สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน
สาเหตุของโรคเบาหวาน: ปัจจัยทางพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และภูมิคุ้มกัน
โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติในการผลิตหรือการตอบสนองต่ออินซูลิน เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายตับอ่อนเอง เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากพันธุกรรมร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย และการกินน้ำตาลหรือแป้งมากเกินไป
สาเหตุของโรคเบาหวานจึงมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของโรคที่พบ
สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากอะไรได้บ้าง?
สาเหตุของโรคเบาหวานมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามประเภทของโรค โดยมีปัจจัยหลักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการผลิตหรือการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเข้าใจว่าโรคนี้มีที่มาอย่างไรอาจเกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรมไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคเบาหวานเกิดจากอะไรคำถามนี้มีคำตอบที่หลากหลาย เพราะผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่เกือบ 95% เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมักมีสาเหตุร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาวะอ้วนหรือการขาดการออกกำลังกาย ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สร้างอินซูลินในตับอ่อนเอง การแยกแยะสาเหตุที่แน่ชัดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและหาวิธีป้องกันที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
ทำไมพันธุกรรมถึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของเบาหวาน?
เบาหวานกรรมพันธุ์ไหมคำตอบคือพันธุกรรมมีส่วนอย่างมาก โดยเฉพาะในเบาหวานชนิดที่ 2 หากคุณมีพ่อหรือแม่ที่เป็นเบาหวาน ความเสี่ยงที่คุณจะเป็นโรคนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่พันธุกรรมไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย เพราะพฤติกรรมสุขภาพสามารถช่วย ปิดสวิตช์ ยีนเหล่านี้ได้
การศึกษาระบุว่าหากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 40% และหากทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวาน ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นถึง 70% เลยทีเดียว ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าต้นทุนทางสุขภาพของเราอาจไม่เท่ากัน - ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในตอนแรก - แต่การรู้ล่วงหน้าช่วยให้เราระมัดระวังได้มากกว่าคนอื่น ผมเคยเห็นหลายคนที่เคร่งครัดเรื่องอาหารเพราะรู้ว่ามีประวัติครอบครัว และพวกเขาก็สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้ปกติได้นานกว่าที่คิด [1]
พฤติกรรมการใช้ชีวิต: สาเหตุหลักที่ทำให้เบาหวานชนิดที่ 2 พุ่งสูงขึ้น
ในปัจจุบัน สาเหตุเบาหวานในวัยรุ่นและวัยทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงและวิถีชีวิตแบบนั่งนิ่ง ซึ่งนำไปสู่ภาวะอ้วนลงพุงอันเป็นต้นตอของภาวะดื้ออินซูลิน
ภาวะดื้ออินซูลินมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีไขมันสะสมส่วนเกินมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง ซึ่งจะหลั่งสารที่รบกวนการทำงานของอินซูลิน การมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23 ในคนเอเชียถือว่าเริ่มเข้าสู่ขอบเขตความเสี่ยงแล้ว นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพียง 1 กระป๋องต่อวัน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ประมาณ 25% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้อยกว่าเดือนละครั้ง[2] มันไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหวาน แต่มันคือการอัดน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไปจนตับอ่อนรับไม่ไหว
ผมเคยคิดว่าแค่ไม่กินขนมหวานก็น่าจะรอด แต่ความจริงคือน้ำตาลแฝงในซอสปรุงรสหรือกาแฟสดต่างหากที่อันตราย พอกลายเป็นนิสัยที่ทำทุกวัน สะสมไป 5-10 ปี ร่างกายก็เริ่มประท้วงด้วยระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจนคุมไม่อยู่
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำตาลและโรคเบาหวาน
คนส่วนใหญ่มักถามว่า ทำไมถึงเป็นเบาหวานการกินหวานทำให้เป็นเบาหวานใช่ไหม? คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ การกินน้ำตาลโดยตรงอาจไม่ทำให้เป็นเบาหวานทันที แต่การได้รับน้ำตาลเกินความต้องการนำไปสู่โรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นเบาหวานที่รุนแรงที่สุด
อย่างไรก็ตาม เบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุหลักมาจากไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกินหวานเลยแม้แต่นิดเดียว โรคนี้มักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) ที่เข้าไปทำลายตับอ่อนโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ปัจจุบันพบว่าการติดเชื้อไวรัสบางชนิดอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำร้ายตัวเอง จนทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย 100% ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องใช้การฉีดอินซูลินเพื่อมีชีวิตอยู่
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่คุณอาจมองข้าม
นอกจากน้ำหนักตัวและอาหารแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงโรคเบาหวานอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด: อายุ: เมื่ออายุเกิน 45 ปี ประสิทธิภาพของตับอ่อนมักจะลดลง เบาหวานขณะตั้งครรภ์: ผู้หญิงที่เคยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นในอนาคต การใช้ยา: ยาสเตียรอยด์บางชนิดที่ใช้ต่อเนื่องสามารถกระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
เปรียบเทียบสาเหตุและความแตกต่างของเบาหวานแต่ละชนิด
เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของโรคเบาหวานได้ชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบความต่างระหว่างชนิดที่ 1 และ 2 จะช่วยให้เห็นปัจจัยกระตุ้นที่ต่างกันอย่างชัดเจนเบาหวานชนิดที่ 1
• มักจะมีรูปร่างผอมหรือปกติ
• ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune)
• เด็กหรือวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่
• พันธุกรรมหรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิด
เบาหวานชนิดที่ 2 (พบมากที่สุด)
• ส่วนใหญ่มักมีภาวะอ้วนหรืออ้วนลงพุง
• ภาวะดื้ออินซูลินและการทำงานของตับอ่อนลดลง
• วัยทำงานขึ้นไป (เริ่มพบในวัยรุ่นมากขึ้น)
• น้ำหนักเกิน พฤติกรรมการกิน และขาดการออกกำลังกาย
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดได้ด้วยการคุมพฤติกรรม ขณะที่ชนิดที่ 1 ป้องกันได้ยากกว่าเพราะเป็นเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน แต่ทั้งสองชนิดต้องการการจัดการระดับน้ำตาลที่สม่ำเสมอเหมือนกันการต่อสู้กับเบาหวานของพี่วิชัย: เมื่อความพยายามครั้งแรกล้มเหลว
พี่วิชัย พนักงานออฟฟิศวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เขาตกใจมากเพราะพ่อเคยต้องตัดขาจากเบาหวาน เขาจึงเริ่มด้วยการงดข้าวมื้อเย็นทันทีและวิ่งวันละ 1 ชม. ทุกวัน
ผลคือเขาหิวโซจนหน้ามืดในที่ทำงานและตบะแตกไปกินบุฟเฟต์ในวันที่ 5 แถมยังเจ็บเข่าอย่างหนักจนเดินแทบไม่ได้ ความล้มเหลวนี้ทำให้เขาท้อใจและเกือบจะปล่อยวางเรื่องสุขภาพไปเลย
เขาเริ่มใหม่ด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและพบว่า 'การหักดิบ' ไม่ใช่คำตอบ เขาเปลี่ยนมาคุมแป้งในมื้อเช้าและกลางวันแทน และเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นการเดินเร็ววันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์
หลังทำต่อเนื่อง 6 เดือน น้ำตาลสะสมลดลงจาก 7.2% เหลือ 6.4% น้ำหนักลดลง 8 กิโลกรัม พี่วิชัยเรียนรู้ว่ากุญแจสำคัญคือการหาความพอดีที่ร่างกายรับไหว ไม่ใช่การฝืนจนพัง
ส่วนข้อยกเว้น
ถ้าไม่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานเลย ฉันจะปลอดภัยไหม?
ไม่เสมอไปครับ แม้ไม่มีประวัติพันธุกรรม แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ความอ้วนหรือการนั่งนานๆ ก็สามารถทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พบผู้ป่วยเบาหวานหน้าใหม่ที่ไม่มีประวัติครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กินผลไม้เยอะๆ เป็นสาเหตุของเบาหวานได้ไหม?
ผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลฟรุกโตสสูง หากรับประทานในปริมาณมากเกินไปก็อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลได้ ควรเลือกทานผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิ้ลเขียวหรือฝรั่ง และคุมปริมาณให้เหมาะสมต่อมื้อจะดีที่สุด
ความเครียดทำให้เป็นเบาหวานได้จริงหรือ?
ความเครียดส่งผลโดยอ้อมครับ เมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ความเครียดยังมักนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ผลลัพธ์ที่ต้องบรรลุ
พันธุกรรมคือความเสี่ยง แต่พฤติกรรมคือตัวตัดสินการมีประวัติครอบครัวเพิ่มความเสี่ยงได้ถึง 75% แต่การควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสามารถลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้อย่างมาก
การลดน้ำหนักตัวเพียง 5-7% ของน้ำหนักปัจจุบัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นเบาหวานได้เกินครึ่งในกลุ่มคนที่มีภาวะก่อนเบาหวาน [3]
สังเกตสัญญาณเตือนอ้วนลงพุงสำหรับคนไทย หากรอบเอวเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง หรือ BMI เกิน 23 ควรเริ่มตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์จากมืออาชีพได้ เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนทำการตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการรักษาหรือการปรับปรุงพฤติกรรมสุขภาพ หากคุณมีอาการรุนแรงควรพบแพทย์โดยทันที
แหล่งอ้างอิง
- [1] Beyondtype1 - หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 15% และหากทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวาน ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นถึง 75% เลยทีเดียว
- [2] Everydayhealth - การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพียง 1 กระป๋องต่อวัน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ถึง 26% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้อยกว่าเดือนละครั้ง
- [3] Cdc - การลดน้ำหนักตัวเพียง 5-7% ของน้ำหนักปัจจุบัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นเบาหวานได้เกินครึ่งในกลุ่มคนที่มีภาวะก่อนเบาหวาน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต