เราจะรู้ได้ไงว่าไตทำงานหนัก

59 ครั้งเข้าชม
อาการไตทำงานหนัก สังเกตได้จากปัสสาวะมีฟองหนานุ่มและลุกเข้าห้องน้ำกลางดึกเกิน 2 ครั้ง สัญญาณเพิ่มเติมคือความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทและผิวหนังบุ๋มเมื่อกดค้าง 5 วินาที ร้อยละ 90 ของอาการปวดหลังเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบไม่ใช่โรคไต
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการไตทำงานหนัก: 90% ของปวดหลังไม่ใช่โรคไต

การรู้เท่าทัน อาการไตทำงานหนัก ในระยะเริ่มต้นลดความเสี่ยงภาวะไตวายเรื้อรัง ภาวะนี้ทำลายระบบหลอดเลือดและส่งผลให้ร่างกายสะสมของเสียจนเป็นอันตรายถึงชีวิต การทำความเข้าใจความผิดปกติของร่างกายอย่างถูกต้องปกป้องสุขภาพระยะยาว โปรดสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพื่อเข้ารับการรักษาทันที

สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าอาการไตทำงานหนัก

การสังเกตว่าไตทำงานหนักหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เนื่องจากอวัยวะนี้มักไม่แสดงอาการเตือนที่ชัดเจนในระยะแรกเริ่ม แต่อาการเหนื่อยล้าผิดปกติ ปัสสาวะเปลี่ยนไป หรือมีอาการบวมตามร่างกาย มักเป็นสัญญาณเตือนโรคไตเริ่มต้นที่ร่างกายพยายามเตือนให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังก่อนที่จะสายเกินไป อย่างไรก็ตาม มีพฤติกรรมหนึ่งที่คนรักสุขภาพชอบทำ แต่กลับเป็นตัวการแฝงที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผมจะมาเฉลยในส่วนของความเชื่อผิดๆ ด้านล่างนี้

ในความเป็นจริงแล้ว อัตราการกรองของไตจะค่อยๆ ลดลงตามอายุและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยผู้ที่มีอาการไตทำงานหนักมักจะตรวจพบสารอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ จากการเก็บข้อมูลทางสถิติพบว่าประชากรผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 10 ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะไตเรื้อรังในระยะต่างๆ[1] โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนเนื่องจากไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ในช่วงแรก การตรวจปัสสาวะและการตรวจเลือดเพื่อหาค่าครีอะตินีนจึงเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันได้อย่างแม่นยำที่สุดเกี่ยวกับสถานะการทำงานของไตในปัจจุบัน

ผมเคยละเลยอาการเหนื่อยล้าและคิดว่าเป็นเพียงผลจากการนอนดึกจากการทำงานติดต่อกันหลายสัปดาห์ ร่างกายมันล้าไปหมด ตาบวมตอนเช้าก็คิดว่าเพราะดื่มน้ำมากเกินไปก่อนนอน แต่พอลองไปตรวจสุขภาพประจำปีกลับพบว่าค่าการกรองของไตเริ่มเบี่ยงเบนออกจากเกณฑ์ปกติเล็กน้อย วินาทีนั้นทำให้รู้เลยว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างเงียบๆ และนี่คือวิธีสังเกตโรคไตด้วยตัวเองที่สำคัญ เพราะโรคนี้ไม่มีคำว่าเตือนล่วงหน้าด้วยความเจ็บปวดแบบที่เราคิด ใครบอกว่าสังเกตง่าย แปลว่ายังไม่เคยเจอกับตัว

ทำไมไตถึงทำงานหนัก? สาเหตุและกลไกภายในร่างกาย

ไตมีหน้าที่หลักในการกรองของเสีย รักษาสมดุลน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงหลั่งฮอร์โมนควบคุมความดันโลหิต เมื่อเราทานอาหารรสจัด มีพฤติกรรมตึงเครียด หรือใช้ยาเกินความจำเป็น อาการไตทำงานหนักจะเกิดขึ้นเพื่อขับสารเหล่านั้นออกไป

สาเหตุหลักที่ทำให้หน่วยไตเสื่อมสภาพมักมาจากโรคประจำตัวเรื้อรัง (โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง) ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น นอกจากนี้ การกินยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสด - ซึ่งคนไทยนิยมกินกันมากเวลาปวดหลัง - ส่งผลเสียต่อไตโดยตรงเนื่องจากมันไปลดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนเข้าสู่ไต ทำให้ไตขาดออกซิเจนและทำงานหนักขึ้นในสภาวะที่จำกัด

บอกตามตรง ตอนแรกผมก็กลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเมื่อรู้ว่าพฤติกรรมการกินเค็มและกินยาแก้ปวดบ่อยๆ กำลังทำร้ายไตของตัวเอง ความจริงช่างน่ากลัว เพราะเรามักจะรู้ตัวเมื่อไตเสียหายไปแล้วค่อนข้างมาก การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ทันเวลา

วิธีสังเกตโรคไตด้วยตัวเองจากความผิดปกติของปัสสาวะ

การเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักละเลย - เป็นวิธีเช็คอาการโรคไตระยะแรกที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี ความขุ่น หรือลักษณะของฟองที่เกิดขึ้นระหว่างการขับถ่าย

ลักษณะของปัสสาวะที่เปลี่ยนไปมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพการกรองของหน่วยไต โดยปกติแล้ว ฟองปัสสาวะที่เกิดจากแรงกระแทกจะหายไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที แต่หากฟองนั้นมีลักษณะหนานุ่มคล้ายฟองเบียร์และคงอยู่นาน อาจเป็นสัญญาณว่ามีโปรตีนรั่วออกมา นอกจากนี้ การปัสสาวะมากกว่าวันละ 8 ครั้ง หรือต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเกินกว่า 2 ครั้ง ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน[2] เพราะมันสะท้อนว่าไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องนี้ยากกว่าที่คิด การจะแยกแยะว่าฟองแบบไหนคือปกติหรือผิดปกติมักสร้างความกังวลใจให้หลายคน ตัวผมเองก็เคยยืนจ้องชักโครกอยู่เป็นนาทีเพื่อดูว่าฟองมันจะหายไปไหม สรุปคือมันคิดมากไปเองเพราะฟองสลายตัวไปหมดภายในสองนาที แต่ถ้ามันนิ่งสนิทและฟองฟูอยู่แบบนั้นข้ามชั่วโมง นั่นแหละคือเวลาที่คุณต้องหยิบกระดาษใบนัดหมอแล้ว เพื่อความชัวร์ควรไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลจะดีที่สุด

อาการบวมน้ำและปวดหลังโรคไตเป็นแบบไหน

อาการไตทำงานหนัก เช่น อาการบวมน้ำตามร่างกายและภาวะความดันโลหิตสูงเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการที่ไตสูญเสียความสามารถในการควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้มีของเหลวค้างอยู่ในระบบหลอดเลือดและเนื้อเยื่อส่วนปลาย คำเตือน: หากคุณมีอาการบวมน้ำร่วมกับหายใจเหนื่อยหอบ นั่งราบไม่ได้ หรือแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะน้ำท่วมปอดจากไตวายเฉียบพลัน

กลไกการเกิดอาการบวมสามารถทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วกดลงบนบริเวณที่สงสัย เช่น หน้าแข้ง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที หากพบว่าผิวหนังบุ๋มลงไปและไม่คืนตัวกลับมาทันที นั่นแสดงว่ามีของเหลวสะสมในชั้นใต้ผิวหนังมากเกินไป ในขณะเดียวกัน ภาวะความดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบหลอดเลือดในไตกำลังถูกทำลายเนื่องจากแรงดันที่สูงเกินไป [3]

หลายคนมักสับสนระหว่างปวดหลังโรคไตเป็นแบบไหน กับอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาการปวดจากไตมักจะเป็นการปวดแปลบหรือปวดตื้อลึกๆ บริเวณสีข้างใต้ชายโครงด้านหลัง และมักจะปวดเพียงข้างเดียวหรือมีอาการไข้ร่วมด้วย ไม่ใช่การปวดเมื่อยแผ่นหลังส่วนล่างที่เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ หรือออฟฟิศซินโดรม

แนวทางการดูแลและป้องกันไม่ให้ไตทำงานหนักเกินไป

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูและถนอมรักษาหน้าที่ของไต โดยเริ่มจากการควบคุมอาหาร การดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และการหลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นพิษต่อไต

แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือการลดปริมาณโซเดียมลงเหลือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหมายถึงการลดการปรุงแต่ง น้ำจิ้ม และอาหารแปรรูปทุกชนิด ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอราวๆ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ไตขับของเสียได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แรงดันสูง [5]

ช่วงที่ผมเริ่มหันมาดูแลตัวเอง ผมเคยลองงดเค็มแบบหักดิบจนร่างกายขาดโซเดียม อ่อนเพลียจนแทบวูบ คราวนั้นได้บทเรียนราคาแพงเลยว่า การตึงเกินไปไม่เคยให้ผลดี ไตไม่มีวันหยุดพัก แต่เราสามารถลดภาระให้มันได้ด้วยการเดินทางสายกลาง ทานอาหารธรรมชาติ ปรุงแต่งน้อยๆ เริ่มจากก้าวเล็กๆ แต่อย่างต่อเนื่องดีกว่า

