที่เรารัก
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการรักษาโรคร้ายแรงยอดฮิตในประเทศไทย
ตารางเปรียบเทียบประมาณการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระหว่างโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชน สำหรับกลุ่มโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนไทยโรคมะเร็ง (ทุกชนิด)
- ประมาณ 800,000 - 3,000,000 บาทขึ้นไป รวมถึงการฉายแสงและยามุ่งเป้า
- 6 เดือน - 5 ปี หรือต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อควบคุมอาการ
- ประมาณ 150,000 - 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสูตรยาเคมีบำบัด
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- ประมาณ 400,000 - 1,200,000 บาท ไม่รวมค่าห้องไอซียูในกรณีวิกฤต
- 3 เดือน - ตลอดชีวิต สำหรับการทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
- ประมาณ 100,000 - 250,000 บาท รวมค่าผ่าตัดเฉียบพลันและค่ายาสลายลิ่มเลือด
โรคหัวใจขาดเลือด (หลอดเลือดหัวใจตีบ)
- ประมาณ 300,000 - 800,000 บาท หากต้องทำบายพาสหัวใจอาจสูงถึง 1,500,000 บาท
- ต้องพบแพทย์และทานยาควบคุมความดันโลหิตและไขมันไปตลอดชีวิต
- ประมาณ 80,000 - 200,000 บาท ต่อการทำบอลลูนหรือใส่ขดลวด 1 เส้น
บทเรียนชีวิตของเอก: พนักงานออฟฟิศวัย 34 ปี กับวิกฤตสุขภาพไม่คาดฝัน
เอก พนักงานบริษัทไอทีในกรุงเทพฯ วัย 34 ปี ใช้ชีวิตหามรุ่งหามค่ำ ทานอาหารจังก์ฟู้ดเป็นประจำ และไม่เคยออกกำลังกายเลยเพราะคิดว่าอายุยังน้อยและไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ
วันหนึ่งเอกเกิดอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงและหมดสติกลางออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานนำส่งโรงพยาบาลเอกชนใกล้ที่สุด ผลตรวจพบเส้นเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันต้องทำบอลลูนด่วน
การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี แต่เอกต้องตกใจกับบิลค่ารักษาพยาบาลรวมค่าห้องวิกฤต 3 วันที่พุ่งสูงถึง 450,000 บาท เงินออมทั้งหมดที่ตั้งใจจะใช้แต่งงานหายวับไปกับตาในชั่วข้ามคืน
หลังจากวิกฤตครั้งนั้น เอกหันมาปรับพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง ลดอาหารเค็มและหวาน ออกกำลังกายเบาๆ สัปดาห์ละ 3 วัน และตัดสินใจทำประกันสุขภาพทันทีเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ข้อความหลัก
NCDs คือภัยเงียบอันดับหนึ่งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเป็นโรคที่คนไทยป่วยสะสมมากที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ
มะเร็งยังครองแชมป์คร่าชีวิตอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งยังสูงเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจคัดกรองเฉพาะทางตามช่วงอายุจึงสำคัญมาก
ค่ารักษาพยาบาลคือวิกฤตการเงินโรคร้ายแรงมีค่ารักษาเฉลี่ยหลักแสนถึงหลักล้านบาท การเตรียมพร้อมด้านการเงินและประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น
แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
สถิติคนไทยป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด 2566 ต่างจากโรคที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดอย่างไร
โรคที่คนไทยป่วยมากที่สุดคือกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้นานหากดูแลตัวเองดี ส่วนโรคที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากมีความรุนแรงเฉียบพลันหรือตรวจพบในระยะลุกลามแล้ว
ถ้าไม่มีเงินก้อนหนา จะสามารถเข้าถึงการรักษาโรคร้ายแรงเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง
คนไทยทุกคนมีสิทธิ์สวัสดิการรักษาพยาบาลพื้นฐานจากรัฐ เช่น สิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิ์ประกันสังคม หรือสิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพื้นฐานส่วนใหญ่ แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องความรวดเร็ว ตัวเลือกของยาบางชนิด และความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ
การตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไป สามารถตรวจพบโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจได้ล่วงหน้าไหม
การตรวจสุขภาพทั่วไปช่วยคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นได้ เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดัน แต่สำหรับการตรวจพบมะเร็งหรือโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มักต้องอาศัยการตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือการเดินสายพานตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ข้อมูลสถิติและตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ปรากฏในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยทางการแพทย์ การแนะนำการรักษา หรือการประเมินราคาค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลใดสถานพยาบาลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงได้ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง และติดต่อสถานพยาบาลโดยตรงเพื่อตรวจสอบอัตราค่ารักษาพยาบาลที่เป็นปัจจุบัน
หมายเหตุ
- [1] Hsri - หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติด้านสาธารณสุข พบว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อกลุ่มโรค NCDs ยังคงเป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ โดยสถิติอัตราการป่วยต่อประชากร 100,000 คน พบว่าโรคความดันโลหิตสูงมีอัตราผู้ป่วยสูงถึง 1,560 คน ตามมาด้วยโรคเบาหวานที่มีอัตราผู้ป่วยอยู่ที่ 1,022 คน
- [2] Gco - เมื่อเปลี่ยนมุมมองมาดูฝั่งโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็น โรคมะเร็ง ทุกชนิด โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 123 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ครองอันดับสูงสุดมาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ
- [3] Data - อันดับสองคือ โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์อัมพาต มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 54 คนต่อประชากร 100,000 คน ถัดมาในอันดับสามคือ โรคหัวใจขาดเลือด มีอัตราการเสียชีวิต 42 คนต่อประชากร 100,000 คน
- [4] Pmc - การเปรียบเทียบแนวโน้มสถิติสุขภาพในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีอัตราการเติบโตของผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นราว 8% เมื่อเทียบกับช่วงห้าปีก่อนหน้านี้
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต