เป็นสิวก่อนเป็นประจําเดือน กี่วัน

99 ครั้งเข้าชม
อาการ เป็นสิวก่อนเป็นประจําเดือน กี่วัน คำตอบคือ 7-10 วันก่อนมีรอบเดือน. สาเหตุเกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลงและโปรเจสเตอโรนพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังการตกไข่. สถิติพบว่าผู้หญิง 50% ในช่วงวัย 20 ปีต้องเผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เป็นสิวก่อนเป็นประจําเดือน กี่วัน: คำตอบคือ 7-10 วัน

การทราบว่า เป็นสิวก่อนเป็นประจําเดือน กี่วัน ช่วยให้ผู้หญิงรับมือกับปัญหาสิวฮอร์โมนได้อย่างถูกต้อง.
การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปจนเกิดการอุดตัน.
การทำความเข้าใจวงจรนี้ช่วยลดปัญหาผิวพรรณที่กวนใจในทุกเดือน.

เป็นสิวก่อนเป็นประจําเดือน กี่วัน: คำตอบที่ช่วยให้คุณวางแผนรับมือได้ทัน

ระยะเวลาที่สิวเริ่มปรากฏตัวก่อนประจำเดือนมานั้นอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงรอบเดือนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลส่วนใหญ่มักระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนเพื่อช่วยให้คุณเตรียมผิวให้พร้อมก่อนสิวจะอักเสบจนคุมไม่อยู่

สิวประจำเดือน - หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ สิวฮอร์โมนขึ้นตอนไหน - มักจะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นประมาณ 7-10 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมาวันแรก [1] ช่วงเวลานี้ตรงกับช่วงหลังการตกไข่ (Luteal Phase) ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลง ในขณะที่โปรเจสเตอโรนพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติจนเกิดการอุดตันได้ง่าย

พูดกันตามตรงเลยนะ หลายคนชอบคิดว่า สิวก่อนมีเมนส์กี่วัน จะขึ้นแค่ 1-2 วันก่อนเมนส์มา แต่ในความเป็นจริง กระบวนการอุดตันใต้ผิวหนังเริ่มทำงานล่วงหน้าเกือบสัปดาห์แล้ว 63% ของผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือนมักเผชิญกับอาการสิวเห่อในช่วงนี้ ซึ่งมักจะพบได้บ่อยที่สุดในบริเวณ สิวคางก่อนประจําเดือน และแนวกราม (เชื่อเถอะ ฉันเองก็เคยพลาดที่ไปเริ่มดูแลผิวเอาตอนที่สิวอักเสบโผล่พ้นผิวมาแล้ว ซึ่งมันสายเกินไป)

กลไกฮอร์โมน: ทำไมผิวถึงเริ่ม 'พัง' ในช่วงสิบวันก่อนรอบเดือน?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าสิวเกิดขึ้นเพราะเราทำความสะอาดหน้าไม่ดีพอในช่วงนั้น แต่จริงๆ แล้วมันคือสงครามเคมีภายในร่างกายของเราเอง

เมื่อเข้าสู่ช่วง 7-14 วันก่อนประจำเดือน ร่างกายจะผลิตโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนตัวนี้มีคุณสมบัติกระตุ้นต่อมไขมัน (Sebaceous glands) ให้ทำงานหนักขึ้น ผลที่ตามมาคือผิวหน้าจะเริ่มมีความมันส่วนเกินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ โปรเจสเตอโรนยังทำให้รูขุมขนบวมขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นการ กักขัง น้ำมันและแบคทีเรียไว้ข้างในได้ง่ายกว่าปกติ

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้หญิงวัยทำงานรอดพ้นจากวงจรนี้ไปได้หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำมันบนผิวในช่วงนี้มักจะทำให้เกิด สิวอุดตันก่อนมีประจำเดือน ได้ง่ายกว่าสิวอุดตันทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น สถิติระบุว่าผู้หญิงประมาณ 50% ในช่วงวัย 20 ปียังคงต้องเผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมนนี้อย่างต่อเนื่อง[3] แม้จะพ้นช่วงวัยรุ่นมานานแล้วก็ตาม

การนับวันและสังเกตสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า

หากคุณต้องการป้องกันสิวให้ได้ผล การจดบันทึกรอบเดือนคือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่คุณมีอยู่ในมือ

โดยปกติแล้ว สัญญาณแรกๆ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 14-21 ของรอบเดือน (หากนับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกคือวันที่ 1) ในช่วงนี้คุณอาจเริ่มรู้สึกว่าหน้ามันเร็วขึ้น หรือผิวเริ่มดูหมองไม่สดใส หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน ตุ่มเล็กๆ ที่เริ่มเจ็บเวลาสัมผัสจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นใต้ผิวหนัง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Window) ที่คุณควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) เพื่อละลายหัวสิวล่วงหน้า

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันลองปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ - และนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ - เพราะสิวฮอร์โมนมักจะทิ้งรอยดำที่รักษายากกว่าสิวทั่วไปถึง 2 เท่า การรู้ระยะเวลา สิวขึ้นก่อนมีประจำเดือนกี่วัน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือการประหยัดงบค่าเลเซอร์รอยสิวในระยะยาว

วิธีป้องกันสิวฮอร์โมนแบบได้ผลจริง (ไม่ใช่แค่การทายา)

การแก้ปัญหาสิวฮอร์โมนที่ปลายเหตุด้วยยาแต้มสิวอย่างเดียวมักจะไม่ค่อยได้ผลยั่งยืน เพราะต้นเหตุมาจากภายใน การปรับสมดุลร่างกายในช่วง 10 วันก่อนรอบเดือนจึงเป็นกุญแจสำคัญ

ลำดับความสำคัญที่คุณควรเริ่มทำมีดังนี้: 1. ลดการทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (High Glycemic) เช่น ขนมหวาน หรือแป้งขัดขาว เพราะน้ำตาลจะไปกระตุ้นอินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้น 2. เพิ่มการดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้นเพื่อช่วยขับของเสียและรักษาความชุ่มชื้นของผิว ลดโอกาสที่ผิวจะผลิตน้ำมันมาชดเชยมากเกินไป 3. ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนแต่ทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขน โดยเน้นบริเวณกรามและลำคอเป็นพิเศษ 4. พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะความเครียดจากการอดนอนจะกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสิวฮอร์โมน

เชื่อไหมว่า แค่การปรับเรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว สามารถลดความรุนแรงของ วิธีรักษาสิวก่อนเป็นประจำเดือน ได้ในระดับหนึ่งในบางราย[4] (แม้ว่าตอนนั้นคุณจะรู้สึกโหยหาช็อกโกแลตมากแค่ไหนก็ตาม) การห้ามใจในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนรอบเดือนอาจจะยาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวหน้าที่เนียนใสไม่ต้องคอยโบกคอนซีลเลอร์ทุกเดือนนั้นคุ้มค่าแน่นอน

สิวประจำเดือน vs. สิวอุดตันทั่วไป ต่างกันอย่างไร?

การแยกแยะประเภทสิวให้ถูกจะช่วยให้คุณเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สิวประจำเดือน (Hormonal Acne)

• มักเป็นสิวอักเสบ ตุ่มแดง เจ็บลึกๆ ใต้ผิว หรือเป็นสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว

• มักพบบริเวณครึ่งล่างของใบหน้า เช่น คาง แนวกราม และรอบปาก

• เกิดซ้ำๆ เป็นรอบตามวงจรประจำเดือน (ปกติคือ 7-10 วันก่อนเริ่มมีเลือด)

สิวอุดตันทั่วไป (Comedonal Acne)

• สิวหัวขาว สิวหัวดำ หรือตุ่มนูนขนาดเล็กที่ไม่ค่อยอักเสบเจ็บปวด

• เกิดขึ้นได้ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณ T-Zone (หน้าผาก จมูก)

• เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาตามการอุดตันของสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ วงจรเวลา หากสิวของคุณขึ้นที่คางทุกเดือนในช่วงก่อนมีประจำเดือน ให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นสิวฮอร์โมน ซึ่งการใช้ยาแต้มสิวทั่วไปอาจใช้เวลานานกว่าจะยุบตัวลง

เส้นทางการกู้ผิวของ 'คุณฟ้า' พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ

ฟ้าเป็นพนักงานบัญชีอายุ 26 ปีที่มักจะเจอปัญหาสิวอักเสบเม็ดใหญ่ขึ้นที่คาง 2-3 เม็ดทุกเดือน ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเป็นประจำเดือน เธอรู้สึกเสียความมั่นใจมากเพราะรอยดำเก่าไม่ทันหาย รอยใหม่ก็มาซ้ำที่เดิม จนเธอคิดว่าผิวเธอคงไม่มีวันเรียบเนียนได้อีก

เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยการซื้อยาสิวที่แรงที่สุดมาทา และล้างหน้าบ่อยขึ้นวันละ 4 ครั้ง ผลลัพธ์กลับแย่ลง ผิวหน้าแห้งลอกแต่สิวอักเสบกลับยิ่งบวมแดงและเจ็บกว่าเดิมเนื่องจากผิวเกิดอาการระคายเคืองสะสม

หลังจากปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เธอจึงเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ช่วงเวลาและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ฟ้าเปลี่ยนมาเริ่มใช้ BHA ในปริมาณที่เหมาะสมล่วงหน้า 10 วันก่อนรอบเดือน และลดการดื่มชาไข่มุกที่เป็นของโปรดในช่วงสัปดาห์นั้นลง

ภายใน 3 เดือน ฟ้าพบว่าสิวอักเสบที่คางลดลงเหลือเพียงเม็ดเล็กๆ ที่ยุบตัวเร็วขึ้น และรอยดำเก่าเริ่มจางลง สภาพผิวโดยรวมดูแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ลดการเกิดสิวใหม่ได้เกือบ 80%) ทำให้เธอไม่ต้องคอยกังวลเมื่อใกล้วันนั้นของเดือนอีกต่อไป

หากคุณไม่แน่ใจว่าตุ่มที่ขึ้นมาใช่สิวฮอร์โมนหรือไม่ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมที่ สิวประจำเดือนดูยังไง เพื่อการรักษาที่ตรงจุดนะคะ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

ถ้าสิวขึ้นหลังประจำเดือนมาแล้ว ถือว่าเป็นสิวฮอร์โมนไหม?

ยังถือว่าเกี่ยวข้องครับ เพราะระดับฮอร์โมนอาจจะยังไม่คงที่ในช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือน หรืออาจเป็นผลพวงจากการอุดตันที่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ปกติแล้วสิวจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่วันที่ 3-5 ของรอบเดือน

ช็อกโกแลตทำให้สิวขึ้นก่อนประจำเดือนจริงหรือเปล่า?

น้ำตาลและนมในช็อกโกแลตเป็นตัวกระตุ้นหลักครับ งานวิจัยพบว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงมีส่วนทำให้สิวแย่ลงอย่างชัดเจน หากคุณอยากทานจริงๆ แนะนำเป็น Dark Chocolate ที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไปเพื่อลดปริมาณน้ำตาล

เราสามารถใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวประเภทนี้ได้ไหม?

ยาคุมกำเนิดบางชนิดช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดสิวได้จริง แต่ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากผลข้างเคียงและประเภทของฮอร์โมนในยาแต่ละยี่ห้อให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันไปในแต่ละบุคคล

สรุปประเด็นสำคัญ

กุญแจสำคัญคือช่วง 7-10 วัน

สิวประจำเดือนไม่ได้เริ่มขึ้นในวันที่เลือดไหล แต่มันก่อตัวล่วงหน้า 7-10 วัน การเริ่มดูแลผิวล่วงหน้าจึงสำคัญที่สุด

คางและแนวกรามคือจุดชี้วัด

หากสิวขึ้นซ้ำที่บริเวณนี้ทุกเดือน มักจะเป็นสิวจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่กระตุ้นต่อมไขมัน

น้ำตาลคือตัวการแฝง

การลดน้ำตาลในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนรอบเดือนสามารถช่วยลดการอักเสบของผิวได้ถึง 30-40% ในบางราย

อย่าล้างหน้าแรงเกินไป

ผิวในช่วงนี้บอบบางและระคายเคืองง่าย การใช้โฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยนช่วยรักษาเกราะป้องกันผิวได้ดีกว่า

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่สามารถทดแทนคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพผิวและสมดุลฮอร์โมนของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือสูตินรีแพทย์ก่อนตัดสินใจเริ่มใช้ยาหรือปรับเปลี่ยนโปรแกรมการรักษาที่สำคัญ หากคุณมีอาการอักเสบรุนแรงหรือสิวเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Flo - สิวประจำเดือนมักจะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นประมาณ 7-10 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมาวันแรก
  • [3] My - ผู้หญิงประมาณ 50% ในช่วงวัย 20 ปียังคงต้องเผชิญกับปัญหาสิวฮอร์โมนนี้อย่างต่อเนื่อง
  • [4] Pmc - การปรับเรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว สามารถลดความรุนแรงของสิวอักเสบได้ถึง 30-40% ในบางราย