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับภาวะไตทำงานหนัก

ไตเสื่อมอาการเป็นอย่างไร - คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว - แต่ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมักทำให้คนเราละเลยการดูแลตัวเองในเวลาที่จำเป็น หรือในทางกลับกัน ก็อาจจะดูแลตัวเองผิดวิธีจนกลายเป็นการซ้ำเติมไตให้พังเร็วกว่าเดิม

ความเชื่อแรกคือหลายคนคิดว่าการดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อไตเสมอ แต่ความจริงแล้วหากไตเริ่มมีปัญหา การอัดน้ำมากเกินไปกลับทำให้ไตทำงานหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้ ส่วนพฤติกรรมรักสุขภาพที่ผมทิ้งท้ายไว้ตอนต้นก็คือ การทานอาหารเสริมและวิตามินในปริมาณที่มากเกินไปนั่นเอง หลายคนคิดว่าวิตามินบำรุงร่างกายได้ดี แต่การอัดสารอาหารสังเคราะห์เข้าร่างกายต่อเนื่องทำให้ไตต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพื่อขับส่วนเกินออก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

คนส่วนใหญ่คิดว่าถ้าปวดหลังแปลบๆ แปลว่าต้องเป็นโรคไต แต่จริงๆ แล้วร้อยละ 90 ของอาการปวดหลังเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบจากการนั่งผิดท่าต่างหาก[6] ดังนั้น อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปซื้อยาต้มยาหม้อมาทานเพื่อบำรุงไต เพราะสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรองเหล่านั้นแหละคือตัวการอันดับต้นๆ ที่ทำให้ค่าไตตกลงอย่างรวดเร็ว

เปรียบเทียบวิธีการตรวจเช็คการทำงานของไต

การประเมินสุขภาพไตที่แม่นยำที่สุดไม่สามารถทำได้ด้วยการสังเกตอาการภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการควบคู่กันไป โดยมีสองวิธีหลักที่นิยมใช้ดังนี้

การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)

  • สะดวกมาก เพียงเก็บตัวอย่างปัสสาวะในช่วงเช้า ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำก่อนตรวจ
  • ดีมาก สามารถตรวจพบภาวะไตทำงานหนักหรือโปรตีนรั่วได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการแสดงภายนอก
  • ค้นหาโปรตีนรั่ว (Albumin) หรือเม็ดเลือดแดงที่ปนเปื้อนในปัสสาวะ

การตรวจเลือดหาค่าครีอะตินีนและค่าการกรองของไต (eGFR)

  • ต้องเจาะเลือดที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเทคนิคการแพทย์ แนะนำให้งดอาหารมื้อใหญ่ที่เป็นเนื้อสัตว์ก่อนตรวจ
  • ปานกลาง เนื่องจากค่าครีอะตินีนอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าเนื้อเยื่อไตจะเสียหายไปแล้วระดับหนึ่ง
  • วัดระดับของเสียในเลือดเพื่อนำมาคำนวณประสิทธิภาพการกรองของไตออกเป็นเปอร์เซ็นต์
สำหรับการเช็คอาการไตทำงานหนักในระยะเริ่มต้น การตรวจปัสสาวะจะช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วกว่า โดยเฉพาะภาวะโปรตีนรั่ว แต่หากต้องการทราบระยะของโรคไตที่ชัดเจน การตรวจเลือดเพื่อคำนวณค่าการกรองของไตจะเป็นวิธีที่จำเป็นและเป็นมาตรฐานที่สุด

บันทึกการปรับพฤติกรรมของนภา: จากภาวะไตทำงานหนักสู่ค่าไตที่เสถียร

นภา พนักงานออฟฟิศอายุ 45 ปีในกรุงเทพมหานคร ตรวจพบความดันโลหิตสูงและมีอาการข้อเท้าบวมหลังจากนั่งทำงานเป็นเวลานาน เธอรู้สึกกังวลใจและกลัวว่าตัวเองจะต้องลงเอยด้วยการฟอกไตเหมือนญาติผู้ใหญ่ จึงพยายามหาวิธีรักษาด้วยตัวเองแทนการไปพบแพทย์

เธอตัดสินใจซื้อยาสมุนไพรต้มบรรจุขวดตามคำโฆษณาในอินเทอร์เน็ตมากินต่อเนื่องกัน 3 สัปดาห์เพราะหวังจะช่วยลดความดันและบำรุงไต แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม อาการบวมที่ขาเริ่มรุนแรงขึ้นจนใส่รองเท้าไม่ได้ และรู้สึกคลื่นไส้ทานอาหารไม่ลง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจไปพบแพทย์อายุรกรรมโรคไตและพบว่าค่าการกรองของไตตกลงอย่างน่ากลัว แพทย์เตือนว่าสมุนไพรเหล่านั้นซ้ำเติมให้ไตทำงานหนักขึ้น เธอจึงตระหนักได้ว่าต้องหยุดพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมดทันทีและหันมาปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลังจากหยุดทานสมุนไพร หันมาควบคุมปริมาณโซเดียมอย่างจริงจัง และทานยาควบคุมความดันตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน อาการบวมน้ำหายไปโดยสิ้นเชิง และค่าการกรองของไตกลับมาเสถียรอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ทำให้เธอเรียนรู้ว่าการรักษาที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการแพทย์แผนปัจจุบัน

คุณอาจสนใจ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหลังที่มีอยู่เป็นอาการปวดหลังโรคไตหรือแค่ปวดกล้ามเนื้อ?

อาการปวดหลังที่เป็นโรคไตมักจะปวดลึกๆ บริเวณสีข้างใต้ชายโครงด้านหลังเพียงข้างเดียว และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะเป็นฟองหรือมีไข้ ส่วนการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปมักเกิดจากการขยับตัวผิดท่า นั่งนาน และอาการปวดจะทุเลาลงเมื่อได้นอนพักหรือนวดคลายเส้น

ถ้าปัสสาวะมีฟองบ่อยๆ แปลว่าไตทำงานหนักและเสื่อมแน่นอนแล้วใช่ไหม?

ไม่เสมอไป ฟองในปัสสาวะอาจเกิดจากแรงกระแทกตามปกติหรือการขาดน้ำได้ หากฟองหายไปภายใน 2-3 นาทีถือว่าปกติ แต่ถ้าฟองหนานุ่มคล้ายฟองเบียร์และคงอยู่ข้ามชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีโปรตีนรั่ว ซึ่งควรไปตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด

เช็คอาการโรคไตระยะแรกได้อย่างไรในเมื่อโรคนี้มักไม่มีอาการแสดงภายนอก?

วิธีเดียวที่มีประสิทธิภาพคือการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจปัสสาวะหาภาวะโปรตีนรั่วและเจาะเลือดดูค่าครีอะตินีนเพื่อคำนวณประสิทธิภาพการทำงานของไต การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้ควบคุมโรคได้ง่ายและป้องกันไม่ให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรัง

คู่มือดำเนินการทันที

สังเกตปัสสาวะเป็นประจำ

ควรคอยสังเกตสี ความขุ่น และลักษณะฟองของปัสสาวะ หากพบฟองหนานุ่มที่สลายตัวช้าหรือปัสสาวะปนเลือด ควรรีบไปตรวจสุขภาพไต

ควบคุมปริมาณโซเดียมและน้ำดื่ม

จำกัดการทานโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอประมาณวันละ 2 ลิตรเพื่อลดภาระการทำงานของหน่วยไต

หากคุณต้องการปกป้องสุขภาพไตล่วงหน้า สามารถศึกษาวิธีการดูแลตนเองเพิ่มเติมได้ที่ ทำยังไงไม่ให้ไตทำงานหนัก เพื่อการป้องกันที่ถูกต้องครับ
หลีกเลี่ยงการซื้อยาทานเองโดยไม่จำเป็น

ยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดและสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรองเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

การตรวจสุขภาพประจำปีคือทางออกที่ดีที่สุด

เนื่องจากโรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ การเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะปีละครั้งจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยคัดกรองได้อย่างแม่นยำ

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการรักษาใดๆ หากคุณมีอาการรุนแรงหรือเฉียบพลัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

เอกสารสำหรับอ้างอิง

  • [1] Kidney - จากการเก็บข้อมูลทางสถิติพบว่าประชากรผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 10 ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะไตเรื้อรังในระยะต่างๆ
  • [2] Kidney - นอกจากนี้ การปัสสาวะมากกว่าวันละ 8 ครั้ง หรือต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเกินกว่า 2 ครั้ง ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน
  • [3] Kidney - ในขณะเดียวกัน ภาวะความดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าระบบหลอดเลือดในไตกำลังถูกทำลายเนื่องจากแรงดันที่สูงเกินไป
  • [5] Med - นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพเพื่อติดตามค่าการกรองของไตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • [6] Hss - คนส่วนใหญ่คิดว่าถ้าปวดหลังแปลบๆ แปลว่าต้องเป็นโรคไต แต่จริงๆ แล้วร้อยละ 90 ของอาการปวดหลังเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบจากการนั่งผิดท่าต่างหาก